บทที่ 7 ข้าเกลียดนาง
เงียบหนิงอันวางของตรงหน้าแล้วบ่น
“หนีไปใช้เงินก็ได้…แต่ไม่รู้ทำไม ขามันพากลับมาเอง”
เซียวอวี้เฉินมองถุงอาหารพวกนั้นนิ่งๆ สีหน้าไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
กู้ฉางอันเริ่มหน้าเสียทันที
“ท่านอ๋อง”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ มือของเซียวอวี้เฉินปัดถุงอาหารทั้งหมดตกลงพื้นอย่างแรง
เป็ดย่างกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นหิน
หนิงอันนิ่งไปทันที แม้แต่ลั่วจิ่งเหยายังอ้าปากค้าง หนิงอันเห็นภาพในอดีตของเซียวอวี้เฉินชัดเจน โดดเดี่ยวและไม่มีใครรับฟัง หนิงอันถอนหายใจยาว
ส่วนเซียวอวี้เฉินไม่ได้แม้แต่จะมองของบนพื้นอีกเขาเพียงหมุนรถเข็นกลับช้าๆ
น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น
“ข้าไม่กินของพวกนี้” ล้อรถเข็นค่อยๆ เคลื่อนหายเข้าไปในความมืดของเรือนด้านในทิ้งไว้เพียงความเงียบ
เป็ดย่างที่เมื่อครู่ ตอนนี้กลับเลอะฝุ่นบนพื้นอย่างน่าเสียดาย
หนิงอันก้มมองมันนิ่งๆ
“เฮ้อ คนอะไรแบบนี้” นางพึมพำเบาๆ
“เป็ดข้าราคาตั้งสามตำลึงนะ”
ลั่วจิ่งเหยาแทบสำลักนี่คือสิ่งที่นางจะพูดจริงๆ หรือ
กู้ฉางอันถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะก้มลงเก็บซาลาเปาที่ตกอยู่
“พระชายา”
เสียงของขันทีหนุ่มเบาลง
“อย่าถือสาท่านอ๋องเลยนะขอรับ”
หนิงอันเงยหน้ามองเขากู้ฉางอันยิ้มจางๆ
แต่ในแววตากลับมีความเหนื่อยล้าลึกซ่อนอยู่
“เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันเกินกว่าจะทำให้ท่านอ๋องยิ้มได้หรือมองในด้านดีดีได้อีกแล้ว”
สายตาเลื่อนไปยังเงามืดด้านในเรือนที่เซียวอวี้เฉินหายเข้าไป
คนผู้นั้น โดดเดี่ยวขนาดไหนกันนะหนิงอันเม้มปากเล็กน้อย
ก่อนจะเดินไปหยิบ เป็ดย่าง ขึ้นมาเป่าฝุ่นเบาๆ
ลั่วจิ่งเหยาตกใจทันที
“เดี๋ยว ท่านจะกินมันจริงๆ หรือ” หนิงอันพยักหน้าอย่างจริงจัง
“สามตำลึงเชียวนะน่าเสียดาย ข้าไม่กล้าทิ้งหรอก”
พูดจบก็ฉีกน่องเป็ดเข้าปากทันที
กู้ฉางอันถอนหายใจยิ้มๆ ลั่วจิ่งเหยาอึ้งกิมกี่
“อร่อยสุดยอด ท่านอ๋องนั่นจะต้องเสียใจที่ไม่ได้กินเป็ดย่าง สามตำลังของข้า”
บรรยากาศเศร้าสะเทือนใจเมื่อครู่
แตกกระจายหมดสิ้น
ภายในเรือนเงียบงันราวสุสาน
เซียวอวี้เฉินนั่งอยู่บนรถเข็นเพียงลำพังร่างสูงสงบนิ่งราวรูปสลัก
ดวงตาคมเข้มทอดมอง ขา ของตนเองขาที่ไร้ความรู้สึก
ไร้เรี่ยวแรง นิ้วมือเรียวยาวค่อยๆ กำแน่นบนที่วางแขน
ประตูไม้ถูกเปิดออกช้าๆ กู้ฉางอันเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงร้อนๆ
“ท่านอ๋อง ไก่อบของพระชายายังอยู่ ข้าน้อยอุ่นให้ดีไหมขอรับ”
ขันทีหนุ่มพูดพร้อมกับวางถาดลงเบาๆ อ๋องเซียวส่ายหน้าไปมา
“อย่างน้อยก็ควรเสวยอะไรสักหน่อยนะขอรับ”
ไม่มีเสียงตอบเซียวอวี้เฉินยังคงมองขาตัวเองนิ่งราวกับกำลังจ้องมองสิ่งน่ารังเกียจที่สุดในชีวิตกู้ฉางอันลอบถอนหายใจ
เขารู้ดีทุกครั้งที่ท่านอ๋องอารมณ์แปรปรวน มักจะเป็นแบบนี้เสมอ
เย็นชา และเหมือนจมลงไปในความมืดที่ไม่มีใครดึงกลับขึ้นมาได้
ผ่านไปพักใหญ่เสียงทุ้มต่ำจึงดังขึ้นช้าๆ
“ข้าเกลียดนาง”
กู้ฉางอันชะงักเล็กน้อยแม้ไม่ต้องถาม เขาก็รู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร
เสิ่นหนิงอัน หญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาในชีวิตของท่านอ๋องอย่างวุ่นวายที่สุด
เซียวอวี้เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ไร้ความขบขัน
“นางคือคนที่ไทเฮากับฮ่องเต้ส่งมา” ดวงตาคมเย็นเยียบลงช้าๆ
“คนพวกนั้นฆ่ามารดาข้า…ทำลายข้าหักกระดูกข้าเหยียบข้าจนไม่เหลืออะไร” น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่ซ่อนลึก
มือของเขากำแน่นขึ้นเรื่อยๆ เส้นเอ็นบนหลังมือปูดชัด
“แล้วตอนนี้…ยังส่งผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาเฝ้าดูข้าเหมือนตัวตลกอีก”
สายตาคมมืดสนิทกู้ฉางอันเม้มปากเงียบเขาอยู่กับเซียวอวี้เฉินมาหลายปี
เห็นทุกอย่างมาตั้งแต่วันนั้น วันที่องค์ชายผู้สูงส่งถูกลากลงมาจากบัลลังก์
ถูกหักขาถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ
ถูกบีบให้มีชีวิตอยู่ ยิ่งกว่าตาย
“ท่านอ๋อง…” กู้ฉางอันเอ่ยเบาๆ
“แต่พระชายาอาจไม่เหมือน …..”
“เหมือนหรือไม่เหมือนก็ไม่สำคัญ” เซียวอวี้เฉินตัดบททันทีแววตาเย็นชาไร้อุณหภูมิ
“คนของวังหลวง…ข้าไม่มีวันเชื่อใจได้อีกแล้ว” เขาพูดช้าๆ ทีละคำ
กู้ฉางอันมองอ๋องเซียวเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“แต่พระชายาตั้งใจซื้อเป็ดย่างกลับมาให้ท่านจริงๆ นะขอรับ”
เซียวอวี้เฉิน โบกมือให้หยุดพูด
มุมปากกู้ฉางอันกระตุกเล็กน้อย แต่ยังพูดต่อช้าๆ ชัดๆ
“นางยังบ่นเสียดายอยู่เลยหลังท่านปัดตกพื้น” แล้วในที่สุด
เซียวอวี้เฉินก็หลับตาลงช้าๆ
ค่ำคืนปกคลุมจวนอ๋องอย่างเงียบงันตะเกียงเก่าๆ แขวนแกว่งไปมาตามแรงลม กำแพงแตกร้าว พื้นลานเย็นเฉียบถ้ามองดีๆ ที่นี่ไม่เหมือนจวนอ๋องเลยสักนิด
เหมือนตำหนักร้างที่ถูกโลกทอดทิ้งมากกว่า
เสิ่นหนิงอันนั่งอยู่บนขั้นบันไดไม้
กัดซาลาเปาตุ้ยๆ อย่างสบายอารมณ์
ส่วนลั่วจิ่งเหยานั่งข้างๆ
มองไปรอบจวนด้วยสีหน้าซับซ้อน
“นายหญิง”
“หือ”
“ท่านไม่กลัวจริงๆ หรือ” หนิงอันหันมามองลั่วจิ่งเหยาลดเสียงลงทันที
“ที่พาเด็กรับใช้อย่างข้า เอ่อ…ข้า เข้ามาในจวน” เขารีบแก้คำพูดตัวเองเร็วจี๋
“ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านอ๋องเซียวอวี้เฉินโหดที่สุดในเมืองหลวง ท่านไม่กลัวว่าเขาจะจับเราสองคนโยนออกจากจวนอ๋องหรอกหรือ”
