บทที่ 3 บทที่ 3

คนที่แม่ไม่ยอมรับ

คฤหาสน์วัฒนากรตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนกว้างที่ได้รับการดูแลอย่างประณีต ทุกตารางนิ้วของพื้นที่บอกถึงฐานะและอำนาจของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ประตูรั้วเหล็กดัดสีดำสนิทที่มีตราประจำตระกูลติดอยู่ตรงกลาง ถนนปูหินอ่อนทอดยาวเข้าสู่ตัวบ้าน ไปจนถึงน้ำพุขนาดใหญ่หน้าคฤหาสน์ซึ่งสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ ทุกอย่างดูสง่างาม เงียบขรึม และเย็นชาไม่ต่างจากเจ้าของบ้านผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกใหญ่ในเวลานี้ คุณหญิงวราภรณ์ วัฒนากร นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีครีม ใบหน้าสวยสง่าตามวัยแต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างพอดี ชุดผ้าไหมสีอ่อนที่สวมอยู่ตัดเย็บอย่างประณีตจนแทบไม่มีรอยยับ เธอถือถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบไว้ในมือแต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม ดวงตาคมกริบมองไปยังประตูห้องรับแขกด้วยความนิ่งสงบ ทว่าในความนิ่งนั้นกลับมีแรงกดดันบางอย่างซ่อนอยู่จนสาวใช้ที่ยืนอยู่มุมห้องแทบไม่กล้าหายใจแรง

“เขามาหรือยัง” คุณหญิงวราภรณ์ถามโดยไม่หันไปมอง

สาวใช้รีบก้มศีรษะตอบ “ใกล้ถึงแล้วค่ะคุณหญิง”

“บอกให้เข้ามาทันที ไม่ต้องให้รอ”

“ค่ะ”

สิ้นเสียงรับคำ บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบอีกครั้ง คุณหญิงวราภรณ์วางถ้วยกาแฟลงบนจานรองอย่างเบามือ แต่เสียงกระทบกันของกระเบื้องกลับดังชัดในความเงียบ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบแสดงอารมณ์ ไม่ว่าดีใจ โกรธ หรือผิดหวัง เธอมักเก็บทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าสงบและรอยยิ้มสุภาพ ทว่าคนใกล้ชิดทุกคนรู้ดีว่าเมื่อใดที่เธอนิ่งเกินไป เมื่อนั้นคือเวลาที่ไม่ควรมีใครทำให้เธอขุ่นเคือง

หลายวันมานี้ มีข่าวบางอย่างเข้าหูเธอมากเกินไป ข่าวที่คีริน ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ขับรถไปตลาดเก่าแถวชานเมืองบ่อยครั้ง ข่าวที่เขายอมนั่งกินข้าวในร้านอาหารเล็ก ๆ กับเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ข่าวที่เขาถูกเห็นว่าช่วยเด็กคนนั้นเสิร์ฟน้ำ เก็บโต๊ะ และเดินจับมือกันในซอยหลังตลาด ข่าวทุกชิ้นเหมือนเศษแก้วที่ทิ่มแทงความภาคภูมิใจของเธอทีละน้อย ลูกชายที่เธอเลี้ยงดูมาอย่างดี วางเส้นทางชีวิตไว้ให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูล กลับไปผูกพันกับลูกสาวแม่ค้าจน ๆ คนหนึ่งโดยไม่คิดถึงหน้าตาของครอบครัว

ประตูห้องรับแขกถูกเปิดออก ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล เขาเป็นคนที่คุณหญิงวราภรณ์ใช้สืบเรื่องสำคัญมาหลายครั้งและไม่เคยทำให้ผิดหวัง

“ได้เรื่องแล้วใช่ไหม” เธอถามทันที

ชายคนนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย “ครับคุณหญิง รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในแฟ้มนี้ครับ”

เขาวางซองเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้า คุณหญิงวราภรณ์มองซองนั้นครู่หนึ่งก่อนหยิบขึ้นมาเปิดอย่างไม่เร่งรีบ ภายในมีรูปถ่ายหลายใบกับเอกสารประวัติจำนวนหนึ่ง รูปแรกเป็นภาพมินตรากำลังยืนขายอาหารอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านเล็ก ๆ ใบหน้าของเด็กสาวดูอ่อนหวาน เรียบง่าย และไม่มีอะไรโดดเด่นในสายตาคุณหญิงนอกจากความต่ำต้อยของสถานที่ที่เธอยืนอยู่ รูปถัดมาเป็นภาพคีรินยืนอยู่ข้างเธอ เขายิ้มอย่างที่คุณหญิงไม่ได้เห็นบ่อยนัก เป็นรอยยิ้มอบอุ่นและเปิดเผยจนเธอเผลอกำเอกสารแน่นขึ้น

“ชื่อมินตรา ใช่ไหม”

“ครับ มินตรา เรืองประภา อายุยี่สิบสองปี เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดกลาง ระหว่างเรียนทำงานพิเศษหลายอย่าง ทั้งขายอาหารกับแม่ รับจ้างจัดดอกไม้ และทำงานพาร์ตไทม์ในร้านกาแฟครับ”

คุณหญิงวราภรณ์พลิกเอกสารไปทีละหน้า “ครอบครัว”

“อยู่กับแม่ชื่อมาลี ไม่มีข้อมูลบิดาชัดเจนครับ แม่เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ในตลาด รายได้ไม่แน่นอน มีหนี้นอกระบบบางส่วนและค่ารักษาพยาบาลค้างอยู่เป็นระยะ เนื่องจากมาลีมีโรคประจำตัว ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครับ”

คำว่าไม่มีข้อมูลบิดาชัดเจนทำให้ริมฝีปากของคุณหญิงวราภรณ์เหยียดขึ้นเล็กน้อยอย่างดูแคลน “พื้นเพก็ไม่ชัด ฐานะก็ย่ำแย่ แล้วยังกล้าคบกับลูกชายฉัน”

ชายในชุดสูทไม่ตอบ เขารู้ดีว่าไม่ควรออกความเห็นเกินหน้าที่

คุณหญิงวราภรณ์หยิบรูปอีกใบขึ้นมา เป็นภาพคีรินยืนถือถาดอาหารอยู่ในร้านของมินตรา ภาพนั้นทำให้สีหน้าของเธอเย็นลงทันที “นี่คือสิ่งที่ลูกชายฉันทำอย่างนั้นหรือ”

“ครับ ภาพถ่ายเมื่อวานเย็น คุณคีรินอยู่ที่ร้านตั้งแต่ก่อนปิดร้านจนถึงค่ำครับ”

“เขาเสียเวลาไปกับเด็กคนนี้มากแค่ไหนแล้ว”

“จากการติดตามเบื้องต้น คุณคีรินไปพบเธอหลายครั้งต่อสัปดาห์ครับ บางวันหลังประชุม บางวันหลังเลิกเรียนจากหลักสูตรบริหารที่คุณท่านให้เข้าอบรม และมีการโทรศัพท์หากันบ่อยมาก”

คุณหญิงวราภรณ์ปิดแฟ้มลงช้า ๆ ความโกรธไม่ได้ระเบิดออกมาเป็นเสียงดัง แต่แผ่ซ่านอยู่ในแววตาอย่างน่ากลัว เธอไม่ได้โกรธเพียงเพราะคีรินมีคนรัก เธอรู้ว่าผู้ชายวัยอย่างลูกชายย่อมมีความสนใจต่อผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เธอยอมไม่ได้คือผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลย ไม่มีชาติตระกูล ไม่มีฐานะ ไม่มีเครือข่ายทางธุรกิจ ไม่มีอะไรที่จะส่งเสริมอนาคตของเขาได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผู้หญิงคนนั้นมีแต่ภาระ มีแม่ป่วย มีหนี้สิน มีชีวิตระดับล่างที่หากปล่อยให้เข้ามาเกี่ยวพันกับตระกูลวัฒนากร ก็จะกลายเป็นรอยด่างที่ลบไม่ออก

“คีรินรู้หรือเปล่าว่าคุณสืบเรื่องนี้” เธอถาม

“ไม่น่าทราบครับ ผมให้คนตามอย่างระมัดระวัง”

“ดี” คุณหญิงวราภรณ์กล่าวเสียงเรียบ “เรื่องนี้ห้ามรั่วออกไป ฉันไม่ต้องการให้ใครในแวดวงสังคมรู้ว่าลูกชายฉันลดตัวไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงแบบนั้น”

ชายในชุดสูทก้มศีรษะ “ครับคุณหญิง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป