บทที่ 4 ตอนที่ 4 เดินหมากด้วยตนเอง

ตอนที่ 4 เดินหมากด้วยตนเอง

หมากสีขาวถูกวางบนกระดาน หมากสีดำจึงวางตามลงไปช้า ๆ ทว่าทั้งหมากขาวและหมากดำนั้นถูกจับวางโดยผู้เล่นเพียงคนเดียว 

“ข้าไม่ยักรู้ว่าพี่หญิงใหญ่เดินหมากเป็นด้วย” จ้าวหลันอวี่ยกริมฝีปากขึ้น มือเรียววางหมากสีขาวลงไปบนกระดานอย่างตั้งใจ มิได้สนใจเสียงหวานที่พยายามจะยั่วโมโหเหมือนเช่นทุกครั้ง

จ้าวม่านฟางเห็นว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง หรือกระทั่งเรียกให้นางนั่ง ในใจก็พลันเกิดความชิงชัง ร่างอรชรเชิดหน้าเดินก้าวขาเข้าไปในศาลา นั่งลงตรงหน้ากระดานหมาก ปรายสายตามองพี่สาวต่างมารดาที่ทำเป็นอวดเก่ง หากเทียบกันแล้วระหว่างจ้าวเจินบุตรสาวหวงอี๋เหนียงแล้ว จ้าวหลันอวี่นับเป็นตัวอะไร ที่กำลังทำอยู่ช่างดูเสแสร้งนัก เดินหมากด้วยตนเองเช่นนั้นหรือ หึ! น่าขำ แต่ทว่าเมื่อสายตามองไปเห็นหมากบนกระดาน จ้าวม่านฟางก็ต้องเบิกตาขึ้น

“ท่านเดินหมากเป็นตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดข้าจึงมิรู้?” คราวนี้คนที่กำลังเดินหมากอย่างไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวก็เงยหน้าขึ้นมาแล้ว ใบหน้าหวานแย้มยิ้มออกมา เลิกคิ้วมองสตรีตรงหน้าเหมือนกับว่าคำพูดของนางเช่นนั้นเป็นเรื่องน่าขัน

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องรู้เล่า ฟางเอ๋อร์เรื่องของข้าต้องรายงานเจ้าทุกเรื่องหรือไม่?”

“ข้า...ข้า”จ้าวม่านฟางเบิกตาโตพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว แน่นอนว่าเรื่องของจ้าวหลันอวี่ไม่จำเป็นที่นางจะต้องรู้ นัยน์ตาเรียวมองผ่านร่างอรชรของคนตรงหน้า ไปหยุดที่ด้านหลังก่อนจะหันมามองสบตาของผู้เป็นพี่สาวอีกรอบ

“พี่หญิงใหญ่ล้อข้าเล่นแล้ว เรื่องของท่านไม่จำเป็นที่ข้าต้องรับรู้ ข้าก็แค่แปลกใจว่าเพราะเหตุใดพี่หญิงของข้าจึงได้มีฝีมือการเดินหมากเก่งกาจไม่แพ้พี่หญิงรองเลยสักนิด หรือว่าพวกท่านนัดกันมาประลองฝีมือบ่อย ๆ ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงไม่ชวนข้าบ้าง หรือพี่สาวคนดียังโกรธเคืองท่านแม่ของข้า”

“ข้ามิได้นัดเจินเอ๋อร์ วันนี้เจ้ามาหาข้าคงมิใช่เพียงเพื่อถามเรื่องเหล่านี้กระมัง?” 

“ใช่...ข้าเอาอาภรณ์มาให้พี่หญิงใหญ่ ท่านแม่สั่งตัดจากร้านซินหยานเอาไว้ เพิ่งมาส่งเมื่อเช้า พอดีข้าเพิ่งจะกลับออกมาจากวังหลวง จึงถือโอกาสมาเยี่ยมพี่หญิงใหญ่ด้วย ท่านคงไม่โกรธข้ากระมังที่มาหาท่านช้าเช่นนี้ พอดีว่าเสด็จป้า...เอ่อ...ฮองเฮาทรงรั้งตัวข้าเอาไว้”

หวังฮองเฮาเป็นพี่สาวของหวังซื่อฮูหยินจวนเสนาบดี และจ้าวม่านฟางก็เป็นหลานสาวที่หวังฮองเฮาให้ความเอ็นดู นางจึงมีโอกาสเข้าวังไปบ่อย ๆ เหตุผลก็คงหนีไม่พ้น หวังฮองเฮาต้องการให้หลานสาวแต่งกับองค์ชายรอง ซึ่งพระนางเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ความจริงแล้วองค์ชายรองมิได้เป็นพระโอรสที่หวังฮองเฮาทรงให้กำเนิด พระมารดาขององค์ชายรองก็คือลี่ผิน ทว่าเมื่อประสูติองค์ชายพระองค์นี้แล้ว ก็ตกเลือดตายลงไป หวังฮองเฮาจึงได้อุ้มองค์ชายรองกลับไปเลี้ยงดูในนามโอรสของตนเอง 

แต่ถึงกระนั้นตำแหน่งของรัชทายาทก็คงไม่ถึงคราวขององค์ชายรอง เพราะเหนือขึ้นไปยังมีองค์ชายใหญ่ตวนมู่หมิงฮ่าวที่กำเนิดจากอดีตฮองเฮาผู้วายชนม์ หากจะว่าไปแล้วองค์ชายใหญ่ผู้นั้นก็มีโอกาสที่จะถูกแต่งตั้งมากกว่าผู้ใด ดังนั้นหวังฮองเฮาจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะดึงอำนาจของเหล่าขุนนางให้สนับสนุนพระโอรสเลี้ยงของพระนางขึ้นบัลลังก์ และการที่พระนางเรียกจ้าวม่านฟางเข้าวังบ่อย ๆ หากมิใช่เจตนาจะดึงตัวของจ้าวม่านฉีผู้เป็นขุนนางแล้วจะเป็นอื่นใดได้อีก

“เป็นวาสนาของฟางเอ๋อร์ที่ได้รับใช้ฮองเฮาแล้ว ข้าหรือจะกล้าโกรธเคืองเจ้า” ก็ลองแสดงความไม่พอใจออกมาดูสิ ไม่พ้นนางคงจะถูกบิดาลงโทษ โทษฐานมีจิตใจคับแคบอิจฉาริษยาน้องสาวของตนเอง

“อีกอย่างข้าเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็อย่างที่เจ้าเห็นข้ายังอยู่ดี” รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาจ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของน้องสาว จ้าวม่านฟางเป็นสตรีที่ใบหน้างดงามอ่อนหวาน ดวงตาดอกท้อที่ขอเพียงแค่กะพริบตาเบา ๆ ก็ดึงดูดให้คนรักใคร่ได้ไม่ยาก ช่างเหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ใบหน้าของจ้าวม่านฟางและจ้าวหลันอวี่ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

จ้าวหลันอวี่มีใบหน้าที่สวยทว่าแฝงความเข้มแข็งไว้หลายส่วน ปลายหางตาเชิดขึ้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง เพียงแค่นางจ้องมองนิ่ง ๆ ก็ทำให้ผู้คนตัวสั่นได้แล้ว และต่อให้นางทำตัวอ่อนแออย่างไร ก็ไม่สู้เพียงหนึ่งถอนหายใจของจ้าวม่านฟาง

“ดีแล้ว เพราะหากพี่หญิงใหญ่ยังนอนล้มป่วยอยู่ อีกเจ็ดวันข้างหน้าก็คงไม่ได้เข้าวังไปร่วมงานใต้แสงจันทราที่ฮองเฮาเป็นผู้จัดแล้ว พี่หญิงใหญ่คงจะไม่ทราบ ดอกถานฮัวที่ฮองเฮาทรงปลูกนั้น หนึ่งปีจะบานเพียงแค่ครั้งเดียว ทั้งยังบานแค่เพียงคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วย หากพลาดไปแล้วคงน่าเสียดายยิ่ง”

“เช่นนั้นข้าก็คงต้องขอบใจฟางเอ๋อร์แล้วที่มาบอกข้า น้ำใจของเจ้าข้ารับเอาไว้แล้ว” จ้าวม่านฟางพยักหน้าให้สาวใช้ของตนเอง ส่งอาภรณ์ให้กับจ้าวหลันอวี่ นั่งพูดคุยกันพอเป็นพิธีนางจึงบอกลากลับไปที่เรือนของตนเอง

“คุณหนูอาภรณ์เหล่านี้จะมีปัญหาหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณหนูสามถึงได้เอามามอบให้คุณหนูด้วยตนเอง” 

“กุ้ยฮวาเจ้าอย่าได้บังอาจดูหมิ่นน้ำใจของน้องสาวข้า หาไม่แล้วข้าจะสั่งโบยเจ้าเสีย ส่งให้เหลียนฮวาเอาไปเก็บเถิด” เหลียนฮวายิ้มกว้างเดินเข้ามารับเอาอาภรณ์สีแดงสดมาถือไว้ ริมฝีปากแสยะยิ้มมองกุ้ยฮวาอย่างเย้ยหยัน คิดว่าตนเองเป็นบุตรบุญธรรมของแม่นมหลิวแล้วอย่างไร ป่านนี้แม่นมหลิวคงมีเพียงโครงกระดูกขาวโพลนไปแล้ว ยังจะกล้าเชิดหน้าหยิ่งต่อหน้าผู้อื่นอีกหรือ ต้องดูด้วยว่าอำนาจของจวนเสนาบดีนั้นอยู่ในมือของผู้ใด ถ้าไม่ใช่ฮูหยินหวังจิ่วเหมย หากกุ้ยฮวายังทำตัวอวดดีเช่นนี้ อีกไม่นานก็คงต้องทิ้งร่างอยู่ท้ายจวนเช่นเดียวกับมารดาบุญธรรมของนางแล้ว

กุ้ยฮวาเห็นว่าเหลียนฮวาแสยะยิ้มใส่ นางก็ถอนหายใจออกมา แต่กระนั้นคำสั่งของคุณหนูนางก็ไม่กล้าที่จะขัดขืน จึงได้ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเอาเข้าไปเก็บ นี่ก็ไม่รู้ว่าเหลียนฮวาจะแอบลักขโมยของไปอีกหรือไม่ คุณหนูก็ช่างไม่ยอมตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

“อย่าใส่ใจเลยกุ้ยฮวา ผู้ใดทำเช่นไรก็ย่อมได้รับผลตอบแทนเช่นนั้น ข้าหิวแล้วเจ้าไปเอาของว่างในครัวมาให้ข้ากินสักหน่อยเถิด” 

“เจ้าค่ะ คุณหนูรอบ่าวสักเดี๋ยวนะเจ้าคะ” 

จ้าวหลันอวี่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มลงมาสนใจกระดานหมากตรงหน้าอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางมิได้คิดเรื่องการวางเม็ดหมาก แต่นางกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่มันไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพียงฝันหนึ่งตื่น หรือสิ่งที่คิดไปเอง กระนั้นในฝันนั้นนางตายไปแล้วและนางก็หวนคืนวิญญาณอีกครั้ง กลับมาเกิดใหม่เป็นตนเองในช่วงสามปีที่แล้ว เรื่องเหล่านี้มันน่าเหลือเชื่อจนเกินไป คงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเชื่อ เช่นเดียวกับตัวนางเอง

ทางเดียวที่นางทำได้คือต้องพิสูจน์เรื่องราวต่าง ๆ ว่าจะเป็นเหมือนเช่นในฝัน หรือในอดีตชาติของนางหรือไม่ ไม่ลองย่อมไม่รู้ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้คงต้องไปหาท่านป้าจิ้งซื่อดูเสียแล้ว


บทก่อนหน้า
บทถัดไป