บทที่ 7 ตอนที่ 7 เหมือนมารดาของเจ้ายิ่งนัก
ตอนที่ 7 เหมือนมารดาของเจ้ายิ่งนัก
ในที่สุดก็ถึงวันงานเลี้ยงชมพระจันทร์ของหวังฮองเฮา จ้าวหลันอวี่เดินออกมาจากประตูเรือน ก็เห็นบิดาและหวังซื่อยืนอยู่ก่อน ครั้นจ้าวฮูหยินหันหน้ามาเห็นนาง ก็รีบเดินมาจับมือพลางจ้องมอง
“โอ้...คุณหนูใหญ่ แม่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นหญิงงาม แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะงามถึงเพียงนี้ ท่านพี่เจ้าคะบุตรสาวของเรางดงามเหลือเกิน ดูเอาเถิดยัยหนูสามกับยัยหนูรองเทียบไม่ได้เลยสักนิด” เสนาบดีจ้าวม่านฉีหันไปมองบุตรสาวคนโต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจบุตรสาวที่ชอบสร้างเรื่องราวให้ต้องปวดหัว หากนางว่าง่ายเหมือนพี่น้องคนอื่นเขาก็คงจะใส่ใจนางกว่านี้ แต่นี่นางช่างดื้อรั้นเหมือนซางซื่อไม่มีผิด จ้าวหลันอวี่มีใบหน้าที่ทั้งเหมือนเขาและเหมือนมารดาของนาง มองอย่างไรก็แข็งกร้าวมากกว่าอ่อนหวาน และเขาเองก็ไม่นิยมชมชอบสตรีเช่นนี้ แต่หากอีกฝ่ายเป็นบุตรสาว ต่อให้มีใบหน้าอย่างไร ก็จะทำเช่นไรได้ ใบหน้านั้นไม่เท่าไร แต่นิสัยต่างหากที่เขารับไม่ได้...
“อืมก็ดี ฮูหยิน ฟางเอ๋อร์เล่าเหตุใดยังไม่มาอีก” เสนาบดีจ้าวมองผ่านจ้าวหลันอวี่ไปยังจ้าวเจินบุตรสาวที่เกิดกับอนุซุย และคุณชายใหญ่จ้าวอี้หานบุตรชายเพียงคนเดียวที่เกิดกับหวังจิ่วเหมย บุตรชายผู้นี้ต่างหากที่เป็นความหวังเดียวของจ้าวม่านฉี หวังซื่อได้ยินสามีถามหาบุตรสาวก็ร้อนใจยิ่งนัก นางหันไปส่งสายตาให้กับรันมามาเพื่อไปตามคุณหนูสามจ้าวม่านฟาง ที่ป่านนี้ยังไม่ออกมาจากเรือนอีก
“ขออภัยเจ้าค่ะทำท่านพ่อเสียเวลาแล้ว ลูกซุ่มซ่ามไม่ระวังจึงทำให้อาภรณ์ที่ท่านแม่อุตส่าห์สั่งตัดให้ขาดเสียแล้ว กว่าจะหาชุดที่เหมาะสมได้ก็ใช้เวลานานโข ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ กลับมาแล้วขอท่านพ่อลงโทษลูกด้วยจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้พี่น้องคนอื่น”
“เหลวไหล...หากเจ้าตั้งใจข้าย่อมลงโทษ แต่นี้เจ้ามิได้ตั้งใจ พ่อจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร แต่คราวหลังก็ระวังเสียหน่อย ไปกันเถิดเวลาไม่เช้าแล้ว” เสนาบดีจ้าวเดินนำหวังซื่อไปที่รถม้าคันหน้า จากนั้นคุณหนูทั้งสามก็เดินไปขึ้นรถม้าคันที่สอง ส่วนจ้าวอี้หานก็รอให้ทุกคนเดินไปก่อน แล้วจึงได้ก้าวเท้าไปยืนด้านข้างของพี่หญิงใหญ่
“พี่หญิงใหญ่หายดีแล้วใช่หรือไม่ขอรับ หากท่านรู้สึกไม่สบายก็บอกข้าได้” จ้าวอี้หานเป็นบุตรอันดับที่สองของสกุลจ้าว ทว่าเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว คนทั้งจวนจึงรักและตามใจ แต่กระนั้นจ้าวอี้หานผู้นี้ก็ชอบมาพูดคุยกับนางเช่นนี้เสมอ ก็เหมือนชาติที่แล้ว
“ขอบใจเจ้ามากหานเอ๋อร์ข้าสบายดี” ได้ยินเช่นนั้นจ้าวอี้หานก็ผงกศีรษะและเดินแยกออกไปขึ้นม้าที่บ่าวรับใช้จูงมารอ
ขบวนรถม้าสกุลจ้าวมิใช่กลุ่มแรกที่มาถึงวังหลวง อำมาตย์เจี่ยน ราชครูหู และขุนนางขั้นหนึ่งต่างก็มากันก่อนแล้ว จ้าวม่านฉีและจ้าวอี้หานแยกไปนั่งทางฝั่งของบุรุษ หวังจิ่วเหมยจึงพาบรรดาคุณหนูเดินไปยังฝั่งที่จัดงานของทางสตรี หวังจิ่วเหมยรั้งบุตรสาวตนเองเอาไว้ บอกให้คุณหนูทั้งสองเดินเข้าไปก่อน คุณหนูใหญ่ และคุณหนูรองจึงเดินเข้าไปกันเพียงสองคน
“ฟางเอ๋อร์เหตุใดจึงไม่ใส่ชุดที่แม่ตัดให้เล่า” จ้าวม่านฟางหน้าบึ้งตึงขึ้น ไม่รู้ท่านแม่ฟั่นเฟือนไปแล้วหรืออย่างไร ชุดสีชมพูของนางมิได้งดงามเท่าชุดสีแดงของจ้าวหลันอวี่ ท่านแม่ตั้งใจให้มันเด่นเกินหน้านางได้อย่างไร มีหรือคนที่ชอบเอาชนะอย่างจ้าวม่านฟางจะยินยอม
“ท่านแม่ข้าก็บอกแล้วมิใช่หรือ ข้าทำชุดขาดจึงเสียเวลาหาชุดมาเปลี่ยน”
“แล้วชุดนี้เจ้าไปเอามาจากที่ไหนกันเหตุใดแม่จึงไม่เคยเห็น”
“ชุดนี้ก็อยู่ในตู้น่ะสิเจ้าคะ มิใช่ว่าท่านแม่สั่งตัดเพื่อปลอบใจข้าหรือ” จ้าวม่านฟางถลึงตาใส่มารดาอย่างไม่พอใจ นางไม่สนใจสีหน้าสงสัยของท่านแม่อีก รีบเดินเข้าไปหาพี่หญิงทั้งสอง และค่อย ๆ ย่อตัวนั่งลงตรงกลางระหว่างทั้งคู่ ปล่อยให้หวังจิ่วเหมยมองด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก หรือจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนสั่งตัดอาภรณ์ชุดนั้น แต่แม่สามีไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องในจวนมานานแล้ว ขนาดงานชมพระจันทร์ของฮองเฮาคืนนี้ก็ยังไม่ได้ออกมามาร่วมเลย
“พี่หญิงใหญ่สวมอาภรณ์ชุดนี้ได้งดงามยิ่งนัก ทำเอาข้ากับพี่รองเหมือนเป็นสาวใช้ไปเลย” จ้าวเจินเป็นเพียงบุตรสาวของอนุซุย อย่าว่าแต่อาภรณ์สวยงามเลย ตัวนางเองก็แทบจะไม่มีตัวตนในจวนสกุลจ้าวเลยด้วยซ้ำ ชุดที่คุณหนูรองใส่วันนี้ก็เป็นเพียงชุดสีฟ้าตัดเย็บออกมาธรรมดา ๆ เท่านั้น ผิดกับชุดของจ้าวม่านฟางกับจ้าวหลันอวี่ที่มีสีแดงงดงามราวกับชุดของเทพธิดาบนสรวงสวรรค์
“อาภรณ์ของข้าก็เป็นเจ้าที่นำมาให้มิใช่หรือ ข้าเองก็หารู้ไม่ว่าท่านแม่จะเลือกชุดแบบไหนให้ เอ๊ะ! ท่านป้าจิ้งมาแล้ว พวกเจ้าสองคนนั่งพูดคุยกันไปก่อน ข้าขอเข้าไปหาสวี่ไท่เฟยสักประเดี๋ยว”
“ไปเถิดเจ้าค่ะว่าที่แม่สามีของพี่หญิงใหญ่นี่นา คงต้องเข้าไปเอาใจกันหน่อย ต่อให้สวี่อู่อ๋องจะโหดเหี้ยมเพียงใด หากท่านแม่สามีรักใคร่ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วจริงหรือไม่เจ้าคะ”จ้าวม่านฟางแค่นรอยยิ้มออกมา เชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง
“เช่นนั้นข้าก็คงต้องเร่งไปเอาใจท่านป้าจิ้งแล้ว ขอบใจน้องหญิงสามที่แนะนำ” จ้าวหลันอวี่ยิ้มหยันก่อนจะเดินออกไป ความจริงนางนัดกับจิ้งซื่อเอาไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นหากนางจะเดินออกมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
“น้องหญิงสามดื่มสุราหมักหรือไม่ ข้าลองชิมดูแล้วรสชาติดียิ่งนัก” จ้าวเจินดันจอกสุราไปตรงหน้าของจ้าวม่านฟาง นางส่งยิ้มให้อย่างเอาใจ ทว่าก็ได้สายตารังเกียจกลับคืนมา
“กินกินกิน พี่หญิงรอง สกุลจ้าวเลี้ยงให้เจ้าเป็นผีอดอยากหรืออย่างไร ถึงได้กินไม่หยุดปากเช่นนี้ น่าอับอายนัก หึ...ลูกอนุอย่างไรก็ยังเป็นบ่าวไพร่วันยังค่ำ” สีหน้าจ้าวเจินซีดเผือดรีบก้มหน้าลง ประสานมือไว้ที่หน้าตัก ไม่กล้าหยิบสิ่งใดเข้าปากอีก
จ้าวหลันอวี่ยกริมฝีปากขึ้นเย้ยหยัน หากมองว่าจ้าวเจินน่าสงสารนางก็คงไม่เถียง แต่เรื่องอันใดนางต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเล่า ไม่ต้องไปพูดถึงชาติที่แล้ว เอาแค่เพียงชาตินี้ นางล้มป่วยนอนหลับไม่ได้สติสามวันสามคืน คุณหนูรองอยู่ที่ไหนหรือ เคยเดินเข้ามาถาม เคยห่วงใยกันบ้างหรือไม่...ก็ไม่...เช่นนั้นก็ช่วยตัวเถิด
“อวี่เอ๋อร์คารวะท่านป้าจิ้งเจ้าค่ะ”
“เด็กดีมานั่งข้างป้าเร็วเข้า วันนี้อวี่เอ๋อร์ของป้างดงามนัก เสียดายเหลือเกินพี่อวิ๋นซีของเจ้าไม่ได้เห็น”
“ท่านป้า...ล้ออวี่เอ๋อร์อีกแล้วนะเจ้าคะ” จ้าวหลันอวี่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าซับสีแดงอ่อนแต่มีอะไรน่าเสียดายกัน สวี่อู่อ๋องผู้นั้นเกรงว่านอกจากดาบและม้า สิ่งอื่นล้วนเหมือนกันไปหมด นางหรือ? เขาคงลืมไปแล้วกระมัง
จ้าวหลันอวี่นั่งพูดคุยกับจิ้งซื่ออีกครู่ใหญ่ จ้าวเจินก็เดินมาตามให้กลับไปนั่งที่เพราะฮองเฮาใกล้เสด็จมาแล้ว หญิงสาวพยักหน้ารับพลางคิดในใจละครกำลังจะเริ่มแล้วสินะ ร่างอรชรหันไปบอกลาจิ้งซื่อก่อนจะเดินตามคุณหนูรองกลับมาที่เดิม เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีประกาศการมาถึงของหวังฮองเฮา เหล่าสตรีในงานเลี้ยงต่างก็รีบคุกเข่าเอ่ยเสียงถวายพระพรกันอย่างพร้อมเพรียง
“ถวายพระพรฮองเฮา ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี”
