บทที่ 6 ฉลองชัยชนะ
“ช่างเถิดลี่จิน ผู้คนย่อมชื่นชอบข่าวลือกันอยู่แล้ว เจ้าเอาเครื่องประดับที่พ่อค้าส่งมาวันนั้น นำมาให้ข้าดูดีกว่า ข้าจะได้เลือกใส่ไปงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้”
ลี่จินพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็ปลีกตัวไปหยิบเครื่องประดับที่เพิ่งได้มาให้เซียวเหม่ยอิงเลือกใส่ในงานเลี้ยงพรุ่งนี้
ขณะที่เซียวเหม่ยอิงกำลังเลือกเครื่องประดับ ใจก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น หลังจากผ่านคืนนั้นมา ตอนเช้าเซียวเหม่ยอิงก็ได้เดินกลับไปในจุดเดิม ก็พบกับรอยเลือดแห้งกรังบนใบไม้แต่ไม่พบตัวคนบาดเจ็บหรือศพอยู่บริเวณนั้น แสดงว่าคงไม่เป็นอะไรมาก นางก็พอจะเบาใจได้ว่าอย่างน้อยคนที่ได้รับบาดเจ็บนั้นไม่ถึงขั้นเสียชีวิต
เช้าวันใหม่ จวนตระกูลเซียว
ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังนั่งรอใครบางคนที่กำลังแต่งตัวอยู่ด้วยท่าทีสงบ ไม่กี่อึดใจก็ปรากฏสตรีที่มาในชุดสีชมพูอ่อนทำให้คนที่ใส่ดูบริสุทธิ์และอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงไพเราะราวดนตรีเอ่ยทักคนที่นั่งจิบชารอตน
“หงเอ๋อร์ของแม่ วันนี้เจ้างดงามมากจริง ๆ” ฟางเหนียงชมบุตรสาวคนเล็กของตัวเองที่เพิ่งมาถึงด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ไม่ต่างจากคนที่ถูกชมที่ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
"วันนี้ท่านแม่เองก็งดงามมากเจ้าค่ะ"
ทั้งสองคนแม่ลูกปิดปากหัวเราะกันอย่างชอบใจ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นพี่สาวของตนเองที่นั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ
“เอ๊ะ! พี่ใหญ่ ท่านใส่เครื่องประดับหรูหราเกินไปหรือไม่เจ้าคะ พวกเราไปแค่งานเลี้ยงฉลองชนะศึกเอง เหตุใดท่านถึงได้สวมเครื่องประดับหรูหราถึงเพียงนี้” คิ้วงามของเซียวลี่หงขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยกับการแต่งการของพี่สาวตัวเอง ทว่าเซียวเหม่ยอิงยกยิ้มมุมปากเท่านั้นไม่ได้คำถามของน้องสาวตนเองแต่อย่างใด
“ไปกันเถิดประเดี๋ยวจะไปงานเลี้ยงสาย” เซียวฟู่ซินลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำหน้าทุกคนไป ทำให้คนอื่นๆต้องเดินตามหลังประมุขของตระกูลไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ณ พระราชวัง
รถม้าตระกูลเซียวสองคันที่ตามกันมาติด ๆ เซียวฟู่ซินกับฟางเหนียงนั่งรถม้าไปด้วยกัน ส่วนอีกคันก็จะเป็นเซียวเหม่ยอิงและเซียวลี่หงนั่งคู่กันมา
ทันทีที่รถม้าทั้งสองคันจอด สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมองดูบุคคลที่กำลังจะก้าวลงมาจากรถม้าของตระกูลเซียว คันแรกเป็นเซียวฟู่ซินและฮูหยินของตัวเองที่ลงมาก่อน หลายสายตาจึงจ้องมองดูคันที่สองทันที เพราะเป็นคันที่ได้ขึ้นชื่อว่าสตรีงดงามที่สุดในเมืองหลวงนั่งมา
คนแรกก้าวลงมาโดยมีสาวใช้ประคองรอรับอยู่ด้านนอก สายตาบุรุษหลายคนก็พร่ามัวด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มเขินอาย ทำให้ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องน่าทะนุถนอม ยิ่งใส่ชุดสีชมพูอ่อนยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของนางดูใสซื่อยิ่งขึ้นไปอีก เซียวลี่หงหลบสายตาหลายคนที่มองมาด้วยใบหน้าที่เขินอายแล้วค่อย ๆ เดินไปหาบิดามารดาที่ยืนรอนางอยู่ แต่สายตาในงานที่จ้องมองดูเซียวลี่หงกลับต้องพากันเปลี่ยนจุดมองเมื่อมีอีกคนกำลังก้าวลงมาจากรถม้าของตระกูลเซียว ทำเอาเหล่าบุรุษแทบพากันหยุดหายใจ
หากเซียวลี่หงงดงามดั่งบุปผาที่น่าทะนุถนอมแล้ว แต่คนที่กำลังก้าวลงมานั้นงดงามอย่างหาได้ยากยิ่ง ดรุณีที่อยู่ในชุดสีขาวปักด้วยด้วยดอกไม้สีน้ำเงินยิ่งดูสง่าและเย่อหยิ่งดั่งนางพญา ใบหน้ามนรูปไข่ คิ้วโก่งเข้ากับดวงตาเรียว จมูกโด่งโค้งรับกับปากเรียวงามพอดี แววตาที่มองดูข้างหน้าอย่างเย็นชาราวกับไม่สนใจสิ่งใด ทำให้คนที่ก้าวลงมานั้นดูลึกลับและน่าค้นหาเป็นอย่างมาก เซียวเหม่ยอิงเดินเข้าไปหาบิดามารดาและน้องสาวของตนเองที่ยืนอยู่ทางเข้างาน จากนั้นทั้งสี่คนก็เดินเข้างานไปพร้อมกัน โดยไม่ได้สนใจสายตาที่มองมาเลยแม้แต่น้อย
พอมาถึงงานเลี้ยงทุกคนต่างพากันแยกย้าย เซียวฟู่ซินก็ไปรวมอยู่กับพวกขุนนาง ฟางเหนียงก็ไปรวมกับเหล่าฮูหยินที่สนิทสนมด้วย เซียวลี่หงก็ไปหาเหล่าคุณหนูที่เป็นสหาย ที่โต๊ะตอนนี้จึงเหลือเพียงเซียวเหม่ยอิงที่นั่งอยู่คนเดียวเงียบ ๆ โดยมีลี่จินคอยยืนรับใช้อยู่ข้างกาย เพราะเซียวเหม่ยอิงนั้นไม่ค่อยได้ออกงานสังคมเท่าไหร่นักจึงทำให้ตัวนางไม่ค่อยมีสหาย ซึ่งแตกต่างจากเซียวลี่หงที่มีสหายค่อนข้างมาก ด้วยลักษณะท่าทางที่เป็นมิตรและยิ้มง่ายของนาง ผู้ใดก็ต่างอยากจะเป็นสหายกับนางอยู่แล้ว
“หงเอ๋อร์ วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามจริง ๆ” คุณหนูท่านหนึ่งที่เป็นสหายกับเซียวลี่หงได้เอ่ยปากชมสหายของตัวเอง ท่ามกลางความเห็นด้วยของเหล่าสหาย
“จริงอย่างที่เจ้าว่า ข้าว่าในงานนี้หงเอ๋อร์ของเราคงจะโดดเด่นสุดแล้ว ดูเครื่องประดับที่หงเอ๋อร์สวมใส่ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน งดงามมากจริง ๆ”
คนที่ถูกชมว่างดงามไหนเลยจะไม่ชอบใจ เซียวลี่หงยิ้มมากขึ้นพร้อมกับลูบไล้เครื่องประดับที่ตัวเองใส่อย่างทะนุถนอม
“เครื่องประดับชุดนี้ ท่านแม่เป็นคนจ้างช่างทำขึ้นมาให้ข้าเป็นพิเศษน่ะ ความจริงแล้วข้าไม่ต้องการด้วยซ้ำ ข้าบอกท่านแม่แล้วว่ามันสิ้นเปลือง แล้วอีกอย่างข้าก็ไปซื้อชุดเครื่องประดับมาแล้วด้วย แต่ท่านแม่ก็ไม่ยอม ข้าเลยต้องใส่มาเพื่อไม่ให้ท่านแม่เสียใจ” ท้ายน้ำเสียงบ่งบอกถึงความเสียดาย
