บทที่ 11 บทที่ 11
มินตราลูบหน้าท้องเบา ๆ ด้วยปลายนิ้วที่สั่นไหว รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางความเศร้า ก่อนจะกระซิบกับเด็กน้อยในครรภ์ด้วยความรักทั้งหมดที่มี
“แม่สัญญา แม่จะปกป้องลูกให้ดีที่สุด ไม่ว่าโลกภายนอกจะโหดร้ายเพียงใดก็ตาม”
สายฝนโปรยปรายลงมาเหนือหลังคาโรงพยาบาลในคืนที่มินตราเจ็บท้องคลอด เสียงฟ้าร้องดังเป็นระยะราวกับธรรมชาติกำลังร่วมรับรู้ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของหญิงสาวที่ต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง ป้ามาลีจับมือเธอไว้แน่นขณะรถเข็นถูกเข็นเข้าสู่ห้องคลอด ดวงตาของผู้เป็นแม่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ลูกสาวต้องแบกรับชะตากรรมเช่นนี้
“มิน อดทนนะลูก แม่อยู่ตรงนี้”
มินตราพยักหน้าทั้งที่ใบหน้าซีดเผือดจากความเจ็บปวด เธอกัดริมฝีปากแน่นไม่ยอมร้องออกมา แม้เหงื่อจะไหลเต็มใบหน้า แต่ในหัวกลับมีเพียงภาพของคีริน ชายผู้เป็นพ่อของเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกโดยไม่มีโอกาสได้รับรู้เรื่องนี้
หลายชั่วโมงต่อมา เสียงร้องแหลมเล็กของทารกดังขึ้นในห้องคลอด
พยาบาลอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่มีผิวขาวอมชมพูและผมดำอ่อน ๆ มาวางใกล้แม่
“ยินดีด้วยนะคะ เป็นเด็กผู้หญิง แข็งแรงมาก”
มินตรามองลูกด้วยดวงตาที่พร่ามัวจากน้ำตา มือสั่นเทาค่อย ๆ แตะแก้มเล็ก ๆ ของเด็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
“ลูกของแม่”
ป้ามาลีร้องไห้ด้วยความดีใจเมื่อได้อุ้มหลานสาวเป็นครั้งแรก
“หน้าตาน่ารักเหลือเกินมิน”
มินตราพยักหน้าเบา ๆ
“หนูจะตั้งชื่อว่ามีนาค่ะ”
“เพราะอะไรลูก”
“เพราะแปลว่าความรักที่มั่นคง และหนูอยากให้ชีวิตของลูกมั่นคงกว่าของแม่”
ป้ามาลียิ้มทั้งน้ำตา
“แล้วชื่อเล่นล่ะ”
มินตรามองเด็กน้อยที่กำลังขยับมือเล็ก ๆ ไปมา
“เรียกว่าน้องเมย์ก็แล้วกันค่ะ ฟังดูอบอุ่นดี”
จากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของมินตราหมุนรอบตัวเด็กหญิงตัวเล็กเพียงคนเดียว
เธอพักฟื้นได้ไม่นานก็ต้องกลับไปช่วยงานที่ร้านอาหาร แม้ป้ามาลีจะพยายามห้าม แต่รายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่านม ค่าแพมเพิร์ส ค่ารักษาพยาบาลของแม่ และค่าเช่าบ้าน
กลางวันเธอช่วยขายอาหาร กลางคืนรับเย็บเสื้อผ้าจากร้านในตลาด บางวันยังรับพับถุงกระดาษเพื่อหารายได้เสริมอีกเล็กน้อย
มีหลายคืนที่มินตราหลับไปพร้อมเข็มเย็บผ้าในมือ เพราะความเหนื่อยล้าสะสม
น้องเมย์เติบโตขึ้นทีละน้อย เสียงหัวเราะของลูกกลายเป็นกำลังใจสำคัญให้มินตราสู้ต่อ แม้บ้านจะเล็ก อาหารจะธรรมดา และเงินจะไม่เคยพอใช้ แต่เธอไม่เคยปล่อยให้ลูกขาดความรัก
ทุกเช้าก่อนออกไปทำงาน เธอจะหอมแก้มนุ่ม ๆ ของน้องเมย์แล้วพูดเสมอ
“แม่รักลูกที่สุด”
เมื่อเด็กหญิงอายุได้หนึ่งขวบ เธอเริ่มเดินเตาะแตะไปรอบบ้าน เสียงเรียก “แม่” ครั้งแรกทำให้มินตราถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจ
ป้ามาลีหัวเราะพลางอุ้มหลานขึ้นมา
“หลานยายเก่งที่สุด”
เวลาผ่านไปอีกปี สุขภาพของป้ามาลีกลับทรุดลงอีกครั้ง แม้จะไม่หนักเท่าครั้งก่อน แต่ก็ไม่สามารถทำงานหนักได้ มินตราจึงยิ่งต้องรับภาระมากขึ้น
เธอเริ่มตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับร้านอาหาร ส่งลูกให้เพื่อนบ้านช่วยดูในช่วงเช้า แล้วรีบกลับมารับในตอนเย็น
บางวันเธอพาน้องเมย์ไปนั่งเล่นหลังร้าน เด็กหญิงตัวเล็กนั่งวาดรูปบนกล่องกระดาษเก่าอย่างมีความสุข ไม่เคยบ่นว่าไม่มีของเล่นราคาแพง
ครั้งหนึ่งลูกถามขึ้นขณะกำลังระบายสี
“แม่คะ หนูมีพ่อไหม”
คำถามนั้นทำให้มือของมินตราชะงัก
เธอฝืนยิ้มก่อนลูบผมลูกเบา ๆ
“มีสิลูก”
“แล้วพ่ออยู่ไหน”
“พ่ออยู่ไกลมาก”
“พ่อจะกลับมาหาหนูไหม”
หัวใจของมินตราปวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอยังคงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“สักวันหนึ่ง ถ้ามีโอกาส ลูกอาจได้เจอพ่อ”
น้องเมย์พยักหน้าอย่างไร้เดียงสาแล้วกลับไปวาดรูปต่อ คืนนั้นมินตราแอบร้องไห้หลังลูกหลับ เธอหยิบรูปเก่าของคีรินออกมาดูอีกครั้ง ภาพถ่ายเริ่มซีดตามกาลเวลา แต่รอยยิ้มของเขายังคงชัดเจนเหมือนเดิม เธอไม่เคยลืมเขาเลยแม้แต่วันเดียว
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เธอได้ยินข่าวของคีรินเป็นครั้งคราวผ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจและเว็บไซต์ข่าว เขาเรียนดี ได้รับรางวัลด้านการบริหาร และฝึกงานกับบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทุกครั้งที่เห็นข่าว เธอมักเก็บหนังสือพิมพ์ไว้เงียบ ๆ แล้วแอบอ่านตอนกลางคืน ป้ามาลีเคยเห็นจึงถาม
“ยังคิดถึงเขาอยู่หรือ”
มินตรายิ้มเศร้า “รักครั้งแรกมันลืมยากค่ะ”
“แล้วจะไม่บอกเรื่องลูกจริง ๆ เหรอ”
เธอส่ายหน้า “ตอนนี้คงสายเกินไปแล้ว”
แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก แต่มินตราไม่เคยยอมแพ้ เธอสอนน้องเมย์ให้รู้จักประหยัด รู้จักแบ่งปัน และเติบโตด้วยความซื่อสัตย์ เด็กหญิงกลายเป็นเด็กน่ารัก ยิ้มเก่ง และชอบช่วยแม่หยิบช้อนวางโต๊ะจนลูกค้าหลายคนเอ็นดู
“ลูกสาวเธอน่ารักจริง ๆ มิน”
เจ้าของร้านขายของชำข้าง ๆ มักพูดเช่นนั้นเสมอ มินตรามองลูกด้วยสายตาเปี่ยมรัก
“เขาคือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตฉันค่ะ”
เช้าวันหนึ่งในปีที่สี่ หลังจากส่งน้องเมย์ไปโรงเรียนอนุบาลเล็ก ๆ ในชุมชน มินตราแวะซื้อหนังสือพิมพ์เพราะเห็นพาดหัวข่าวธุรกิจขนาดใหญ่ ระหว่างรอเงินทอน สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับภาพถ่ายบนหน้าหนึ่ง
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนยิ้มอยู่หน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ ใบหน้าหล่อเหลา สุขุม และดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าที่เธอจำได้
หัวข้อข่าวตัวใหญ่เขียนไว้ว่า
“
คีริน วัฒนากร สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยม เตรียมกลับประเทศไทยเพื่อรับตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ของวัฒนากรกรุ๊ป”
