บทที่ 12 สามีของข้ามาแล้ว

เสิ่นหนิงอันโวยวายทันทีคืนนี้หนิงอันสวมชุดสีแดงเข้มที่ลั่วจิ่งเหยาหามาให้

ผมดำถูกรวบขึ้นครึ่งหนึ่ง

ใบหน้างดงามจนผู้คนแอบมองไม่หยุด

แต่ติดตรงที่ปากยังแซ่บเหมือนเดิมแบบที่ไม่อาจห้ามใจ

“ถึงท่านจะดูว่างดงามและ..สวมอาภรณ์ที่เนื้อดีราวกับองค์หญิงหากแต่ถ้าจะเข้าไปมันต้องมีมากกว่านั้น”

“ข้าบอกว่าข้ามีเงิน” คนเฝ้าประตูสีหน้านิ่งสนิท ส่ายหน้าระอาใจ

“แต่ งานนี้ต้องมีบัตรเชิญขอรับ” หนิงอันชี้เข้าไปด้านในทันที

“คนอ้วนเมื่อกี้ข้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีเลย”

“เขาเป็นเจ้าของโรงเกลือทางใต้ขอรับนั่นคือผู้ค้ารายหญ่ที่นำของมาให้รวมประเมินราคา”

ก่อนจะชี้ไปอีกคน

“แล้วหมอนั่นที่หน้าเหมือนโจรคนนั้นล่ะทำไมเข้าไปได้ง่ายๆ”

“ท่านนั้นเป็นแม่ทัพกองม้า เขามาที่เพื่อจัดกำลังอารักขาฝ่าบาท ขอรับ”

ลั่วจิ่งเหยาที่อยู่ด้านหลังเริ่มกุมขมับแล้ว

เขาพึมพำเบาๆ

“นายหญิง…ข้าว่าเรากลับกันเถอะเข้าไม่ได้เสียดายเงินซื้อชุด”

“ไม่ได้ ข้าไม่มีทางยอมแพ้” หนิงอันหันขวับทันทีดวงตาเป็นประกายเหมือนเห็นภูเขาเงินภูเขาทองอยู่ข้างใน

“คืนนี้เราต้องรวย”

คนเฝ้าประตูเริ่มถอนหายใจ

“แม่นาง หากไม่มีบัตรเชิญจริงๆ ข้าน้อยก็ปล่อยให้ท่านเข้าไปไม่ได้ทุกคนล้วนมีบัตรเชิญท่านเป็นใครข้าน้อยยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”

“ใครบอกว่าข้าไม่มี” หนิงอันสวนทันทีอย่างมั่นใจลั่วจิ่งเหยาชะงัก

“หา”

“นั่นแหละข้ากำลังหา”

หนิงอันรีบล้วงแขนเสื้อทันทีล้วงซ้ายล้วงขวาล้วงอีกที

จากนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

ลั่วจิ่งเหยามองอย่างหวาดๆ

“อย่าบอกนะว่า”

หนิงอันหัวเราะแหะๆ

“เหมือนจะลืมไว้ที่จวน พี่ชายให้ข้าเข้าไปเถอะข้าลืมบัตรเชิญไว้ที่จวน จริงๆ จริงๆ”

คนเฝ้าประตูเริ่มหมดความอดทนแล้ว

“เชิญกลับเถิดขอรับ ท่านจะมาโป้ปดข้าทำไมกัน ไม่มีบัตรเชิญก็บอกว่าไม่มี จะบอกว่าลืมทำไม”

หนิงอันรีบยื่นมือห้ามทันที

“เดี๋ยวสิ ข้าเป็นคนสำคัญนะ”

“สำคัญอย่างไรขอรับ”

นางเชิดหน้าอย่างสง่างามก่อนประกาศเสียงดัง

“ข้าคือ ชายาเอกของอ๋องเซียวอวี้เฉิน”

ผู้คนแถวนั้นหันมามองทันที

ลั่วจิ่งเหยาแทบอยากมุดดินหนีส่วนคนเฝ้าประตูถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

“อ๋อง…พิการนะหรือ มีค่าใดกันเล่าพวกเราหาได้ใส่ใจเขาไม่” ประโยคท้ายพึมพำเบาๆ ไม่ให้หนิงอันได้ยิน

หนิงอันยิ้มกว้าง

“ใช่”

คนเฝ้าประตูมองนางเงียบๆ จากนั้น…สายตาก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยความสงสาร

“เดี๋ยวนะ เหตุใดสายตาเจ้าดูเวทนาข้านัก”

“เชิญกลับเถิดขอรับ ท่านอ๋องเองก็ไม่แน่ว่าจะได้รับบัตรเชิญ”

