บทที่ 10 10

ชายหนุ่มชะงักไปเมื่อตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองเผลอหลงใหลและอ่อนโยนกับผู้หญิงคนนี้มากเพียงใด ความตื่นตระหนกที่กลัวว่าตัวเองจะตกหลุมพรางมารยาของปาณิสรา ทำให้วรินธรรีบผละกายลุกออกจากเรือนร่างบางทันทีราวกับต้องของร้อน

เขาก้าวลงจากเตียงไปคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีกรมท่ามาสวมทับลวกๆ ผูกสายคาดเอวด้วยใบหน้าที่กลับไปเรียบตึงและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งดังเดิม

วรินธรเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานมุมห้อง หยิบสมุดเช็คส่วนตัวและปากกาหมึกซึมด้ามทองคำออกมา มือหนาที่จับด้ามปากกาสั่นเล็กน้อยขณะที่สมองพยายามสั่งการให้ตัวเองทำในสิ่งที่โหดร้ายที่สุด เพื่อขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าผู้หญิงบนเตียงเป็นเพียงลูกหนี้ที่เขาซื้อตัวมาด้วยเงินเท่านั้น ชายหนุ่มตวัดปลายปากกาเขียนตัวเลขและลายเซ็นลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฉีกกระดาษแผ่นนั้นติดมือแล้วเดินกลับมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง

เขาทอดสายตามองปาณิสราที่กำลังพยายามดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมเรือนร่างเปลือยเปล่าของตัวเองด้วยมือที่สั่นเทา แล้วสะบัดมือโยนเช็คเงินสดแผ่นนั้นให้ปลิวร่วงลงไปตกอยู่บนใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของเธอ

“ห้าแสนบาท... ค่าตัวและค่าพรหมจรรย์ของเธอสำหรับคืนนี้”

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความหยามเหยียดจนปาณิสรารู้สึกเหมือนถูกเขาง้างมือตบหน้าซ้ำอีกครั้ง

“ถึงลีลาของคนไม่เคยจะดูแข็งทื่อและไม่ประสีประสาไปหน่อย แต่ก็ถือว่าพอใช้แก้ขัดและระบายอารมณ์ได้สมราคาดี คืนต่อๆ ไปฉันจะตีราคาและจ่ายให้เธอเป็นรายครั้งก็แล้วกัน เธอจะได้รวบรวมเศษเงินพวกนี้เอาไปหักลบกลบหนี้สามร้อยล้านของครอบครัวจอมลวงโลกของเธอให้มันจบๆ ไป!”

ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากซึ่งเพิ่งมอบจุมพิตเร่าร้อนให้เธอเมื่อครู่ กรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจของปาณิสราจนเลือดไหลซิบ หญิงสาวขบกรามเข้าหากันแน่นจนปวดร้าวไปถึงขมับ เธอฝืนความระบมบริเวณกลางกาย ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งหยิบเช็คเงินสดแผ่นนั้นออกจากการบดบังใบหน้า ดวงตากลมโตสีนิลที่แดงก่ำตวัดขึ้นจ้องประสานกับนัยน์ตาของวรินธรด้วยความเคียดแค้นและขยะแขยงอย่างถึงที่สุด

“เก็บเศษเงินโสโครกของเฮียกลับไปเถอะค่ะ!” ปาณิสราตอกกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยวบาดลึก “เพราะสิ่งที่เสียไปเมื่อกี้ ปานถือว่าปานทำทานให้สุนัขข้างถนนที่มันกำลังหน้ามืดหิวโซ จนควบคุมสัญชาตญาณดิบของตัวเองไม่ได้ก็แล้วกันค่ะ!”

“ปาณิสรา!!”

วรินธรตวาดก้องกังวานไปทั่วเพนต์เฮาส์ เลือดในกายสูบฉีดพล่านด้วยความโกรธจัดเมื่อถูกผู้หญิงตรงหน้าเปรียบเทียบว่าเป็นสุนัขข้างถนน ชายหนุ่มก้าวพรวดเดียวเข้าประชิดขอบเตียง เอื้อมมือหนาออกไปหมายจะกระชากไหล่ของเธอเข้ามาสั่งสอนให้หลาบจำอีกสักยก

ปาณิสราสะดุ้งตกใจและรีบเบี่ยงตัวหลบไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว

ทว่าในจังหวะที่เธอเอี้ยวตัวบิดหนีฝ่ามือของเขานั้นเอง ผ้าห่มแพรผืนหนาที่เธอใช้มือเพียงข้างเดียวรั้งคลุมทรวงอกเอาไว้ก็เกิดเลื่อนหลุดร่วงลงมากองอยู่ที่เอวคอด และเส้นผมยาวสลวยที่เคยปรกคลุมลาดไหล่ก็สะบัดเปิดออกภายใต้แสงไฟโคมระย้าข้างหัวเตียงที่ส่องตกกระทบลงมาอย่างพอดิบพอดี!

ผิวกายช่วงบนที่เปลือยเปล่าและขาวเนียนละเอียดปรากฏชัดเจนแก่สายตาของวรินธร

และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฝ่ามือหนาของวรินธรที่กำลังจะคว้าต้นแขนของเธอก็หยุดชะงักค้างกลางอากาศ

ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มลุ่มลึกเบิกกว้างขึ้นจนสุด ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึกและขาดห้วงไปราวกับถูกใครใช้ค้อนปอนด์เหล็กขนาดมหึมาทุบลงมาตรงกลางศีรษะอย่างจัง เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับร่องรอยบางอย่างที่ประทับอยู่บนหัวไหล่ด้านซ้ายของปาณิสรา

รอยแผลเป็นนูนสีชมพูซีดรูปเสี้ยวพระจันทร์ขนาดเท่าฝ่ามือเด็ก... รอยแผลเป็นจากเนื้อเยื่อที่เคยถูกเปลวไฟเผาไหม้จนเสียโฉม!

รูปร่างของแผลเป็น ตำแหน่งที่ตั้งตรงรอยต่อระหว่างลาดไหล่ซ้ายกับแผ่นหลังด้านบน และลักษณะขอบแผลที่โค้งงอเป็นเสี้ยวพระจันทร์... มันคือภาพเดียวกันกับบาดแผลของเด็กผู้หญิงคนนั้นในความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนของเขาไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!

ภาพเหตุการณ์ในกองเพลิงที่บ้านพักตากอากาศเมื่อสิบห้าปีก่อนฉายซ้ำขึ้นมาในสมองของวรินธรราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกรอย้อนกลับ เสียงคานไม้ที่ลุกเป็นไฟพังถล่มลงมา เสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงที่พุ่งตัวเข้ามาผลักเขาหลบแล้วใช้ไหล่ซ้ายของตัวเองรับท่อนไม้ติดไฟนั้นไว้แทนเขา และรอยแผลไหม้รูปเสี้ยวพระจันทร์ที่เขาเห็นก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนของหน่วยกู้ภัย!

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สาวิกาอ้างว่าตัวเองคือเด็กคนนั้น และเมื่อเขาขอดูรอยแผลเป็นที่ไหล่ซ้าย สาวิกาก็บอกเขาว่าคุณแม่กานดาพาไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็นออกจนผิวกลับมาเนียนเรียบไร้ร่องรอยตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว ซึ่งเขาก็ปักใจเชื่อคำพูดของสาวิกามาโดยตลอด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป