บทที่ 4 บทที่ 4
เธอหยิบรูปมินตราขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าอ่อนหวานของเด็กสาวในภาพอย่างพิจารณา ถ้าเป็นผู้หญิงอื่นที่เข้าหาคีรินเพราะเงิน เธอคงจัดการได้ง่ายกว่านี้ อาจใช้เงินตัดปัญหา ใช้อำนาจกดดัน หรือทำให้คีรินเห็นความจริงด้วยตัวเอง แต่จากรายงาน มินตราไม่เคยขอเงินคีริน ไม่เคยเรียกร้องของแพง ไม่เคยพยายามเข้ามาในบ้านวัฒนากร และนั่นทำให้คุณหญิงวราภรณ์ไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม เพราะความไม่เรียกร้องเช่นนั้นอาจทำให้คีรินหลงคิดว่าเด็กคนนี้จริงใจ
“คนจนบางคนฉลาดนะ” คุณหญิงวราภรณ์พูดเบา ๆ “ไม่เรียกร้องอะไรตอนแรก เพื่อให้ผู้ชายตายใจ พอถึงเวลาค่อยใช้ความน่าสงสารผูกมัด”
ชายในชุดสูทยังคงเงียบ
“ผู้หญิงคนนี้มีจุดอ่อนอะไรบ้าง”
“แม่ครับ มาลีสุขภาพไม่ดี ต้องใช้เงินรักษาตัวค่อนข้างมาก อีกทั้งร้านอาหารรายได้ไม่แน่นอน หากมีเหตุฉุกเฉิน คงหาเงินก้อนลำบาก”
นิ้วเรียวของคุณหญิงวราภรณ์เคาะลงบนแฟ้มเบา ๆ “แม่ป่วย หนี้สิน รายได้ต่ำ น่าสนใจดี”
เธอลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปหยุดหน้ากระจกบานใหญ่ที่มองเห็นสวนด้านนอก ภาพสะท้อนในกระจกคือผู้หญิงที่ยังงดงามและสูงศักดิ์ แต่แววตากลับแข็งกระด้างจากความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นในชนชั้นของตนเอง เธอเลี้ยงคีรินมาอย่างดี ส่งเขาเรียนโรงเรียนดีที่สุด วางแผนให้เขาเรียนต่อต่างประเทศ เชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลธุรกิจใหญ่หลายตระกูล เพื่อให้เขาก้าวขึ้นมายืนในตำแหน่งที่เหมาะสมกับนามสกุลวัฒนากร เธอไม่มีทางยอมให้ทุกอย่างพังเพราะเด็กสาวที่เติบโตจากตลาดสด
“คีรินเป็นเด็กใจอ่อน” เธอพูดเหมือนบอกกับตัวเอง “เขาคิดว่าความรักสำคัญกว่าทุกอย่าง เพราะยังไม่เคยรู้ว่าชีวิตจริงต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”
เธอหันกลับมา “ฉันต้องการพบเด็กคนนั้น”
ชายในชุดสูทเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ให้ผมนัดให้เลยไหมครับ”
“ไม่ต้องเป็นทางการเกินไป เด็กแบบนั้นถ้าเห็นความหรูหรามากเกินไปอาจตกใจจนเล่นบทน่าสงสาร ฉันอยากให้เธอรู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงไหน และควรถอยออกไปก่อนที่จะถูกทำให้อับอายมากกว่านี้”
“ครับ”
“ให้คนติดต่อไป บอกว่าเป็นธุระเกี่ยวกับคีริน แต่ห้ามให้คีรินรู้เด็ดขาด”
“เข้าใจครับ”
คุณหญิงวราภรณ์เดินกลับมาที่โต๊ะ หยิบรูปคีรินกับมินตราขึ้นมาอีกใบ ภาพนั้นเป็นภาพที่ทั้งสองยืนอยู่หลังตลาด คีรินกำลังกุมมือมินตราไว้แน่น สายตาของเขาอ่อนโยนจนเธอไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่าลูกชายเพียงเล่นสนุก เธอรู้จักคีรินดี เขาไม่ใช่คนที่จะมองใครแบบนั้นง่าย ๆ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอต้องลงมือเร็วที่สุด ก่อนที่ความผูกพันจะลึกเกินตัดขาด
ช่วงเย็นวันเดียวกัน คีรินกลับเข้าบ้านด้วยสีหน้าผ่อนคลาย เขาเพิ่งแวะไปหามินตราก่อนกลับบ้าน และยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ติดอยู่บนริมฝีปาก คุณหญิงวราภรณ์นั่งรออยู่ในห้องรับประทานอาหาร เมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามา เธอก็ยิ้มอ่อนเหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
“วันนี้กลับช้านะคีริน”
คีรินชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ “มีธุระนิดหน่อยครับแม่”
“ธุระหรือไปหาคนบางคน”
รอยยิ้มของเขาจางลงทันที “แม่หมายถึงอะไรครับ”
คุณหญิงวราภรณ์ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ “แม่หมายถึงช่วงนี้ลูกดูไม่ค่อยมีเวลาให้บ้านเท่าไร เห็นออกไปข้างนอกบ่อย แม่แค่เป็นห่วง”
“ผมโตแล้วครับ แม่ไม่ต้องห่วงทุกเรื่องก็ได้”
“ลูกโตแล้วก็จริง แต่ลูกยังเป็นทายาทวัฒนากร ทุกอย่างที่ลูกทำ คนอื่นมองเสมอ”
คีรินสบตาแม่ เขารับรู้ได้ถึงนัยบางอย่างในคำพูดนั้น “ถ้าแม่มีอะไรจะพูด พูดตรง ๆ ก็ได้ครับ”
คุณหญิงวราภรณ์ยิ้มบาง “แม่แค่เตือน ลูกอยู่ในจุดที่ต้องเลือกคนข้างกายให้ดี คนบางคนอาจดูน่าสงสาร ดูจริงใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะจะเดินเคียงข้างลูก”
“แม่กำลังพูดถึงมินตราใช่ไหมครับ”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารทันที สาวใช้ที่กำลังจะยกอาหารเข้ามารีบถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ คุณหญิงวราภรณ์มองลูกชายด้วยสีหน้าสงบ “ถ้าแม่พูดถึงเธอ แล้วลูกจะทำไม”
คีรินกำมือแน่นเล็กน้อย “ผมรักเธอครับ”
คำตอบนั้นตรงและหนักแน่นจนแววตาของคุณหญิงวราภรณ์เย็นลง “รักหรือสงสาร”
“รักครับ”
“ลูกแน่ใจหรือว่าผู้หญิงคนนั้นรักลูก ไม่ใช่รักนามสกุลของลูก”
“มินไม่ใช่คนแบบนั้น”
“ลูกเพิ่งรู้จักเธอนานแค่ไหน ถึงมั่นใจขนาดนี้”
“นานพอจะรู้ว่าเธอดีกว่าคนที่ตัดสินคนอื่นจากฐานะครับ”
คำพูดนั้นเหมือนมีดคมกรีดผ่านศักดิ์ศรีของผู้เป็นแม่ แต่คุณหญิงวราภรณ์ยังไม่แสดงอาการ เธอเพียงวางแก้วน้ำลงอย่างช้า ๆ “คีริน ระวังคำพูดกับแม่”
คีรินหลุบตาลงเล็กน้อย เขารู้ว่าตนพูดแรง แต่ก็ไม่อยากให้แม่ดูถูกมินตรา “ผมขอโทษครับ แต่ผมขอร้อง อย่ายุ่งกับเธอ”
“แม่ยังไม่ได้ทำอะไร”
“แต่แม่กำลังคิดจะทำ”
ทั้งสองสบตากันนิ่ง ความรักของแม่กับลูกถูกคั่นกลางด้วยเงาของหญิงสาวที่คุณหญิงวราภรณ์ไม่ยอมรับ คีรินรู้จักแม่ดีพอจะรู้ว่าน้ำเสียงนิ่งสงบของเธออันตรายแค่ไหน เขาเริ่มไม่สบายใจ แต่ยังไม่รู้ว่าความกังวลนั้นมาช้าเกินไป
“ถ้าลูกแน่ใจในตัวเธอนัก ก็พาเธอมาพบแม่สิ” คุณหญิงวราภรณ์พูดด้วยรอยยิ้มเย็น “แม่อยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าผู้หญิงที่ทำให้ลูกชายแม่กล้าขึ้นเสียงกับแม่มีดีอะไร”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ”
“ทำไม กลัวแม่ดูถูกเธอ หรือกลัวว่าเธอจะรับมือกับโลกของลูกไม่ได้”