ลั่วจิ่งเหยาขำกลิ้ง

หนิงอันหันไปถลึงตาใส่

“เจ้าหุบปากเลยเจ้านี่แทนที่จะหาทางช่วยกัน”

ม่านรถม้าถูกเปิดออกก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะยื่นออกมา

เซียวอวี้เฉินกับใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มยังคงเย็นชา

ขณะที่หน้าประตูกำลังวุ่นวายไม่มีใครสังเกตเลยว่าบนรถม้าสีดำคันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกล อ๋องเซียวอวี้เฉินจ้องมองมาเงียบๆ ดวงตาคมเข้มใต้แสงตะเกียง…เย็นเฉียบอย่างน่ากลัว

“คารวะท่านอ๋อง”

ผู้คนรอบด้านรีบถอยเปิดทางทันที

กู้ฉางอันรีบลงจากรถก่อน แล้วค่อยเข็นรถเข็นลงมาช้าๆ พยุงอ๋องเซียวขึ้นรถเข็นอย่างระมัดระวัง

ทันทีที่เห็นภาพนั้นดวงตาของหนิงอันก็สว่างวาบ

“โอ๊ะเห็นไหมพระสวามีข้ามาแล้ว เขาได้รับเชิญพวกเจ้าเห็นไหม ฮ่าาาาพวกเจ้าถอยไป” รีบคว้าชายแขนลั่วจิ่งเหยา

“ทางเข้าของเราเดินมาแล้ว”

“ท่านไม่กลัวว่าท่านอ๋องจะทำทีไม่รู้จักเราหรือขอรับ” ลู่จิ่งเหยาพูดด้วยสีหน้าแสดงความไม่แน่ใจ

“นั่นสิเขาได้บัตรเชิญก็ไม่เห็นบอกเราสักคำใจดำที่สุด แต่นั่นคือทางเข้าเดียวของเรานะ”

ยังไม่ทันตั้งตัวหนิงอันก็ลากเขาวิ่งเข้าไปทันที

“เดี๋ยว นายหญิงใจเย็นหน่อยไม่ดูท่าทีท่านอ๋องก่อนหรือไร” ลั่วจิ่งเหยาแทบล้มหน้าคะมำ

ส่วนกู้ฉางอันที่กำลังจับรถเข็นอยู่ถึงกับชะงักเมื่อเห็นทั้งสองพุ่งเข้ามา

“พระชายา ท่านมาทำไมที่นี่”

หนิงอันยิ้มหวานทันทีก่อนรีบจับรถเข็นไว้แน่น

“มาแล้วๆๆ ข้ามาแล้ว ข้ามารอตั้งนานแนะ”

กู้ฉางอันถอนหายใจยาว

หนิงอันทำหน้าใสซื่อราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ เบียดกู้ฉางอันที่ถอยหนีอย่างหวั่นๆ

“ข้ามาช่วยเข็นรถให้สามีข้าแล้ว ท่านคอยปรนนิบัติท่านอ๋องอย่างเดียวก็พอ”

กู้ฉางอันถอนหายใจรอบที่ร้อย 

ส่วนเซียวอวี้เฉินค่อยๆ เงยหน้ามองนางช้าๆ สายตาเย็นเฉียบเหมือนเดิม

“เจ้าจะเข้าไปทำไม”

น้ำเสียงทุ้มเย็นชาจนคนรอบข้างสะดุ้ง

แต่หนิงอันกลับยิ้มหวานจนเห็นฟันขาวกว่าเดิม

“ข้าเป็นเฟยของท่านนะ ก็ต้องเข้าไปดูแลท่านสิ มาๆๆ ให้ข้าเข็นรถให้จะไปทางไหนบอกมาเลยฮ่าาาข้ายินดีให้บริการ” พูดหน้าตาเฉย

ลั่วจิ่งเหยารีบพยักหน้ารัวๆ ทันที

“ใช่ๆๆ” เขายิ้มแห้งๆ

“นายหญิงจะคอยช่วยท่านหลายเรื่องในนั้น อย่างน้อยคนอื่นจะได้ไม่พูดว่าท่านอ๋องเป็นท่านอ๋องที่โดดเดี่ยว…”

กู้ฉางอันเริ่มไอแห้งๆ

ส่วนลั่วจิ่งเหยารู้สึกเหมือนตัวเองพูดอะไรผิดไป

“แย่แล้ว ลั่วจิ่งเหยาเจ้าจะตายไหม เจ้าปากเสียอีกแล้ว” ตบปากตัวเองตั๊บๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป