บทที่ 10 หมอหลวงที่แสนดี
“โอ๊ย อะไรกันนี่”หนิงอันลูบผ้าไปด้วยกลืนน้ำลายลงคอไปด้วย
“สวยชะมัด มันต้องแพงใช่ไหม”
ลั่วจิ่งเหยากอดอกอย่างภูมิใจ
“แน่นอน”
“เจ้าขโมยมาใช่หรือไม่ เพราะหน้าอย่างเจ้าไม่มีทางมีเงินซื้อของพวกนี้ได้แน่”
เด็กหนุ่มหุบยิ้มทันที
“ข้าไม่ได้ขโมย ท่านมองข้าไม่มีดีเลยสักนิด ข้าให้ท่านพูดใหม่อีกที”
“งั้น เอาเงินที่ไหนซื้อ”
“เอ่อ…”ลั่วจิ่งเหยาไอเบาๆ
“ข้ารู้จักเจ้าของโรงรับจำนำนิดหน่อย”หนิงอันหรี่ตาทันที
“นิดหน่อยแบบไหน แล้วเอาอะไรไปจำนำ”
“ฟังข้าก่อนอย่าเพิ่งปรักปรำข้า แบบ…เขาเคยโดนข้าหลอกพนันเงินไปสามครั้ง ข้าสาบานได้แค่สามครั้งข้าหลอกเขาแค่สามครั้งรวมทั้งครั้งนี้ด้วยเขาแพ้พนันเงินที่แอบขโมยมาเล่นพนันหมด สุดท้ายเขาก็ยอมเอาของที่หลุดจำนำมาขายถูกให้นะเขาไม่ได้โกรธข้า และข้าก็ไม่เคยกดดันเขา”
หนิงอันหัวเราะลั่นทันที หนิงอันมองทะลุความในใจของลั่วจิ่งเหลาไปเรียบร้อยแล้ว หมอนี่เจตนาดี ถึงจะพูดมากไปหน่อยก็เถอะ และยังแก้ตัวเก่งอีกด้วย
ก่อนจะหยิบชุดขึ้นมาทาบตัว
“สวยจัง”
ลั่วจิ่งเหยายิ้มพร้อมพยักหน้า
“ยิ่งมันอยู่บนตัวท่านยิ่งสวย ท่านเอาจริงๆนะท่านสวยเกินใครแต่ติดที่ทำตัวจืดชืดไปหน่อย พอวันงานท่านจะต้องแต่งหน้าเสียหน่อยทาสีชาดสักหนิด เราไปครั้งนี้จะต้องดึงดูดความสนใจคนอื่นออกจากเรื่องที่เรากำลังจะทำกัน”
“เราไม่ได้โกงนี่ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย”
“ท่านนี่เข้าใจอะไรยากจริงๆถ้าเราสวมอาภรณ์เก่าๆไปเขาก็คิดว่าเราไม่มีเงินนะสิงานประมูลคืนนี้ มีแต่คนใหญ่คนโตไปกัน ท่านจะต้องให้สมฐานะหวางเฟยของท่านอ๋องเซียว”แม้จะย้อนแย้งก็เถอะในเมื่ออ๋องเซียวที่ยากไร้แต่ชายากลับสวยราวกับเทพีสรรค์
สายตาเขากวาดมองหนิงอันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ถ้านายหญิงยังแต่งเหมือนคนหนีภัยอดอยาก คนก็จะดูถูกไปถึงท่านอ๋อง”หนิงอันยกหมั่นโถวในมือขึ้น
“ข้าก็หนีภัย อดอยากจริงๆ นี่นา”
“อย่าคิดแบบนั้นท่านลองคิดว่าท่านคือองค์หญิงที่กำลังจะไปกว้านซื้อของมีค่าควรเมืองดูสิ จะหลอกศัตรูต้องหลอกมิตรให้ตายใจต้องวางท่าสูงส่งขอรับ”
ลั่วจิ่งเหยายักคิ้วแผล่บๆทันที
แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตำราบนพื้น
“นี่คืออะไร”
หนิงอันยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนชูหนังสือขึ้น
“ตำราที่รวบรวมของล้ำค่าแห่งใต้หล้าไว้จนจบครบในที่เดียว”
นางเปิดหน้าหนึ่งให้เขาดูดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
“ท่านนี่จริงจังไม่น้อยข้าประเมินท่านต่ำไปสินะ”หนิงอันยิ้ม
“ต่อไปนี้ เราจะไปรวยกัน”ริมฝีปากงามค่อยๆยกขึ้น
ตะเกียงทองเหลืองส่องแสงสลัว เซียวอวี้เฉินนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังคงเย็นชา ดวงตาดำลึกไร้ความรู้สึกใดใดตรงหน้าเขา หมอหลวงชรากำลังเก็บเข็มเงินกลับเข้ากล่องช้าๆ
“ข้าน้อยฝังเข็มกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และกระตุ้นเส้นเอ็นที่ถูกตัดไปไม่ให้ หยุดการทำงาน”อ๋องเซียวพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ
ข้างกายมีห่อยาสมุนไพรวางเรียงอยู่หลายห่อเช่นเคย กู้ฉางอันรีบเดินเข้ามารับเอาห่อยาไปทันที
“ข้าน้อยจะไปเคี่ยวยาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
หมอหลวงพยักหน้าเบาๆภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่งเซียวอวี้เฉินจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ท่านหมอ…”หมอหลวงเงยหน้ามอง
“อาการของข้า”น้ำเสียงของอ๋องหนุ่มเรียบนิ่งเสียจนฟังไม่ออกว่ากำลังคาดหวังหรือสิ้นหวัง ไม่พูดต่อเพราะเขาเองถามทุกครั้งที่ท่านหมอมา ในทุกๆสามเดือน
“ช่างเถอะ”หมอหลวงชะงักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอ่อนโยน
รอยยิ้มของคนแก่ที่ผ่านโลกมามากมาย
“อีกไม่นานขอรับท่านอ๋อง อย่าเพิ่งถอดใจ”
หมอหลวงเลื่อนห่อยาไปด้านหน้าเล็กน้อย
“กินยาพวกนี้ไปก่อน อาการจะค่อยๆ ทุเลาและสุดท้าย…ท่านจะหายได้”
หยุดเล็กน้อยก่อนพูดช้าลง
เซียวอวี้เฉินหลุบตาลงช้าๆก่อนจะพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ความจริงแล้ว ข้าแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยู่หรือไปไม่ต่างกัน”เสียงพูดแผ่วเบาราวกับพูดกับตัวเอง
หมอหลวงมองบุรุษตรงหน้าเงียบๆ
เขาเคยเห็นองค์ชายผู้นี้ตั้งแต่ยังเยาว์วัยครั้งนั้นเซียวอวี้เฉินเคยเป็นดั่งดวงอาทิตย์ของราชวงศ์
สูงส่ง สง่างาม และมีชีวิตชีวาแต่ตอนนี้…
เหลือเพียงคนผู้หนึ่งที่ถูกโชคชะตาทำลายจนแทบไม่เหลืออะไร
หมอหลวงถอนหายใจเบาๆ
ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ
“อาการของท่านอ๋อง ล้วนเป็นอาการของคนที่ถูกทำลายปราณ” เขามองไปยังขาทั้งสองข้างของเซียวอวี้เฉิน
ดวงตาของเซียวอวี้เฉินนิ่งลง หมอหลวงพูดต่อ
“ดีที่…เส้นเอ็นของท่านถูกตัดเพียงบริเวณข้อเท้า หากลึกกว่านี้ ต่อให้เป็นเซียนก็คงช่วยไม่ได้ และยังต้องพิษที่ไม่มีทางรักษาข้าน้อยพยายามที่สุดเพื่อที่จะไม่ต้องพูดว่าท่านอ๋องรอวันตาย”
หมอหลวงค่อยๆ เก็บกล่องเข็มเงินเข้ากล่องไม้อีกชั้น
“ตอนนี้ข้าน้อยกำลังพยายามหาวิธีปรุงยาสมานและฟื้นฟูเส้นเอ็นแม้มันยากอย่างที่สุด แต่ยังไม่ถึงขั้นหมดหวัง”
เขายิ้มบางๆ
เซียวอวี้เฉินเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“ขอบคุณท่านหมอมาก” ดวงตาคมที่เย็นชามาตลอด ค่อยๆ อ่อนลงเล็กน้อย
“หากไม่ได้ท่าน ข้าคงตายไปนานแล้ว”
