บทที่ 11 ของของข้า

เขาหลับตาลงช้าๆ

หมอหลวงหัวเราะเบาๆก่อนส่ายหน้า

“ท่านอ๋องอย่าได้กล่าวเช่นนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนมีพระคุณกับข้าน้อยมาก”

แววตาของชายชราอบอุ่นขึ้นเขาพูดช้าๆ ราวย้อนนึกถึงอดีต

“ครั้งหนึ่ง…พระองค์เคยช่วยชีวิตครอบครัวข้าน้อยไว้” หมอหลวงจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“ข้าน้อยจึงถือเสียว่า นี่คือการตอบแทนพระคุณที่ได้ดูแลท่านอ๋อง” 

หมอหลวงชราค่อยๆ ปิดกล่องลงช้าๆ

กู้ฉางอันยังคงยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง ส่วนเซียวอวี้เฉินเอนตัวพิงรถเข็นเงียบๆ

เปลวไฟจากตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียวเล็กน้อย

หมอหลวง เวินจือเหอ ลูบเคราขาวเบาๆก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“จริงสิ ท่านอ๋อง”

เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเวินจือเหอล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ

เป็นบัตรเชิญสีดำปักดิ้นทองอย่างประณีต

“อีกสองราตรีข้างหน้า จะมีงานประเมินราคาของมีค่าควรเมือง”

หมอหลวงยิ้มบางๆ ดวงตาของเซียวอวี้เฉินไหววูบเล็กน้อย

เวินจือเหอวางบัตรเชิญลงบนโต๊ะช้าๆ

“ข้าน้อยรู้ว่าท่านอ๋องชื่นชอบเรื่องพวกนี้ จึงนำบัตรเชิญมาให้” น้ำเสียงของหมอหลวงอบอุ่น

กู้ฉางอันชะงักเล็กน้อยเพราะเขารู้ดี…

อดีตของท่านอ๋องกับ ของล้ำค่า พวกนั้นเป็นเช่นไร

เซียวอวี้เฉินมองบัตรเชิญนิ่งๆ ปลายนิ้วค่อยๆ แตะลายทองบนผิวผ้าไหม

เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาๆ

“ขอบคุณท่านหมอ”

“ข้าน้อยเพียงหวัง ว่าสิ่งที่ท่านรัก จะช่วยให้ท่านยังอยากมีชีวิตต่อไปบ้าง” เวินจือเหอยิ้มอ่อนโยน

สายตาของเขาทอดมองบุรุษบนรถเข็นอย่างเงียบงัน

หมอหลวงไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงยกมือคารวะเบาๆ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากเรือนไปช้าๆ

ประตูไม้ปิดลง เซียวอวี้เฉินยังคงมองบัตรเชิญใบนั้นนิ่งๆ

ดวงตาค่อยๆ ปิดลงก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ

เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาว

“ของมีค่าควรเมืองที่เคยเป็นของข้า” ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ กำบัตรเชิญแน่นขึ้น

ครั้งหนึ่ง…เขาเคยเป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่ามากที่สุดในราชวงศ์เซียว

ภาพอดีตผุดขึ้นช้าๆ ในความทรงจำ

ห้องคลังขนาดใหญ่ หยกหายาก ภาพวาดโบราณ ดาบชื่อดัง ตำราเก่าแก่พันปี

ทุกอย่าง ล้วนเป็นของเขาแต่หลังถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ฮ่องเต้กับไทเฮา

กลับยึดทรัพย์ทุกอย่าง ส่งเข้าสู่คลังหลวงจนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

แม้แต่ของที่มารดาทิ้งไว้ให้ ก็ยังถูกนำไปประมูลต่อหน้าผู้คน

เซียวอวี้เฉินหลับตาลงช้าๆเส้นเอ็นบนหลังมือปูดขึ้นเล็กน้อย

กู้ฉางอันมองผู้เป็นนายเงียบๆ

ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“ท่านอ๋อง…”เซียวอวี้เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้งแววตากลับมาเย็นชาดังเดิม

