บทที่ 8 บทที่ 8
“โกหกได้ไม่เก่งเลย”
“ฉันพูดจริง”
“ใคร”
“ไม่จำเป็นต้องบอก”
“งั้นพาผมไปเจอ”
“ไม่”
“เพราะไม่มีจริงใช่ไหม”
มินตราเม้มปากแน่น
คีรินยื่นมือมาจับมือเธออีกครั้ง “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราผ่านมันไปด้วยกันได้ คุณเคยบอกว่าจะไม่ปิดบังกัน จำได้ไหม”
น้ำตาไหลลงมาช้า ๆ
“ปล่อยฉันเถอะ”
“ไม่ปล่อย”
“คีริน”
“ผมไม่เชื่อว่าคุณหมดรักผม”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดหัวใจ มินตราอยากตะโกนออกไปว่าเธอรักเขา รักมากจนยอมเสียเขาเพื่อช่วยชีวิตแม่ แต่เธอทำไม่ได้ เธอค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา
“คนใหม่ของฉันมีฐานะดี ดูแลฉันได้ และพร้อมแต่งงานกับฉัน”
“มิน”
“ฉันเลือกเขา”
“ผมไม่เชื่อ”
“คุณต้องเชื่อ”
คีรินมองเธอนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน
“ถ้าเป็นเรื่องเงิน ผมให้คุณได้ ถ้าเป็นเรื่องแม่คุณ ผมช่วยได้ ถ้าเป็นปัญหาอะไรก็พูดกับผม”
คำพูดนั้นแทบทำให้มินตราใจอ่อน แต่เธอนึกถึงเงื่อนไขของคุณหญิงวราภรณ์ ถ้าคีรินรู้เรื่อง ทุกอย่างอาจสูญเปล่า
“ไม่เกี่ยวกับเงิน”
“งั้นเกี่ยวกับอะไร”
“เกี่ยวกับความรู้สึก”
“คุณบอกว่ารักผม”
“ตอนนั้น”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
มินตราหลับตาแน่น สูดลมหายใจลึกเหมือนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดในชีวิต ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ตอนนี้ฉันไม่ได้รักคุณแล้ว”
คีรินถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณโกหก”
“ฉันไม่ได้โกหก”
“งั้นมองตาผมแล้วพูดอีกครั้ง”
เธอสบตาเขา ทั้งหัวใจแตกสลายอยู่ภายใน แต่กลับต้องฝืนทำเป็นเย็นชา เสียงของเธอสั่นจนแทบขาดห้วง
“ฉันไม่เคยรักคุณเลย”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกไป มินตรารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า เธอมองเห็นแววตาของคีรินที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความผิดหวัง และความไม่เข้าใจ ขณะที่ตัวเธอเองก็แทบยืนไม่อยู่ แต่ยังต้องกัดฟันกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
เธอหันหลังให้ชายที่รักที่สุดในชีวิต เดินจากไปทั้งน้ำตา โดยไม่กล้าหันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว เพราะกลัวว่าหากได้เห็นเขาอีกเพียงเสี้ยววินาที เธอจะวิ่งกลับไปกอดเขาและบอกความจริงทั้งหมด
เบื้องหลัง ร่างสูงของคีรินยังคงยืนนิ่งอยู่กลางสวน มือที่เคยถือดอกเดซี่สีขาวค่อย ๆ คลายออก ช่อดอกไม้ร่วงหล่นลงบนพื้นหญ้าอย่างไร้ค่า เช่นเดียวกับหัวใจของเขาที่กำลังแตกสลายในค่ำคืนนั้น
ช่อดอกเดซี่สีขาวยังคงนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหญ้าของสวนสาธารณะ กลีบดอกบางส่วนหลุดออกจากก้านเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่ แต่คนที่เจ็บปวดยิ่งกว่าดอกไม้เหล่านั้นคือคีริน เขายืนอยู่ตรงจุดเดิมราวกับถูกตรึงไว้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากหญิงสาวที่เขารัก
“ฉันไม่เคยรักคุณเลย”
ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขา แม้เวลาจะผ่านไปหลายนาทีแล้วก็ตาม ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ดวงตาแดงก่ำจากการพยายามกลั้นความรู้สึก เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงที่เคยจับมือเขาและสัญญาว่าจะเดินไปด้วยกันจะสามารถพูดประโยคนั้นออกมาได้
คีรินก้มลงเก็บช่อดอกไม้ที่ตกอยู่บนพื้นอย่างเชื่องช้า นิ้วมือกำก้านดอกแน่นจนกลีบขาวบางยับยู่ยี่ เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ไม่เคยรักงั้นเหรอ”
เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหันหลังเดินไปที่รถ ความมืดของค่ำคืนปกคลุมถนน ขณะที่ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่าไม่ต่างกัน
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์วัฒนากร คุณหญิงวราภรณ์ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นราวกับกำลังรอเขาอยู่ เธอสังเกตเห็นสีหน้าซีดเซียวของลูกชายและช่อดอกไม้ที่ถูกกำจนเสียรูป แต่ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจแม้แต่น้อย
“กลับมาแล้วหรือ”
คีรินไม่ตอบ เขาเดินผ่านผู้เป็นแม่ตรงไปยังบันได
“คุยกับผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วสินะ”
ร่างสูงหยุดเดินทันที
“แม่รู้”
คุณหญิงวราภรณ์ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “แม่ไม่ได้ตาบอด”
คีรินหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและผิดหวัง
“แม่เคยเจอเธอหรือเปล่า”
“เคย”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้เขาขมวดคิ้ว
“แม่พูดอะไรกับมิน”
“แม่เพียงเตือนให้เธอมองความเป็นจริง”
“แล้วแม่ทำอะไรอีก”
คุณหญิงวราภรณ์วางถ้วยลง “คีริน ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งรักลูกจริง เธอจะไม่ทิ้งลูกไปง่าย ๆ”
เขานิ่งไป
“แต่เธอเลือกเดินจากลูกไปเอง”
คีรินกำช่อดอกไม้แน่นขึ้น
“เธอบอกว่ามีคนใหม่”
“ก็เห็นชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“ผมไม่เชื่อ”
“เพราะลูกกำลังหลอกตัวเอง”
คำพูดนั้นเหมือนเติมเชื้อไฟให้ความเจ็บปวดในใจของเขา คีรินพยายามทบทวนทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขานึกถึงวันที่มินตราไม่ยอมรับกาแฟที่เขาซื้อให้ วันที่เธอดึงมือออกจากมือของเขา และวันที่เธอบอกว่ามีผู้ชายอีกคนพร้อมดูแลเธอ
ยิ่งคิด ความสงสัยก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ
หรือทั้งหมดจะเป็นเรื่องจริง
หรือที่ผ่านมามินตราเพียงแสร้งรักเขา
คุณหญิงวราภรณ์มองเห็นแววตาของลูกชายเปลี่ยนไป เธอจึงพูดต่ออย่างใจเย็น
“แม่ให้คนตรวจสอบมาบ้าง ผู้หญิงคนนั้นมีภาระมากมาย บ้านยากจน แม่ป่วย ต้องใช้เงิน ถ้ามีคนเสนออนาคตที่ดีกว่าให้ เธอจะเลือกอะไรก็คงไม่แปลก”
คำพูดเหล่านั้นค่อย ๆ ซึมเข้าสู่หัวใจของคีรินอย่างช้า ๆ
เขานึกถึงประโยคที่มินตราเคยพูดว่าเงินเปลี่ยนชีวิตคนไม่ได้ แต่สุดท้ายเธอกลับเลือกคนอื่น
เขาโยนช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะอย่างแรงจนกลีบกระจายเต็มพื้น
“ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว”
จากนั้นเขาก็เดินขึ้นห้องโดยไม่หันกลับมา
