บทที่ 9 หงหยางหมิง

    แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคุณชายของเขาก็ถูกมัดมือชกเช่นกัน เพราะฮูหยินเอกนั้นใช้วิธีสกปรก แต่งอนุมาตอนที่หวงหยางหมิงไปออกรบ โดยให้เหตุผลว่าจะได้มีคนมาช่วยดูแลงานในจวน ซึ่งนายท่านหวงเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย

   ความจริงแล้วฮูหยินเอกคนนั้นต้องการแต่งภรรยาให้หวงหยางหมิงเลยต่างหาก แต่เพราะหวงหยางหมิงนั้นได้เอ่ยคำพูดที่เป็นเหมือนกับคำมั่นสัญญาระหว่างมารดาของเขาที่เสียไปกับท่านพ่อของเขาว่าจะให้หวงหยางหมิงนั้นเลือกฮูหยินด้วยตนเอง หนิงซูหรือว่าฮูหยินเอกประจำตระกูลหวงคนปัจจุบันจึงทำได้เพียงแต่งอนุเท่านั้น

  อนุที่นางแต่งให้กับหวงหยางหมิงมีหน้าที่ช่วยสอดส่องและรายงานเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้นางได้รับรู้

   แต่หนิงซูนั้นคิดตื้นเกินไป นางคิดว่าหวงหยางหมิงจะมีนิสัยใจคอเหมือนกับบิดา เจอสาวงามก็ลุ่มหลงและโปรดปรานดั่งเช่นบิดาของตน แต่เปล่าเลย เพราะตั้งแต่ที่หวงหยางหมิงกลับมา นอกจากจะไม่สนใจนางแล้วแม้แต่จะพูดด้วยสักคำก็ยังไม่เคย ยามเห็นหน้าผิงอันก็มองเห็นแต่ไกล ๆ เวลาจะเข้าใกล้ก็จะมีบ่าวรับใช้คอยกันท่าไม่ให้นางเข้าใกล้ จนนางเองก็อดโมโหไม่ได้ เพราะจนตอนนี้ ผิงอันยังไม่ได้เขียนรายงานนายหญิงของตนเองแม้แต่ฉบับเดียว

   ผิงอันเดินกลับมายังเรือนตนที่อยู่เกือบท้ายจวนด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว มาถึงเรือนตน ผิงอันก็กวาดสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะทันที

  “เจ้าอัปลักษณ์นั่นถือดีอย่างไร ถึงกล้าปฏิเสธข้า!” ผิงอันสบถออกมาอย่างอดไม่ได้

  “อี๋เหนียงเบา ๆ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวคนอื่นได้ยิน จะนำไปฟ้องท่านพ่อบ้านนะเจ้าคะ” สาวใช้ประจำตัวเอ่ยตักเตือนนายของตน ก่อนจะรีบปิดประตูเรือนเพื่อไม่ให้คนข้างนอกได้ยิน

ผิงอันได้ยินอย่างนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมสงบแม้แต่น้อย นางหันหน้ามาหาสาวใช้ด้วยแววตาที่แดงก่ำ

“แล้วอย่างไรอยากฟ้องก็ไปฟ้องเลย ข้าก็เบื่อเจ้าอัปลักษณ์นั่นเต็มทนแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ข้าจะรายงานฮูหยินได้อย่างไรกัน!”

ผิงอันครุ่นคิดถึงแผนการ หากทำแผนการไม่สำเร็จ หนิงซูอาจจะส่งคนอื่นมาเป็นอนุอีก ถึงตอนนั้นนางก็จะเป็นตัวไร้ประโยชน์ หนิงซูต้องไม่เก็บนางไว้แน่นอน

“หรือว่าท่านแม่ทัพอายเกินกว่าจะกล้าพบหน้าอี๋เหนียงเจ้าคะ อี๋เหนียงรูปโฉมงดงามปานนี้ ท่านแม่ทัพอาจจะละอายตนเองก็ได้เจ้าค่ะ”

สาวใช้บีบนวดร่างกายผิงอันพร้อมกับพูดปลอบเพื่อไม่ให้นายตนอาละวาดมากไปกว่านี้

“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ”

“บ่าวก็แค่สงสัยเจ้าค่ะ หากท่านแม่ทัพไม่ละอายตนเอง หรือว่า...”

“หรือว่าอะไร”

“หรือว่า...ท่านแม่ทัพเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อเจ้าคะ”

ทันทีที่ได้ยินดวงตาผิงอันเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“อาจจะจริงอย่างที่เจ้าว่าก็ได้ แต่ข้าไม่สนใจหรอกนะ ท่านแม่ทัพจะอัปลักษณ์หรือเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ สิ่งเดียวที่ข้าสนใจคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ข้าได้เข้าใกล้แม่ทัพ ไม่อย่างนั้น ข้าก็คงเป็นแค่อนุที่อยู่ท้ายจวนเช่นนี้ และถ้าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ฮูหยินไม่ปล่อยข้าไว้แน่นอน”

ผิงอันกำมือแน่น ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องส่งข่าวคราวให้หนิงซูได้รับรู้และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ภายในจวนนี้

   จริงอยู่ที่หวงหยางหมิงจะแยกจวนออกมา แต่อย่างไรหนิงซูก็ยังไม่ไว้วางใจ เพราะกว่าที่นางจะขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกประจำตระกูลหวงได้ นางลงทุนลงแรงไปไม่น้อย อีกอย่างนางไม่ยอมให้บรรดาบุตรของนางต้องด้อยไปกว่าหวงหยางหมิงอย่างแน่นอน

   ระหว่างที่ทั้งคู่สนทนากันอยู่นั้น ไม่ได้รับรู้เลยว่าคำพูดที่พวกนางพูดคุยกันได้ถ่ายทอดให้อีกบุคคลฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่คำเดียว

   หวงหยางหมิงที่สวมเสื้อผ้าไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรนัก เพราะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ชุดที่มัดไม่เรียบร้อยทำให้ท่อนบนเห็นแผ่นอกที่เปลือยเปล่า ดวงตาเข้มจ้องมองดูพระจันทร์ที่ส่องแสงทั่วนภา มือหนึ่งข้างกำลังถือจอกสุราส่วนอีกข้างก็พาดไว้ที่ขอบเก้าอี้อย่างเกียจคร้านขณะที่กำลังนั่งฟังรายงานจากองครักษ์ของตนเอง

“ท่านแม่ทัพจะทำเช่นไรต่อไปหรือขอรับ” องครักษ์เอ่ยถามนายของตนเองหลังจากที่รายงานเรื่องทุกอย่างให้ฟังเรียบร้อยแล้ว

หวงหยางหมิงหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน แม้ว่ามือข้างหนึ่งจะถือจอกสุราอยู่แต่ก็ไม่ยอมปล่อย

“จะฆ่าทิ้งคงจะไวเกินไป อีกอย่างนางก็ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียของบิดาข้า แม้ว่านางจะไม่ชอบข้าแต่นางก็ยังทำหน้าที่ภรรยาและฮูหยินของจวนได้ดี คงรักบุตรชายตนเองมากเกินไปถึงทำเช่นนี้...”

“แล้วท่านแม่ทัพ....”

“ปล่อยไปก่อน ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าสตรีที่นางแต่งมาให้ข้าจะมีความสามารถขนาดไหน อีกอย่างตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ”

มุมปากหวงหยางหมิงยกขึ้นอย่างอดมิได้ เมื่อคิดถึงเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องทำในไม่ช้า

หลายวันต่อมา....

   เซียวเหม่ยอิงออกมาตรวจกิจการของตระกูลตนเอง ปกติแล้วนางจะมีหลงจู๊ที่ไว้วางใจช่วยดูแลกิจการต่าง ๆ ของนางได้เป็นอย่างดี ทำให้นางไม่ต้องคอยออกมาตรวจเท่าใดนัก มีเพียงครั้งคราวเท่านั้นหรือหากรู้สึกเบื่อหน่ายเซียวเหม่ยอิงถึงจะมา

   ขณะที่กำลังเดินเข้าไปในร้านอาหารของตนเอง ก็พบกับน้องสาวของนางที่กำลังพากันทานอาหารกันอยู่กับเหล่าบรรดาสหาย เซียวเหม่ยอิงถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้

   น้องสาวของนางเป็นคนจิตใจดีชาวบ้านชาวเมืองนั้นรับรู้ได้ เพราะเซียวลี่หงชอบนำอาหารที่ร้านไปแจกทานแก่คนจนคนจรโดยมีบรรดาสหายของนางไปร่วมด้วย ครั้งนี้เองก็เช่นกัน นางกับบรรดาสหายคงเพิ่งกลับมาจากแจกทาน ถึงได้พาสหายมานั่งทานอาหารเช่นนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป