บทที่ 8 ตอนที่ 8 ซ่อนกล
ตอนที่ 8 ซ่อนกล
“ตามสบายเถิด วันนี้ข้าตั้งใจชวนทุกคนมาชมดอกถานฮัวที่ได้มาจากเจียงหนาน ว่ากันว่าดอกถานฮัวนี้ปีหนึ่งจะออกดอกสักครั้ง หวังว่าพวกเจ้าจะสุขเกษมเช่นเดียวกับข้า”
“ขอบพระทัยเพคะ เป็นบุญของพวกหม่อมฉันแล้ว” หวังฮองเฮาโบกมือให้ทุกคนนั่งกันตามสบาย แต่เนื่องจากว่าดอกถานฮัวจะเบ่งบานยามที่พระจันทร์เคลื่อนไปตรงกลางศีรษะเท่านั้น ก่อนที่จะถึงเที่ยงคืนคุณหนูต่าง ๆ ก็พากันออกมาแสดงความสามารถเพื่อให้ความบันเทิงกับเจ้านายทั้งหลาย ทั้งยังเบิกทางเพื่อหาสามีในอนาคตอีกด้วย เริ่มจากจวนซั่วกั๋วกงเป็นอันดับแรก
“พี่หญิงใหญ่คิดหรือยังเจ้าคะว่าจะออกไปแสดงอันใด ข้าได้ยินมาว่าปีนี้ฮองเฮาเตรียมกำไลหยกหิมะ ของบรรณาการจากทางเหนือไว้เป็นรางวัลให้แก่ผู้ชนะด้วย”
“เฮ้อ...ก็คงเป็นการร่ายรำเหมือนเช่นทุกคน แต่เจ้าดูเอาเถอะคุณหนูซั่วจวนท่านกั๋วกงร่ายรำงดงามเช่นนั้น ผู้ใดจะเทียบได้ ข้าคงต้องยอมแพ้ ขอเพียงแค่แสดงฝีมือให้พอดูได้ ไม่ให้ขายหน้าก็พอ”
“ข้าว่าฝีมือคุณหนูซั่วก็ไม่ถึงขั้นงดงามเช่นท่านว่า หึ ฝีมือนางก็แค่พอดูได้เท่านั้น” จ้าวม่านฟางแค่นหัวเราะออกมา ร่ายรำเหมือนท่อนไม้อย่างนั้นหรือที่เรียกว่างดงาม ช่างน่าขัน
ความจริงแล้วฝีมือการร่ายรำของคุณหนูซั่วนั้นไม่ใกล้เคียงกับคำว่าท่อนไม้เลย แต่จ้าวม่านฟางผู้มีฝีมือในการร่ายรำเป็นอันดับหนึ่งในลั่วหยาง ย่อมดูแคลนอีกฝ่ายเป็นธรรมดา ตั้งแต่แคว้นต้าหยางตั้งแผ่นดินมา ฮองเฮาในปฐมฮองเต้ชื่นชอบการร่ายรำยิ่งนัก ฮูหยินสกุลใหญ่ ๆ จึงหันมาส่งเสริมให้บุตรหลานหัดการร่ายรำ แต่หากเป็นแคว้นในราชวงศ์ก่อน การร่ายรำเป็นสิ่งที่หญิงคณิกาเท่านั้นที่มักจะฝึกหัดเพื่อมัดใจบุรุษ หนึ่งยุคสมัยก็หนึ่งความชอบ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“นั่นมองจากสายตาเจ้าต่างหากเล่า ผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าคุณหนูสามสกุลจ้าวต่างหากเป็นยอดฝีมือแห่งการร่ายรำ หากเจ้าลงแข่งศาสตร์แขนงนี้ ก็รอรับรางวัลไปเถิดข้าไม่สู้เจ้าหรอก”จ้าวหลันอวี่โคลงศีรษะยิ้มอย่างหยอกล้อ ทว่าจ้าวม่านฟางยืดตัวเชิดหน้าขึ้น พลางมองเหล่าคุณหนูที่ออกมาแสดงความสามารถอีกหลายคน และแน่นอนว่าการร่ายรำเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็พยายามแสดงออกมาให้ฮองเฮาได้ชม แน่นอนว่าหวังฮองเฮาก็ต้องไหลไปตามน้ำ อดีตฮองเฮาในปฐมฮ่องเต้ชอบสิ่งไหน นางก็ชอบสิ่งนั้น
และแล้วการจับฉลากก็วนมาถึงชื่อของจ้าวหลันอวี่ นางขยับตัวกำลังจะลุกขึ้นไปร่ายรำดังเช่นคุณหนูคนอื่น ทว่ายามที่นางยืดตัวขึ้น จ้าวม่านฟางก็พลันทำจอกสุราหลุดมือ เหล้าหมักผลไม้สาดลงไปยังกระโปรงของนาง จากเดิมที่อาภรณ์ชุดนี้เป็นสีแดงอยู่แล้ว กลับยิ่งแดงเข้มกว่าเดิมมองคล้ายโลหิตสายหนึ่ง
“ตายจริงพี่หญิงใหญ่ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ไปเปลี่ยนทันหรือไม่ ท่านแม่เอาอย่างไรดีเจ้าคะ”
“ฟางเอ๋อร์ซุ่มซ่ามเสียจริง คอยดูเถิดกลับไปข้าจะสั่งให้เจ้าคัดตำราอยู่แต่ในเรือน เฮ้อ...คุณหนูใหญ่แม่ว่ากระโปรงเจ้ามองไม่เห็นรอยเปียกหรอก รีบออกไปแสดงเถิดอย่าให้ฮองเฮาทรงรอนาน”
“เจ้าค่ะข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้” จ้าวหลันอวี่ยกริมฝีปากขึ้น นางเดินไปยังตรงกลางลานกว้าง มองตรงขึ้นไปก็เป็นที่ประทับของหวังฮองเฮา รอยยิ้มที่พระนางส่งมานั้นมิได้ไปถึงดวงตา ดูท่าฮองเฮาพระองค์นี้ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เหตุการณ์เดิมเหมือนเช่นชาติที่แล้วไม่มีผิด
จ้าวหลันอวี่ยกมือจับช่อกระโปรง เอนตัวไปทางซ้ายอีกมือยกปล่อยให้ชายแขนเสื้อส่ายไปตามการเคลื่อนไหวของจังหวะการร่ายรำ เสียงดนตรีขับกล่อมบังคับให้ร่างอรชรโยกย้ายไปตามการชักนำ ชายกระโปรงพลิ้วไหวต้องแสงจันทรา เส้นด้ายพิเศษที่มีเล่ห์กลซุกซ่อนไว้ภายใต้เนื้อผ้า ถูกสุราหมักรสเปรี้ยวบังคับให้แสดงรูปร่าง
“นั่น อาภรณ์คุณหนูใหญ่สกุลจ้าว” ราวกับว่ามิได้ยินคำพูดของเหล่าสตรีที่เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ จ้าวหลันอวี่ยังคงร่ายรำไปตามเสียงของดนตรี จนกระทั่งจบเพลง ร่างอรชรดึงมือกลับมาวางประสานไว้ที่ตรงหน้า ก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ดูเหมือนข้าจะเห็นว่าอาภรณ์ของคุณหนูใหญ่จ้าวมีลวดลายพิเศษ เจ้าลองยกกระโปรงให้ดูได้หรือไม่?” จ้าวหลันอวี่ย่อกายลงจากนั้นจึงยืดตัวขึ้น
“ได้เพคะ” เสียงหวานเอ่ยดังกังวาน จิ้งซื่อส่งสายตาไปให้ด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวจึงคลี่ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อยจนผู้คนไม่อาจสังเกตเห็น นางค่อย ๆ คลี่ปลายกระโปรงให้บานออก ลวดลายไหมสีทองปรากฏออกมาสยายเต็มกระโปรง
“ดอกไม้อันใด ไม่เป็นมงคล! พี่หญิงใหญ่ท่านตั้งใจจะทำสิ่งใดกันแน่ เสด็จป้าเพคะฟางเอ๋อร์ขอประทานอภัยเพคะ พี่หญิงใหญ่ตากฝนจนล้มป่วยหลับใหลไปหลายวัน ฟื้นขึ้นมาก็...ฮึก...ก็แปลกประหลาดเช่นนี้เพคะ นางอาจจะทำไปอย่างไม่ทันรู้ตัว ขอพระองค์ทรงอภัยด้วยเถิด”
“ฟางเอ๋อร์เหตุใดน้องถึงบอกว่าไม่เป็นมงคลเล่า ถึงแม้ข้าจะหลับไปหลายวัน แต่เพราะในใจข้าระลึกถึงฝ่าบาท และฮองเฮาจึงทำให้ข้าฟื้นขึ้นมา วันนี้ข้าจึงตั้งใจร่ายรำบทสรรเสริญพระบารมี และสั่งให้ร้านชิงเหรินใช้ด้ายพิเศษปักดอกสุ่ยเซียนเข้าไป ยามที่ข้าร่ายรำดอกไม้มงคลเช่นนี้จะได้เบ่งบาน เพื่อสรรเสริญพระนาง ทูลฮองเฮา หม่อมฉันระลึกถึงพระบารมีของพระองค์เสมอเพคะ หลังจากฟื้นขึ้นมาจึงตั้งใจร่ายรำถวายเพคะ”
“เจ้าว่าดอกอันใดนะ” หวังจิ่วเหมยผุดลุกขึ้น มองลวดลายอาภรณ์ของจ้าวหลันอวี่อย่างเต็มตา พร้อมด้วยเหล่าสตรีที่นั่งด้านหน้าก็หันไปมองเช่นกัน
จ้าวหลันอวี่เดินไปหยิบกาสุราขึ้น ราดไปที่ชายกระโปรงตนเอง ดอกสุ่ยเซียนที่ซ่อนเอาไว้ในเนื้อผ้าต่างก็แย่งกันเบ่งบานอย่างสวยงาม เสียงฮือฮาของเหล่าฮูหยินและคุณหนูต่างก็พากันชื่นชม ใบหน้าจ้าวม่านฟางพลันเผือดซีด นางฝืนตนเองไม่ให้เซล้มลง ร่างอรชรรีบลุกขึ้นย่อกายเดินมากลางบริเวณ
“เป็นหม่อมฉันที่มองผิดไป ขอฮองเฮาโปรดลงโทษ ฟางเอ๋อร์ขอร่ายรำถวายพระองค์เป็นการไถ่โทษเพคะ” จ้าวม่านฟางเบียดจ้าวหลันอวี่ที่ยืนอยู่ก่อนครั้นเมื่อร่างกายถูกเบียดกาสุราในมือนางก็พลันราดรดไปที่อาภรณ์ของจ้าวม่านฟางจนหมดกา
คราวนี้หวังจิ่วเหมยเบิกตากว้างในใจร่ำร้องว่าแย่แล้ว นางรีบถลาตัวออกไป รวบคุณหนูสามเข้ามาในอ้อมกอด กดบุตรสาวให้คุกเข่าลงที่พื้น
“ขอประทานอภัยเพคะ ฟางเอ๋อร์แพ้สุราหมักอย่างรุนแรง เมื่อสักครู่นางเดินชนกับคุณหนูใหญ่สุราราดไปที่ผิวนาง บัดนี้เต็มไปด้วยผื่นแดงแล้วเพคะ หม่อมฉันขอพาบุตรสาวออกไปก่อนจะได้ไม่ระคายเคืองพระเนตร” นางก้มศีรษะลงจนแนบชิดไปที่พื้น ดวงตาเรียวเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเหลือบไปมองจ้าวหลันอวี่ ก็คิดอยู่แล้วเชียวอาภรณ์ชุดนี้ของฟางเอ๋อร์มาได้อย่างไร นางมิได้สั่งตัดเย็บเอาไว้ ต้องเป็นนังสารเลวนั่นแน่ ๆ
“ซูกงกงพาฮูหยินจ้าวและคุณหนูสามไปห้องรับรอง เชิญหมอหลวงมาดูอาการ” หวังฮองเฮาโบกมือขึ้นหันไปสั่งกงกงข้างกาย จากนั้นสองแม่ลูกก็ถูกพาตัวออกไปจากงานเลี้ยง
จ้าวหลันอวี่มองตามสองแม่ลูกที่เดินกอดประคองกันออกไป หวังซื่อไม่ธรรมดาจริง ๆ หากนางช้าอีกนิด เกรงว่าดอกพลับพลึงสีแดงราวโลหิตจากปรโลกคงจะเบ่งบานบนอาภรณ์ของจ้าวม่านฟางแทน หึ...เช่นเดียวกับชาติที่แล้ว นางเองก็มีดอกไม้แห่งความตายนี้บนอาภรณ์มิใช่หรือ...
