บทที่ 13 คนของข้า

เซียวอวี้เฉินนิ่งไปพักใหญ่ก่อนกรามคมจะขบแน่น

เส้นเอ็นตรงขมับกระตุกเล็กน้อย

โดดเดี่ยวคำคำนั้น…คือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด

หนิงอันมองเขาเงียบๆดวงตาคู่งามไหววูบเล็กน้อยเพราะในชั่วขณะนั้นนางเห็นเงาดำบางอย่างไหลผ่านดวงตาของเขา

ความเงียบ ความหนาวเย็น และความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามาหลายปี

แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะดิ่งไปมากกว่านี้หนิงอันก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันที

“ลั่วจิ่งเหยารีบขอโทษสามีข้าเสีย ขอโทษท่านอ๋องเดี๋ยวนี้เลย ตบปากตัวเองด้วยสิบที”

“ขขะขะขอโทษจริงๆ ขอรับข้าน้อยผิดไปแล้วข้าน้อยปากไวไปหน่อย ไม่ทันได้คิด อีกอย่าง ข้าๆๆ เห็นว่านายหญิงอยากเข้าไปจริงๆ” ลั่วจิ่งเหยายกมือขึ้นตบปากตัวเองแบบไม่ออมมืออีกครั้ง

หนิงอันโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ อีกคนถึงกลับหน้าร้อนผ่านเมื่อลมหายใจของหนิงอันรินรดข้างหู

“ถ้าท่านพาข้ากับจิ่งเหยาเข้าไปข้าสัญญาจะไม่สร้างปัญหาให้ท่าน จะเดินตามเงียบๆ ข้าสาบานจริงๆ นะ”

ดวงตานางเป็นประกายวิบวับ

“พอแล้ว กู้ฉางอันข้าไปข้างในกันเถอะ”ไม่แม้แต่จะพูดกับหนิงอันด้วยซ้ำ

“ขอบคุณสามี ฮ่าาาในที่สุดท่านก็เห็นความจริงใจของข้า” เซียวอวี้เฉินหลุบตามองพื้นเสีย

หนิงอันยังจับรถเข็นของเซียวอวี้เฉินแน่น

ใบหน้ายิ้มหวานราวกับเป็นชายาที่แสนอ่อนโยนที่สุดในใต้หล้า

ส่วนลั่วจิ่งเหยาก็ยืนตัวตรงเอามือไพล่หลังยืดอกทันที

พยายามทำหน้าเหมือนองครักษ์มืออาชีพแม้เมื่อครู่ยังเกือบโดนไล่ออกจากหน้าประตูก็ตาม

แต่แล้ว

“เดี๋ยวก่อน สองคนนั้นหยุดอยู่ตรงนั้น” เสียงคนเฝ้าประตูดังขึ้นอีกครั้งทหารคนนั้นรีบเดินเข้ามาขวางทันที

สีหน้าระแวงเต็มที่

“เจ้าสองคนอย่ามาทำเนียนแถวๆ นี้ คราวนี้ก็ผ่านไม่ได้เหมือนเคย”

ทหารชี้หน้าทั้งคู่ทันที

“เมื่อครู่ยังไม่มีบัตรเข้างาน ตอนนี้จะมาเนียนเดินตามท่านอ๋องเข้าไปอีกหรือ”

หนิงอันยิ้มแห้งทันที

“เอ่อ…ข้า”

ลั่วจิ่งเหยาหน้าถอดสี

เขารีบหันไปมองเซียวอวี้เฉินแทบจะทันที

สายตาเหมือนกำลังร้องขอชีวิต ส่วนผู้คนรอบด้านเริ่มหันมามองกันอีกครั้งเสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ

“ข้าบอกแล้วไงข้าเป็นชายาท่านอ๋องนะ” 

“นั่นชายาของอ๋องพิการจริงหรือ…ดูวุ่นวายชะมัด แล้วเด็กหนุ่มนั่นใครเหมือนขอท่านข้าเคยเห็นเขาในบ่อนบ่อยๆ เดี๋ยวนี้ท่านอ๋องผู้หยิ่งยโส คบค้ากับคนเช่นนี้หรือไร” ลั่วจิ่งเหยาสะอึกพลางคิดว่าคนเช่นนี้คือคนเช่นไร

บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ กู้ฉางอันขยับขึ้นมาข้างหน้า ยื่นบัตรเชิญ

หนิงอันเริ่มคิดว่าจะโดนโยนออกไปจริงๆ แล้ว หันหน้าหันหลังคิดหาทางหนีทีไล่

แต่ในตอนนั้นเองเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบก็ดังขึ้นชัดเจน

“เขาสองคน…คือคนของข้า” เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมเย็นเฉียบจนคนมองสะท้าน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้ากระบี่ข้างรถเข็น

คนเฝ้าประตูหน้าซีดทันทีรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว

“ขะ…ข้าน้อยสมควรตายชะชะเชิญท่านอ๋อง เชิญพระชายาด้านในได้เลยขอรับ”

แม้เซียวอวี้เฉินจะตกต่ำเพียงใดแต่เขาก็ยังเป็น อ๋องอยู่ดี

และเป็นอ๋องคนนี้ที่ไม่มีใครกล้าสบตานานเกินไป แรงกดดันจากสายตาคู่นั้นน่าหวาดกลัวลั่วจิ่งเหยาถึงกับเผลอกลืนน้ำลาย

ส่วนหนิงอัน…กลับชะงักไปเล็กน้อย คนของข้า เพียงคำสั้นๆ

แต่กลับทำให้หัวใจของนางไหววูบ แม้เซียวอวี้เฉินจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาก็ตาม

กู้ฉางอันอมยิ้มเงียบๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดการแต่งชายาครั้งนี้คิดว่าจะล้มเหลวเสียอีก

ส่วนเซียวอวี้เฉินกลับไม่แม้แต่จะมองหนิงอันอีกต่อไป

“เข้าไปได้แล้ว” น้ำเสียงเรียบเย็นก่อนจะรถเข็นผ่านประตูเข้าไปช้าๆ ลั่วจิ่งเหยารีบเดินตามทันที

ริมฝีปากงามของหนิงอันยกขึ้นนิดๆ อย่างคนอารมณ์ดี

ลั่วจิ่งเหยากระซิบเบาๆ ข้างหูนาง

“นายหญิง…”เขามองแผ่นหลังของอ๋องพิการ

“หือ”

“ข้าว่า…ท่านอ๋องดูเหมือนจะใจดีกับท่านกว่าที่คิดนะ”

ก่อนพึมพำเสียงเบา

หนิงอันชะงักจากนั้นก็หัวเราะเบาๆ

“ไม่หรอก”นางมองบุรุษบนรถเข็นตรงหน้าดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

“ข้าว่าเขาแค่ขี้รำคาญแล้วก็อยากวางอำนาจให้คนอื่นเกรงขามมากกว่าพอดีด้โอกาส”

ภายในงานประเมินของล้ำค่าคืนนี้หรูหราจนหนิงอันรู้สึกทึ่ง

เสียงพิณบรรเลงคลอเบาๆ ท่ามกลางกลิ่นสุราและกำยานราคาแพง

เหล่าขุนนางชั้นสูง เศรษฐี และเซื้อพระวงศ์ต่างนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส

ทุกคนแต่งกายงดงาม สูงส่ง และเต็มไปด้วยอำนาจแต่ทันทีที่รถเข็นของเซียวอวี้เฉินเคลื่อนเข้ามาบรรยากาศบางอย่างก็เปลี่ยนไปทันทีเสียงพูดคุยรอบด้านค่อยๆ เบาลงสายตานับสิบคู่หันมามองพร้อมกัน

บางคนแสร้งยิ้ม บางคนหัวเราะในลำคอบางคนถึงขั้นมองอย่างสมเพช

คนผู้หนึ่งยืนกอดอกมองเซียวอวี้เฉินกับหนิงอันด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ฮ่องพิการสินั่น มากับเขาด้วยหรือใครกันส่งบัตรเชิญให้เขา ฮ่าาายังกล้ามาอีกหรือทั้งๆที่เดินไม่ได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป