บทที่ 5 ตอนที่ 5 สามวีรบุรุษสร้างแคว้น

ตอนที่ 5 สามวีรบุรุษสร้างแคว้น

เช้าวันต่อมาจ้าวหลันอวี่ก็ไม่รอช้าอีก หากอยากรู้ก็มีเพียงต้องพิสูจน์เท่านั้น นางนั่งรถม้าของจวนสกุลจ้าวไปยังจวนของสวี่อู่อ๋อง ดวงตาเรียวมองลอดม่านหน้าต่างออกไป ร้านค้าต่าง ๆ ยังคงคึกคักเช่นดังเดิม รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ แต่แล้วล้อรถก็กระแทกลงไปในหลุม ร่างอรชรพลันเอนวูบกระแทกผนังห้องโดยสาร กุ้ยฮวาเปิดม่านประตูชะโงกหน้าออกไป ต่อว่าสารถีด้วยความไม่พอใจ

“ต้าฉีเจ้าบังคับม้าเป็นหรือไม่ หากไม่เป็นก็กลับไปเสียแล้วให้ต้าฉางพี่ชายของเจ้ามาทำแทน” 

“ขออภัยขอรับคุณหนู เมื่อครู่มีเด็กน้อยวิ่งเข้ามา บ่าวจึงดึงม้าหลบเด็กแต่กลับหลบหลุมไม่พ้น คุณหนูบาดเจ็บหรือไม่ขอรับ เป็นความผิดของบ่าว กลับจวนแล้วบ่าวจะไปขอรับโทษจากพ่อบ้านกู่ขอรับ” 

“ข้าไม่เป็นอันใด ได้ชนเด็กหรือไม่ หยุดรถลงไปดูสักเดี๋ยวเถอะ”  จ้าวหลันอวี่ขยับมานั่งตัวตรง มือจับปอยผมเกี่ยวที่หลังใบหู ตอบออกไปน้ำเสียงไม่สั่นหรือตื่นตระหนกเลยสักนิด ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

“ไม่ได้ชนขอรับ บ่าวหลบได้ทัน”ต้าฉีรีบตอบทันที คุณหนูใหญ่สกุลจ้าวส่งเสียงตอบออกไปอีกหนึ่งคำ

“ดี!...เจ้าไม่ได้ตั้งใจ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปรับโทษ” เหมือนได้รับการอภัย ต้าฉีกล่าวคำขอบคุณไม่หยุดแต่กระนั้นก็อดแปลกใจมิได้ เหตุใดคุณหนูถึงได้ใจดีเช่นนี้

รถม้าคันใหญ่จอดลงริมทาง เสียงเด็กร้องไห้จ้าพร้อมกับเสียงของผู้เป็นแม่เด็กแว่วเข้ามาในตัวรถม้า จ้าวหลันอวี่นั่งตัวตรงเชิดหน้าขึ้น ฟังเสียงข้างนอก

“ขออภัยท่านผู้สูงศักดิ์เจ้าค่ะ เสี่ยวเมาของข้าน้อยมิได้ตั้งใจ นางวิ่งตามลูกล้อออกมา จนเกือบทำให้ม้าของท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว” ริมฝีปากบางยิ้มหยันขึ้นมา เด็กตัวเล็กถึงเพียงนี้จะทำให้อาชาตัวใหญ่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร เกรงว่าหากชนเข้าจริง ๆ ชีวิตแม่หนูน้อยผู้นั้นก็คงจะหาไม่แล้ว ทว่าอย่างไรก็ตามที่หญิงชาวบ้านผู้นั้นพูดเช่นนี้ ก็เพียงต้องการเรียกร้องความสงสารเท่านั้น ซึ่งมันก็คงไม่แปลกอันใดนัก ก็ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไหนเลยจะกล้ามีปากมีเสียง 

“แม่หนูน้อยไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่” สองแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่ริมทาง ได้ยินเสียงใสราวระฆังดังกังวานก็แทบจะลืมร้องไห้ เงยหน้าขึ้นมอง แต่กระนั้นก็เห็นเพียงม่านไม้ไผ่ปิดเอาไว้เท่านั้น

“เสี่ยวเมาไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ เพียงแค่ตกใจเท่านั้น”  เสียงในห้องรถม้าเงียบไป สองแม่ลูกยังคงคุกเข่าก้มหน้าเนื้อตัวสั่นเทา ม่านไม้ไผ่เปิดออกเพียงเล็กน้อย จากนั้นกุ้ยฮวาก็ดึงสายตาเข้ามาบอกกับคุณหนูตนเองว่า ที่หัวเข่าของเด็กที่มีนามว่าเสี่ยวเมามีเลือดออกอาจเพราะหกล้ม จ้าวหลันอวี่พยักหน้านางหยิบถุงเงินรางวัลที่มักจะพกเอาไว้ตกรางวัลบ่าวไพร่ออกมาหนึ่งถุง และสั่งให้สาวใช้นำไปมอบให้สองแม่ลูก

“คุณหนูบอกว่าเสี่ยวเมาน้อยหกล้มคงจะเจ็บไม่ใช่น้อย เจ้าเอาเงินในถุงนี้ไปซื้อยาให้ลูกเจ้าเถอะ และคราวหลังต้องดูแลลูกสาวให้ดีกว่านี้ หากครั้งหน้าวิ่งออกมาอีก คงไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว” สองแม่ลูกต่างก็รีบคุกเข่ากล่าวขอบคุณ รอจนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวออกไป ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็ยกย่องคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวกันยกใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป

จ้าวหลันอวี่นั่งพิงผนังรถม้าหลับตาลง ทว่าในหัวกลับกำลังคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วจริง ๆ แม่หนูน้อยผู้หนึ่งวิ่งตามของเล่นออกมากลางถนน ต้าฉีหักรถม้าหลบจึงทำให้ล้อรถตกหลุมนางกระเด็นร่างกระแทกผนังเช่นเดียวกันนี้ ทว่าเรื่องราวก็ช่างเลือนรางนัก จำได้ว่านางมิได้ใจดีเช่นเมื่อสักครู่ เพราะหลังกลับจากจวนสวี่อู่อ๋อง สารถีที่ยามนั้นไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ ถูกสั่งโบยต้องนอนรักษาตัวอยู่หลายเดือน สองแม่ลูกคู่นั้นก็ถูกทางการจับตัวไปขัง ข้อหาปองร้ายคุณหนูใหญ่จวนเสนาบดี เหตุการณ์เหมือนเดิม แต่กลับไม่เหมือนเดิม ตกลงแล้วนางเกิดใหม่จริงหรือไม่

จวนสวี่อู่อ๋อง...

จ้าวหลันอวี่มองป้ายที่ติดเหนือประตูจวน ป้ายไม้เหลืองทองขนาดใหญ่มีตัวอักษรสิงข่ายลายพระหัตถ์ของปฐมฮ่องเต้ตวนมู่หยางเจี๋ย และแผ่นป้ายพระราชทานเช่นนี้ก็มีอยู่ที่จวนสกุลซางของท่านตานางเช่นกัน ทว่าบัดนี้สกุลซางสายหลักก็เหลือเพียงนางที่เป็นสายเลือดของท่านตา

ส่วนสกุลซางที่อยู่ยามนี้เป็นสายรองลงมาแล้ว ท่านตาอาภัพนักหลังจากได้รับความยิ่งใหญ่ได้ไม่นาน ท่านยายก็ล้มป่วยจากไป ซางตงเต๋อรักใคร่ภรรยาดุจดวงใจมิได้คิดมีภรรยาใหม่ อยู่เลี้ยงบุตรสาวเพียงลำพัง จนเมื่อเติบโตซางซูหลิงก็ตกหลุมรักกับจ้าวม่านฉีที่ยามนั้นเป็นเพียงขุนนางขั้นห้าเท่านั้น เพราะได้รับการช่วยเหลือจากพ่อตา จากขุนนางขั้นห้าก็ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้

จะว่าไปแล้วเรื่องราวความรุ่งโรจน์ในอดีตต่างก็เลือนหายไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับจวนสวี่อู่อ๋องที่อยู่ตรงหน้านางเช่นกัน หากจะเล่าก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่แผ่นดินนี้ยังมิได้เป็นแคว้นตงหยาง ทว่าเป็นแคว้นต้าอิ้ง ฮ่องเต้ทรราชอิ้งเสวี่ยหลงใหลกับอิสตรี อบายมุขต่าง ๆ ยกย่องนักพรตชั่วข่มเหงรังแกชาวบ้าน แคว้นเจี๋ย แคว้นซ่งต่างก็ยกกำลังพลเข้ามาบุกประชิดหน้าด่าน

ยามนั้นสวี่ตงหยาง ซางตงเต๋อ และตวนมู่หยางเจี๋ยต่างก็ช่วยกันวางแผนรับมือ ท่านตาของนางกระโดดเข้ากองทัพหันหน้ามาเป็นกุนซือวางแผนการรบให้กับแม่ทัพสวี่และแม่ทัพตวนมู่หยางเจี๋ย

ภายหลังที่ขับไล่พวกต่างเผ่าออกไปได้แล้ว ทั้งสามก็บุกเข้าวังหลวงสังหารฮ่องเต้ทรราชยึดบัลลังก์มาจนได้ ยามนั้นผู้ที่พิชิตแผ่นดินมีถึงสามคน ทว่าสวี่ตงหยางกลับโบกมือไม่ยอมนั่งบนบัลลังก์ เพราะในใจมิได้ชอบการบริหารแผ่นดิน เขาต้องการเป็นเพียงแม่ทัพเช่นเดิมบุกขึ้นเหนือล่องใต้ขับไล่พวกเดนมนุษย์เหล่านั้นมิให้ฉวยโอกาสรังแกชาวบ้านที่อ่อนแอไร้ทางสู้ ทางด้านซางตงเต๋อความจริงแล้วคนผู้นี้ต่างหากที่เหมาะสมจะได้นั่งบัลลังก์เพราะสติปัญญามากกว่าสหายทั้งสอง ทว่าซางตงเต๋อกลับมิได้ฝักใฝ่ในอำนาจ เพราะในใจมีเพียงสตรีผู้เดียวอันเป็นที่รัก มิอาจหักหาญน้ำใจฮูหยินมีสาวงามทั้งสามพันคนในวังหลังได้ เช่นนั้นแล้วตวนมู่หยางเจี๋ยจึงถูกบังคับให้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไปแทน

หลังจากสถาปนาแคว้นตงหยาง ที่มาจากนามของวีรบุรุษทั้งสาม ซางตงเต๋อ สวี่ตงหยาง ตวนมู่หยางเจี๋ย แล้วฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็แต่งตั้งสวี่ตงหยางเป็นท่านอ๋องต่างแซ่ และแต่งตั้งซางตงเต๋อเป็นท่านอ๋องเช่นกันแต่กระนั้นท่านตาของจ้าวหลันอวี่ก็ปฏิเสธเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย จึงได้ขอรับเพียงตำแหน่งเสนาบดี

อีกทั้งยังจะต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ไปไย เพราะตั้งแต่ซางฮูหยินคลอดบุตรก็ไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก บุตรชายที่จะสืบบรรดาศักดิ์ก็หามีไม่ ไยจะต้องมอบชิ้นเนื้อติดมันให้พี่น้องคนอื่นที่เอาแต่รังแกและดูถูกตน กระนั้นฮ่องเต้ตวนมู่หยางเจี๋ยก็พระราชทานยศเสี้ยนจู่ให้กับซางซูหลิงเพื่อเป็นการตอบแทนสหายร่วมสาบานของตนเอง


บทก่อนหน้า
บทถัดไป