บทที่ 2 บทที่ 2
คำพูดนั้นทำให้คีรินนิ่งงัน ความเจ็บบางอย่างแล่นผ่านหัวใจ เขารู้ว่ามินตราเป็นคนเข้มแข็ง เธอแบกภาระของบ้านไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย แม่ของเธอสุขภาพไม่ค่อยดี ร้านอาหารก็รายได้ไม่แน่นอน หลายครั้งเขาอยากช่วยมากกว่านี้ แต่เธอมักปฏิเสธเพราะไม่อยากเป็นภาระ เขารักเธอตรงนี้ รักศักดิ์ศรีที่อ่อนโยน รักความพยายามที่ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากเขา
เสียงป้ามาลีดังมาจากหน้าร้าน “มินตรา ลูกค้าโต๊ะสามขอข้าวเพิ่มลูก”
มินตรารีบเช็ดน้ำตาแล้วตอบ “ค่ะ แม่ เดี๋ยวมินไปค่ะ”
เธอจะเดินออกไป แต่คีรินคว้าถาดข้าวจากโต๊ะก่อน “ผมช่วย”
“ไม่ได้นะคะ คุณทำไม่เป็น”
“สอนสิ”
“คุณคีริน”
“ถ้าผมจะรักลูกสาวร้านอาหาร ผมก็ควรยกข้าวเสิร์ฟเป็นบ้างไม่ใช่เหรอ”
มินตรามองเขาอย่างทั้งขำทั้งอ่อนใจ สุดท้ายก็ยอมบอกให้เขาถือถาดระวัง ๆ คีรินเดินออกไปเสิร์ฟข้าวเพิ่มให้ลูกค้าโต๊ะสาม ท่าทางเงอะงะแต่ตั้งใจของเขาทำให้ป้ามาลีมองอย่างแปลกใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นสีหน้าลูกสาว ป้ามาลีไม่ได้ถามมาก เธอรู้ว่าลูกสาวคนนี้เหนื่อยมามาก ถ้ามีใครสักคนทำให้มินตรายิ้มได้ เธอก็อยากเชื่อว่าคนคนนั้นอาจเป็นความสุขของลูก
ตลอดเย็นวันนั้น คีรินช่วยเก็บโต๊ะ เสิร์ฟน้ำ และยกถุงขยะไปทิ้ง แม้จะถูกมินตราห้ามหลายครั้ง เขาก็ยังทำหน้าตาเฉยเหมือนไม่เห็นว่าคนทั้งตลาดมองมาอย่างไร บางคนซุบซิบว่าคุณชายบ้านรวยมาติดลูกสาวแม่ค้า บางคนหัวเราะเบา ๆ เหมือนเห็นเรื่องประหลาด แต่มินตรากลับรู้สึกอบอุ่นจนเจ็บในอก เธอไม่เคยคิดว่าคนอย่างคีรินจะยอมทำเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้เพื่อเธอ
เมื่อร้านปิดแล้ว ป้ามาลีเข้าไปพักในบ้านหลังร้าน มินตรากับคีรินจึงได้ออกมายืนรับลมริมทางเดินเล็ก ๆ หลังตลาด แสงไฟสีส้มจากเสาไฟส่องลงบนพื้นเปียกน้ำหลังการล้างร้าน เสียงตลาดค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงรถไกล ๆ และเสียงลมหอบกลิ่นฝนมาบางเบา
“เหนื่อยไหมคะ” มินตราถาม
คีรินพิงกำแพงแล้วแกล้งถอนหายใจ “เหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าการเป็นทายาทบริษัทไม่หนักเท่าช่วยร้านข้าว”
มินตราหัวเราะเบา ๆ “ฉันบอกแล้วว่าคุณไม่เหมาะ”
“แต่ผมชอบ”
“ชอบอะไรคะ เหงื่อออกทั้งตัว”
“ชอบที่ได้อยู่กับคุณ”
รอยยิ้มของมินตราค่อย ๆ จางลง เธอหันไปมองถนนที่มีแสงไฟรถวิ่งผ่าน “คุณคีรินคะ ฉันถามจริง ๆ ได้ไหม ถ้าครอบครัวคุณไม่ยอมรับฉัน คุณจะทำยังไง”
คีรินไม่ตอบทันที เขามองด้านข้างของเธอ เห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่ในแววตาแล้วหัวใจอ่อนยวบ “ผมจะทำให้เขายอมรับ”
“ถ้าเขาไม่ยอมล่ะคะ”
“ผมก็จะยังเลือกคุณ”
มินตราหันมามองเขา “พูดแบบนี้ง่าย แต่ความจริงมันไม่ง่ายนะคะ คุณมีครอบครัว มีหน้าที่ มีชื่อเสียง ฉันไม่อยากเป็นคนทำให้คุณต้องแตกหักกับใคร”
“แล้วผมต้องยอมเสียคุณไปเพราะกลัวคนอื่นไม่พอใจเหรอ”
เธอเงียบไป
คีรินก้าวเข้ามาใกล้แล้วจับมือเธอไว้ “มิน ผมรู้ว่าคุณกลัว ผมรู้ว่าโลกของเราต่างกัน แต่ความรักของผมไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ผมไม่ได้คบคุณเพราะอยากลอง ไม่ได้คบเพราะสงสาร และไม่ได้คบเพราะต่อต้านครอบครัว ผมคบคุณเพราะผมรักคุณ รักที่คุณเป็นคุณ”
น้ำตาของมินตราไหลลงมาในที่สุด เธอพยายามเช็ดมันออก แต่คีรินยกมือขึ้นเช็ดให้ก่อน นิ้วของเขาอุ่นและอ่อนโยนจนเธอยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม “ฉันไม่มีอะไรให้คุณเลยนะคะ”
“มีสิ”
“อะไรคะ”
“หัวใจของคุณ ถ้าคุณเต็มใจให้ผม”
มินตราสบตาเขาผ่านม่านน้ำตา “แล้วถ้าวันหนึ่งฉันทำให้คุณผิดหวังล่ะคะ”
“ผมก็จะถามคุณก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ปล่อยมือคุณง่าย ๆ”
“สัญญาได้ไหมคะ”
“สัญญา”
“ไม่ว่าใครจะขัดขวาง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่ปล่อยมือฉันง่าย ๆ ใช่ไหม”
คีรินมองเธอนิ่ง หัวใจเขาแน่วแน่จนไม่คิดลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขากุมมือเธอแน่นขึ้นราวกับต้องการให้คำสัญญานั้นฝังลงไปในหัวใจของทั้งสอง “ผมสัญญา มินตรา ไม่ว่าใครจะขัดขวาง ไม่ว่าครอบครัวผมจะพูดอะไร ไม่ว่าโลกจะมองคุณยังไง ผมจะไม่ปล่อยมือคุณ ผมจะรักคุณและจะยืนข้างคุณ”
มินตราร้องไห้เงียบ ๆ ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ เธออยากเชื่อเขา อยากเชื่อว่าความรักครั้งนี้จะเอาชนะทุกอย่างได้ แม้ในส่วนลึกของใจจะยังมีความหวาดกลัวเหมือนเงาบาง ๆ ซ่อนอยู่ แต่ในค่ำคืนนั้น มือของคีรินอบอุ่นเกินกว่าที่เธอจะดึงตัวเองออกมาได้
คีรินดึงเธอเข้ามากอดอย่างทะนุถนอม มินตราซบหน้ากับอกเขา ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นหนักแน่นเหมือนคำยืนยันซ้ำ ๆ ว่าเขาอยู่ตรงนี้จริง ๆ เธอหลับตาลงและยอมให้ตัวเองมีความสุข แม้ไม่รู้เลยว่าคำสัญญาในคืนนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดในวันที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิต
เหนือถนนหลังตลาด แสงไฟส้มอ่อนยังส่องลงมาเงียบ ๆ คีรินกอดมินตราไว้แน่นและกระซิบข้างหูเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“จำไว้นะมิน ต่อให้ทั้งโลกไม่เห็นค่าคุณ ผมก็จะเป็นคนที่เห็นคุณเสมอ และต่อให้ใครพยายามพรากคุณไปจากผม ผมจะไม่มีวันยอมปล่อยมือคุณเด็ดขาด”