“ข้าต้องไป ไม่ว่าจะราคาเท่าไร…ข้าจะซื้อของของข้าคืนมา”

เขามองบัตรเชิญในมือ

“ส่งจดหมายถึงฉีเหมินให้เขามาออกหน้าในงานนี้”กู้ฉางอันประสานมือก่อนจะถอยออกไป

วังหลวง

เปลวเทียนหลายสิบเล่มส่องสะท้อนใบหน้าของบุรุษบนบัลลังก์เตี้ยริมหน้าต่าง

ฮ่องเต้ เซียวจิ้นเกอ

ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม แต่ดวงตากลับเย็นเยียบอย่างน่าหวาดหวั่น

ก่อนเสียงทุ้มจะดังขึ้น

“จัดการเตรียมการแล้วหรือยัง”

ด้านล่างขันทีคนสนิท หลี่กงกง รีบประสานมือทันที

“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

เซียวจิ้นเกอเหลือบตามองหลี่กงกงจึงพูดต่อ

“คราวนี้…สิ่งของชิ้นนั้นจะถูกนำออกสู่สายตาคนทั้งแคว้นเสียทีเพื่อหาคนที่สามารถเปิดมันได้”

เขาลดเสียงลง

“ดี” เซียวจิ้นเกอวางถ้วยลงช้าๆ

“ประโคมข่าวออกไปบอกว่าข้าจะมอบเงินรางวัลจำนวนมหาศาลให้ผู้ที่เปิดมันได้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ริมฝีปากของฮ่องเต้ค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ

หลี่กงกงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล

“แต่ฝ่าบาท…”

“หือมีสิ่งใดขัดข้อง”

“เหตุใดต้องให้เงินมากมายถึงเพียงนั้นขอรับ ให้แค่เพียงนิดหน่อยหากว่าเป็นของฝ่าบาทก็ย่อมมีผู้อยากจะช่วย เพียงฝ่าบาทมีพระบัญชา คนทั้งใต้หล้าก็พร้อมถวายชีวิตอยู่แล้ว”

ขันทีชราพูดเบาๆ

เซียวจิ้นเกอหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ

“เพราะอะไรนะหรือ เพราะว่า…ถ้ารางวัลมากพอคนก็จะเกิดความโลภ และเมื่อโลภมาก”

เขาเอนตัวพิงพนักช้าๆดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยเล่ห์กล

“พวกเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเปิดสิ่งนั้น แต่หลังเปิดได้แล้ว…ข้าจะให้รางวัลจริงหรือฆ่าคนปิดปากเสียก็ไม่มีใครรู้” หลี่กงกงเงียบกริบ

เซียวจิ้นเกอหมุนแหวนหยกบนปลายนิ้วเล่นช้าๆ ก่อนพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก

หลี่กงกงรู้สึกเหงื่อเย็นไหลลงแผ่นหลังทันทีแต่สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

“ฝ่าบาททรงหลักแหลมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ…”

เซียวจิ้นเกอหัวเราะเบาๆ

หน้าอาคารประมูลหลวงคืนนี้สว่างไสวราวกลางวัน

โคมไฟนับร้อยแขวนเรียงรายตลอดทางเข้า

ถม้าหรูจอดต่อกันยาวเหยียด

ขุนนาง เศรษฐี และชนชั้นสูงทยอยเดินเข้างานด้วยท่าทีโอ่อ่า

เสียงหัวเราะ เสียงสนทนา และกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยคลุ้งไปทั่ว

ส่วนตรงหน้าประตูใหญ่

กลับมีหญิงงามคนหนึ่งกำลังเท้าเอวเถียงกับคนเฝ้าประตูอย่างเอาเป็นเอาตาย

“อะไรคือเข้าไม่ได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป