บทที่ 7 บทที่ 7
ในหัวของเธอมีแต่คำพูดของคีรินเมื่อคืนก่อน เขาสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือเธอ และคำพูดของคุณหญิงวราภรณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่บอกว่าเงินสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้
ไม่นานนัก เลขาคนเดิมก็เดินเข้ามาในโถงโรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงวางซองเอกสารสีน้ำตาลหนาไว้บนเก้าอี้ข้างมินตรา
“คุณหญิงฝากมาค่ะ ท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ แต่เวลาของคนไข้มีไม่มาก”
จากนั้นเลขาก็เดินจากไป
มินตรานั่งนิ่งเหมือนคนไร้วิญญาณ เสียงเครื่องมือแพทย์ดังลอดออกมาจากห้องฉุกเฉิน เสียงฝีเท้าของพยาบาลวิ่งผ่านไปมา และเสียงร้องไห้ของญาติผู้ป่วยคนอื่นล้วนกลายเป็นเพียงเสียงพร่าเลือนในหูของเธอ
เบื้องหน้าคือประตูห้องผ่าตัดที่อาจพรากแม่ไปได้ทุกเมื่อ เบื้องข้างคือซองเงินที่สามารถช่วยชีวิตแม่ได้ แต่ต้องแลกด้วยการทำลายหัวใจของตัวเองและคนที่เธอรักที่สุด
มินตราค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะซองนั้นเพียงปลายนิ้ว ก่อนจะชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย
เธอก้มหน้าลง มองซองเงินตรงหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย รู้ดีว่าการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตของทุกคนไปตลอดกาล
กลิ่นยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลยังคงอบอวลไปทั่วทางเดิน มินตรานั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องผ่าตัด มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว ไฟสีแดงเหนือประตูยังสว่างอยู่ บ่งบอกว่าป้ามาลีกำลังอยู่ในห้องผ่าตัดที่มีเพียงทีมแพทย์เท่านั้นที่เข้าไปได้
บนเก้าอี้ข้างตัวเธอคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่คุณหญิงวราภรณ์ส่งมา ภายในมีเช็คจำนวนเงินมากพอจะชำระค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาล และหนี้สินทั้งหมดของครอบครัว เงินก้อนนั้นสามารถช่วยชีวิตแม่ของเธอได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นราคาที่ต้องจ่ายด้วยหัวใจของตัวเอง
มินตราหลับตาลงช้า ๆ ภาพรอยยิ้มของคีรินผุดขึ้นมาในความคิด เขาเคยกุมมือเธอไว้แน่นแล้วบอกว่าจะไม่มีวันปล่อย ไม่ว่าใครจะขัดขวาง แต่เธอกลับเป็นฝ่ายที่กำลังจะปล่อยมือเขาเสียเอง
หมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัดพร้อมถอดหน้ากากออก “ญาติคนไข้ครับ”
มินตรารีบลุกขึ้น “คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ”
“อาการยังทรงตัว แต่ต้องดำเนินการรักษาต่อเนื่องอีกหลายขั้นตอน ทางการเงินต้องจัดการให้เรียบร้อยนะครับ”
เธอพยักหน้ารับทั้งน้ำตา เมื่อหมอเดินจากไป ความลังเลทั้งหมดก็พังทลายลง มินตราค่อย ๆ หยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมากอดไว้แนบอก ก่อนร้องไห้เงียบ ๆ อยู่เพียงลำพัง
เย็นวันนั้น เธอเดินเข้าไปยังสำนักงานของโรงพยาบาล ยื่นเช็คที่อยู่ในซองให้เจ้าหน้าที่ด้วยมือที่สั่นเทา ทุกลายเซ็นที่เธอลงบนเอกสารเหมือนการเซ็นยอมรับชะตากรรมของตัวเองทีละฉบับ
หลังจากจัดการเรื่องค่ารักษาเสร็จ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เป็นหมายเลขของคุณหญิงวราภรณ์
“ฉันได้รับแจ้งจากเลขาว่าเธอรับข้อเสนอแล้ว”
มินตราเม้มริมฝีปาก “ค่ะ”
“ดี ต่อจากนี้ทำตามที่ตกลงไว้ เลิกติดต่อคีริน และทำให้เขาเชื่อว่าเธอเป็นฝ่ายหมดรักเอง”
หัวใจของมินตราราวกับถูกบีบรัด
“ฉันเข้าใจค่ะ”
“จำไว้นะ ถ้าเธอผิดสัญญา ข้อตกลงทั้งหมดถือเป็นโมฆะ”
ปลายสายตัดไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนนิ่งอยู่กลางโถงโรงพยาบาล น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
คืนนั้นเธอกลับไปเฝ้าป้ามาลีจนเกือบเช้า ขณะที่แม่หลับเพราะฤทธิ์ยา เธอนั่งมองใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นแม่แล้วกระซิบเบา ๆ
“แม่ต้องหายนะคะ ต่อให้หนูต้องเสียทุกอย่าง หนูก็ยอม”
รุ่งเช้า มินตราส่งข้อความหาคีรินเพียงสั้น ๆ
“เราเจอกันหน่อยได้ไหม มีเรื่องสำคัญจะคุย”
คำตอบกลับมาแทบจะทันที
“ได้ ผมจะไปรับ”
เธอรีบพิมพ์ตอบ
“ไม่ต้องมารับ เจอกันที่สวนสาธารณะเดิมหกโมงเย็น”
หลังส่งข้อความเสร็จ เธอปิดโทรศัพท์แล้วนั่งร้องไห้อยู่นาน เธอรู้ว่าการพบกันครั้งนี้จะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
เมื่อถึงเวลาเย็น ฟ้าถูกแต้มด้วยแสงสีส้มอ่อน ลมพัดผ่านต้นไม้ในสวนสาธารณะเบา ๆ คีรินมาถึงก่อนเวลา เขายืนถือกาแฟแก้วโปรดของมินตราไว้ในมือ พร้อมช่อดอกเดซี่สีขาวที่เธอเคยบอกว่าชอบ
ทันทีที่เห็นเธอเดินมา เขาก็ยิ้มกว้าง
“ผมนึกว่าคุณจะมาช้า”
มินตราฝืนยิ้มตอบ ทั้งที่หัวใจเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
คีรินยื่นกาแฟกับดอกไม้ให้ แต่เธอกลับไม่รับ
รอยยิ้มของเขาชะงักไปเล็กน้อย
“มิน เป็นอะไรหรือเปล่า”
เธอสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ
“เราคงต้องเลิกกัน”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้คีรินนิ่งสนิท รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที
“คุณพูดอะไร”
“ฉันบอกว่าเราเลิกกันเถอะ”
“เพราะอะไร”
“ฉันคิดดีแล้ว”
คีรินส่ายหน้า “ไม่จริง เมื่อสองวันก่อนเรายังคุยกันดี ๆ อยู่”
มินตราหลบสายตา “คนเราก็เปลี่ยนใจกันได้”
“แต่คุณไม่ใช่คนแบบนั้น”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ “มองหน้าผมแล้วตอบสิ เกิดอะไรขึ้น”
มินตราพยายามไม่มองเขา เธอกลัวว่าถ้าสบตาเพียงครั้งเดียว ความเข้มแข็งทั้งหมดจะพังลง
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“โกหก”
คำพูดหนักแน่นของคีรินทำให้เธอสะดุ้ง
“ผมรู้จักคุณดี คุณกำลังปิดบังอะไรอยู่”
มินตรากำมือแน่น “ฉันไม่ได้ปิดบัง”
“งั้นบอกเหตุผลมา”
เธอเงียบ
คีรินถอนหายใจแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเบา ๆ
“มิน มองหน้าผม”
ในที่สุดเธอก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่แดงช้ำจากการร้องไห้ทั้งคืน
“คุณร้องไห้”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“เกี่ยวสิ ถ้าคุณเจ็บ ผมก็เจ็บ”
ประโยคนั้นทำให้มินตราแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ เธออยากโผเข้ากอดเขา อยากบอกความจริงทุกอย่าง แต่ภาพของป้ามาลีที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้กลับผุดขึ้นมา เธอผลักมือเขาออกช้า ๆ
“ฉันมีคนใหม่แล้ว”
คีรินหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่เชื่อ
