บทที่ 6 ตอนที่ 6 เข้าใจเหตุผล
ตอนที่ 6 เข้าใจเหตุผล
“อวี่เอ๋อร์เด็กดีมานั่งนี่เร็วเข้า เหตุใดจึงรีบร้อนมาหาป้าเล่า เพิ่งจะหายไข้สมควรต้องพักสักหน่อยมิใช่หรือ ความจริงป้าก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมเจ้าอยู่แล้วอีกสองวันข้างหน้า เฮ้อ...เจ้านี่นะใจร้อนเสียจริง”
“อวี่เอ๋อร์คิดถึงท่านป้ามากไปหน่อย อดใจรอแม้เพียงวันเดียวก็ไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าจิ้งเจ้าคะลองชิมขนมหนวดมังกรนี่ดูสิเจ้าคะ ของร้านชิงเหรินเชียวนะ อวี่เอ๋อร์ต้องไปต่อแถวรออยู่ตั้งนาน” จิ้งหยางมี่ผู้รั้งตำแหน่งสวี่ไท่เฟยยกมือขึ้นดึงแก้มนิ่ม ๆ ของเด็กสาว จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบขนมสีขาวราวสายไหมเข้ามาในปาก เส้นไหมหอมหวานละลายแทบจะทันที สวี่ไท่เฟยยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ยังเป็นอวี่เอ๋อร์ที่รู้ใจป้าจิ้งเสมอ เฮ้อ...ความจริงหนวดมังกรนี้อวิ๋นซีก็ชอบมากเช่นกัน ไม่รู้ว่าอยู่ทางโน้นจะได้กินบ้างหรือไม่ แต่อีกแค่เพียงสามปีมีเจ้าไปคอยอยู่ดูแลป้าก็หมดห่วงแล้ว” จ้าวหลันอวี่ก้มหน้าลงแสร้งยกผ้าเช็ดหน้ามาปิดบังใบหน้า เหมือนกำลังเขินอาย
ถึงแม้นางและสวี่ปิงอวิ๋นผู้มีนามรองว่าอวิ๋นซีซึ่งเป็นท่านอ๋องต่างแซ่บุตรชายท่านอ๋องสวี่กับสวี่ไท่เฟยจะมีสัญญาหมั้นหมายกัน แต่ความจริงแล้วตั้งแต่สวี่ปิงอวิ๋นอายุได้ห้าขวบ บิดาของเขาสิ้นชีพในสงครามทิ้งมารดาให้อยู่เฝ้าจวนในเมืองหลวง ส่วนตนเองก็ต้องเดินทางไปอยู่ที่ชายแดนกับท่านอ๋องผู้เฒ่าสวี่นานแล้ว
หลังจากท่านอ๋องผู้เฒ่าจากไป สวี่ปิงอวิ๋นก็รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นอ๋องต่างแซ่แทนท่านปู่ของตนเอง
“ท่านป้าจิ้งความจริงแล้วอวี่เอ๋อร์มาวันนี้ เพราะมีเรื่องอยากให้ท่านป้าจิ้งช่วยเหลือเจ้าค่ะ” จ้าวหลันอวี่สังเกตสีหน้าของจิ้งซื่ออยู่ก่อนแล้ว เมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายชะงักไปถึงแม้จะเพียงแวบเดียว แต่กระนั้นนางก็ยังคงมองเห็น
“อวี่เอ๋อร์อยากให้ป้าช่วยอันใดหรือ ลองบอกมาเถิดหากป้าช่วยได้ย่อมช่วยเจ้าอย่างเต็มที่” จิ้งซื่อย่อมรู้เรื่องที่เกิดขึ้นของว่าที่ลูกสะใภ้ เหตุผลที่ทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจถูกลงโทษจนกระทั่งล้มป่วยไปหลายวัน นางเองก็รู้เช่นกัน และก่อนหน้านั้นว่าที่แม่สามีเช่นนางก็ย่อมไปเยี่ยมหญิงสาวถึงในเรือนแต่เด็กสาวก็หลับใหลมิได้สติจึงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน
“ท่านป้าจิ้งท่านกับท่านแม่ของอวี่เอ๋อร์เป็นสหายกัน ท่านคงไม่ปล่อยให้ท่านแม่ของอวี่เอ๋อร์ตายเปล่าใช่หรือไม่ ท่านแม่ของข้า...ฮึก...นางถูกสังหารเจ้าค่ะ และคนผู้นั้นก็คือหวังจิ่วเหมย!...” นามของหวังซื่อที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบาง แทบจะเค้นเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังออกมา ทว่าสวี่ไท่เฟยกลับถอนหายใจสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนล้า
“อวี่เอ๋อร์อยากให้ท่านป้าทวงความเป็นธรรมให้กับท่านแม่เจ้าค่ะ”
“อวี่เอ๋อร์ไม่ใช่ว่าป้าไม่อยากช่วยเจ้า ทว่ายามนี้สกุลหวังแทบจะครองราชสำนัก หวังฮองเฮาก็เป็นที่โปรดปราน อีกอย่างบิดาเจ้าไม่มีทางเชื่อ” เหตุผลเดิมเหมือนที่นางเคยฟัง จ้าวหลันอวี่มิได้โกรธแค้นเหมือนเช่นชาติก่อน เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรป้าจิ้งที่รักและเอ็นดูนางถึงเพียงนี้ ถึงได้ตัดรอนกันได้ลง
“ป้าจิ้งกลัวจะเดือดร้อนหรือเจ้าคะ หรือว่ามีเหตุผลใดที่ไม่อาจช่วยเหลืออวี่เอ๋อร์ได้ ป้าจิ้งบอกความจริงกับหลานมาเถอะ” ชาติที่แล้วนางไม่เคยถามหาเหตุผล เพราะได้ยินอีกฝ่ายบอกปัดคำขอ นางจึงหุนหันพลันแล่นออกไป และหลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อ จนกระทั่งวันสุดท้ายป้าจิ้งก็ยังคงเชื่อนาง เดินเข้าสู่ความตายด้วยความเต็มใจ
“อวี่เอ๋อร์ไม่ใช่ป้าจิ้งไม่อยากช่วย แต่ป้าจิ้งยังมีอวิ๋นซี ยังมีผู้คนในจวนสวี่อู่อ๋อง หากเป็นศัตรูกับสกุลหวังยามนี้มิได้มีผลดี เจ้าเข้าใจป้าหรือไม่ อวี่เอ๋อร์ฟังคำป้าวิญญูชนแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย ขอเพียงเจ้าผ่อนปรนไปตามเนื้อผ้า ป้าเชื่อว่าวันหนึ่งคนเหล่านั้นย่อมต้องได้รับผลกรรมของตนเอง” อวิ๋นซีก็คือนามรองของสวี่อู่อ๋องบุตรชายเพียงคนเดียงของนาง จิ้งซื่อเหม่อมองออกไปทางทิศเหนือ
ต่อให้จะมองไม่เห็นเมืองชายแดนที่บุตรชายอยู่ แต่กระนั้นภาพในใจของนางก็ปรากฏใบหน้าหล่อเหลาของสวี่อู่อ๋องขึ้นมา บุตรชายต้องใช้เลือดเนื้อปกป้องแผ่นดิน นางเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่อาจช่วยว่าที่ลูกสะใภ้ได้ในเวลานี้
“อวี่เอ๋อร์ป้าเองก็จนปัญญา ยามนี้สกุลสวี่เองก็ใช่ว่าจะอยู่ดี หาไม่เช่นนั้นป้าจะอยู่ที่นี่ทำไม” จ้าวหลันอวี่เบิกตาขึ้น นางก็นึกสงสัยตลอดว่าเพราะเหตุใดป้าจิ้งของนางจึงไม่ย้ายไปเมืองชายแดน นั่นเพราะนางต้องการเอาตนเองรับประกันว่า สวี่ปิงอวิ๋นจะไม่มีวันก่อกบฏ เพื่อลดความหวาดระแวงของคนผู้นั้น ท่านป้าจิ้งถึงกับยอมตัดใจอยู่เมืองหลวง นางเสียสละถึงเพียงนี้
“อวี่เอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เป็นหลานที่ขบคิดไม่แตก ท่านป้าจิ้งอย่าได้ดูแคลนว่าหลานโง่เขลาเลยนะเจ้าคะ” คราวนั้นนางมีเพียงความต้องการของตนเอง ไหนเลยจะยอมฟังเหตุผลเช่นนี้ และป้าจิ้งก็ไม่ผิดต่อนางเลยสักนิด สกุลสวี่มิอาจล้มได้ จิ้งซื่อเสียสละความสุขของตนเองเช่นนี้ นางไหนเลยจะมีหน้าไปโกรธเคืองเล่า
“ป้าหรือจะดูแคลนเจ้า อวี่เอ๋อร์โกรธป้าหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะอวี่เอ๋อร์เข้าใจดี” จ้าวหลันอวี่โผเข้าไปในอ้อมกอดของจิ้งซื่อ นางหลับตาลงปลดปล่อยความคิดตนเองอีกครั้ง เหตุการณ์ที่หนึ่งก็ตรงกับอดีต เหตุการณ์ที่สองก็ยังตรงอีก เช่นนั้นย่อมมีวันที่นางกับตวนมู่หมิงฮ่าวต้องแตกหักกันกระมัง
“ท่านป้าจิ้ง วันชมพระจันทร์ ท่านป้าไปกับอวี่เอ๋อร์นะเจ้าคะ”
“ได้ ป้าจะไปกับเจ้า” หากแม่นางน้อยผู้นี้มิได้โกรธเคือง จิ้งซื่อก็พร้อมจะตามใจนางทุกอย่าง ถึงอย่างไรเสียก็เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย อีกทั้งในใจก็เห็นว่าหญิงสาวเป็นลูกสะใภ้ของตนมานานแล้ว
จ้าวหลันอวี่อยู่กินข้าวเย็นกับจิ้งซื่อหลังจากที่สนทนากันแล้วเสร็จ พวกนางก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ทว่าทั้งคู่ต่างก็แลกเปลี่ยนกันเรื่องเข้าวังไม่กี่วันข้างหน้า จิ้งซื่อมอบปิ่นปักผมที่เป็นสินเดิมของนางให้กับว่าที่ลูกสะใภ้ จ้าวหลันอวี่ก็รับมาด้วยความเต็มใจ จากนั้นจึงเดินทางกลับไปที่จวนของตนเอง ครั้นเมื่อเดินเข้ามาในเรือนก็เห็นเหลียนฮวาออกมายืนรอรับใช้ ร่างอรชรปรายตามอง ครั้นมองเลยไปยังอาภรณ์สีแดงที่ถูกแขวนเอาไว้ ก็ยกยิ้มขึ้นมา เหลียนฮวาย่อมเห็นสายตานั้นจึงได้รีบเดินตามเข้ามาในห้อง
“อาภรณ์ของคุณหนูงดงามมากเลยเจ้าค่ะ บ่าวแอบเห็นชุดของคุณหนูสามมิได้งดงามเช่นนี้ ดูท่าฮูหยินใหญ่จะรักใคร่คุณหนูมากกว่าคุณหนูสามกระมัง”
“ท่านแม่ย่อมรักข้าอยู่แล้ว เหลียนฮวาข้าอยากลองสวมดูก่อนหากไม่พอดีตัวจะได้แก้ไข”
“คุณหนูวางใจ บ่าวจัดการวัดกับชุดของคุณหนูแล้ว ใส่ได้พอดีแน่นอนเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ วันนี้ที่เรือนมีสิ่งใดเกิดขึ้นยามข้าไม่อยู่หรือไม่” จ้าวหลันอวี่เดินมานั่งที่เก้าอี้ เหลียนฮวารีบตามเข้ามารินชาหอมหวานใส่จอกให้คุณหนูใหญ่ได้ดื่มดับกระหาย
“มีเจ้าค่ะ ฮูหยินส่งรันมามา มาถามว่าคุณหนูกลับมาหรือยัง ทั้งยังกำชับว่าให้กินอาหารและดื่มยาเจ้าค่ะ”
“สิ้นเปลืองความคิดให้ท่านแม่เป็นห่วงแล้ว ข้านี่แย่เสียจริง เฮ้อ...เอาเถอะพรุ่งนี้ข้าก็ค่อยไปคารวะท่านแม่ แต่ตอนนี้เจ้าออกไปบอกถงเยว่เตรียมน้ำให้ข้าอาบได้แล้ว” เหลียนฮวาเห็นว่าคุณหนูใหญ่ไม่คิดจะแตะต้องอาภรณ์สีแดงอีก จึงลอบยิ้มและออกไปเรียกถงเยว่ยกน้ำเข้ามา ครั้นเมื่อน้ำเต็มถังนางจะเข้ามาปรนนิบัติแต่จ้าวหลันอวี่กลับปฏิเสธ
“เหลียนฮวาเหนื่อยมาทั้งวันแล้วไปพักเถอะข้าอนุญาต ส่วนเจ้าถงเยว่เข้ามาปรนนิบัติข้าอาบน้ำ” ปกติแล้วหน้าที่ช่วยคุณหนูใหญ่อาบน้ำเป็นหน้าที่ของกุ้ยฮวาและเหลียนฮวาที่เป็นสาวใช้ขั้นหนึ่ง ทว่าวันนี้คุณหนูใหญ่กลับเรียกใช้ถงเยว่สาวใช้ขั้นสอง ในใจเหลียนฮวาจึงไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่กระนั้นแล้วนางก็ยอมเดินออกไป เพราะถึงอย่างไรวันนี้นางก็เบื่อมากจริง ๆ
“เหลียนฮวาหยิบต่างหูของคุณหนูไปเจ้าค่ะ ส่วนชุดนั้น...นางมิได้ทำอันใด” ถงเยว่ได้รับคำสั่งให้จับตาดูจึงเล่าออกมาให้ฟังทุกอย่างไม่มีคำไหนตกหล่น รวมทั้งเรื่องที่รันมามา มาด้วยเช่นกัน ทว่าเรื่องที่ถงเยว่เล่ากับเหลียนฮวาเล่านั้นย่อมไม่ตรงกัน เพราะรันมามามิได้ถามหาหรือห่วงใยนางนัก มีแค่เพียงคำดูแคลนและจากไป
“ถงเยว่เจ้าทำดีมาก อีกไม่นานข้าจะเลื่อนให้เจ้ามาเป็นสาวใช้ข้างกายข้าคู่กับกุ้ยฮวา เตรียมตัวเอาไว้เถิด”
“บ่าวล้วนฟังคำคุณหนูเจ้าค่ะ”
