บทที่ 2 2
ถ้อยคำเชือดเฉือนที่กรีดลึกลงกลางใจทำให้ปาณิสราต้องขบเม้มริมฝีปากล่างจนรู้สึกถึงรสเค็มปร่าของเลือดจางๆ หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่หยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นมาบริเวณขอบตา เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันปล่อยให้น้ำตาไหลร่วงลงมาประจานความอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้เป็นอันขาด
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธออีกแล้วว่างานวิวาห์ที่แสนหรูหราในค่ำคืนนี้แลกมาด้วยอะไร
เมื่อสามสัปดาห์ก่อน บริษัท ทรงพลการเคหะ จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ของคุณทรงพล รัตนเดชากุล ผู้เป็นบิดาเกิดวิกฤตขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เงินทุนหมุนเวียนและเงินมัดจำโครงการร่วมทุนกว่าสามร้อยล้านบาทถูกโอนย้ายออกไปอย่างเป็นปริศนา เจ้าหนี้และธนาคารพาณิชย์ต่างดาหน้ากันเข้ามาฟ้องร้องยึดทรัพย์ คุณทรงพลที่ทุ่มเทสร้างบริษัทมาทั้งชีวิตเกิดอาการช็อกเมื่อเห็นเอกสารการถูกหักหลังจากคนใกล้ตัว จนเส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน ล้มพับคาห้องทำงานและกลายเป็นผู้ป่วยวิกฤตที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูตั้งแต่วันนั้น
แม้ปาณิสราจะยอมนำเครื่องเพชรและมรดกส่วนตัวในกรุงเทพฯ ที่คุณหญิงพิมลวรรณผู้เป็นมารดาทิ้งไว้ให้ไปขายจนหมดเกลี้ยงเพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่ามัดจำห้องไอซียูยื้อชีวิตบิดา แต่ในวันที่มืดมนไร้หนทาง คฤหาสน์ประจำตระกูลกำลังจะถูกขายทอดตลาดและค่ารักษาผ่าตัดสมองของคุณพ่อพุ่งสูงขึ้นทุกวัน ทนายความประจำตระกูลอัศวเหมสกุลก็ได้นำเอกสารพินัยกรรมและสัญญาความช่วยเหลือเก่าแก่ของท่านเจ้าสัววรเดช ผู้เป็นปู่ของวรินธร มาเปิดเผย
ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน คุณปู่ของปาณิสราเคยสละทรัพย์สินช่วยเหลือเจ้าสัววรเดชให้รอดพ้นจากการล้มละลาย เจ้าสัววรเดชผู้ยึดมั่นในความกตัญญูจึงได้ทำสัญญาผูกพันไว้ในพินัยกรรมว่า หากวันใดตระกูลของทรงพลประสบวิกฤตทางการเงิน กองทุนกลางของวรินทร์ กรุ๊ป จะเข้าชำระหนี้สินและอุ้มชูกิจการทั้งหมดทันที โดยมีเงื่อนไขสำคัญเพียงข้อเดียวที่ระบุไว้อย่างชัดเจนและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือวรินธรจะต้องจดทะเบียนสมรสกับทายาทหญิงคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวงตามกฎหมายของทรงพล เพื่อหลอมรวมสองตระกูลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
และทายาทหญิงคนโตจากสายเลือดหลักคนนั้นก็มีเพียงปาณิสราแต่เพียงผู้เดียว
วรินธรไม่อาจขัดคำสั่งในพินัยกรรมของคุณปู่ผู้ล่วงลับได้ เพราะหากเขาปฏิเสธ อำนาจการบริหารกองทุนกลางและหุ้นส่วนสำคัญของวรินทร์ กรุ๊ป จะถูกระงับทันที ชายหนุ่มจึงจำต้องยอมเข้าพิธีวิวาห์และเซ็นเช็คชำระหนี้สินกว่าสามร้อยล้านบาทให้ครอบครัวของเธอ ทั้งที่ในหัวใจของเขามีผู้หญิงอีกคนครอบครองอยู่ก่อนแล้ว
ผู้หญิงคนนั้นคือสาวิกา น้องสาวต่างมารดาวัยยี่สิบสองปี ผู้เป็นลูกสาวของกานดา ภรรยารองที่เข้ามาอยู่ในบ้านตั้งแต่ช่วงที่มารดาแท้ๆ ของปาณิสราล้มป่วยหนักด้วยโรคหัวใจจนกระทั่งเสียชีวิตไปเมื่อสิบสองปีก่อน
ความขมขื่นแล่นพล่านไปทั่วทรวงอกของปาณิสราเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ ผู้ชายที่ยืนเคียงข้างเธอในฐานะเจ้าบ่าว เคยเป็นดั่งพี่ชายที่แสนอบอุ่นและเป็นรักแรกในวัยเยาว์ที่เธอเฝ้าเก็บซ่อนไว้ในหัวใจมานานถึงสิบห้าปี แต่ในวันนี้ เขากลับกลายเป็นซาตานร้ายที่ชิงชังเธอเข้ากระดูกดำ เพราะเขาปักใจเชื่อว่าเธอฉวยโอกาสใช้ความวิบัติของครอบครัวและเงื่อนไขเรื่องสายเลือดหลักในพินัยกรรม มาบีบบังคับแย่งชิงตำแหน่งภรรยาไปจากสาวิกา
และสิ่งที่ทำให้ปาณิสราเจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ ก็คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้วรินธรรักและทะนุถนอมสาวิการาวกับแก้วตาดวงใจ
เมื่อสิบห้าปีก่อน ในคืนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักตากอากาศกลางหุบเขา วรินธรในวัยสิบห้าปีติดอยู่ในห้องเก็บของที่ถูกเปลวไฟโหมกระหน่ำและควันพิษปกคลุมจนเกือบหมดสติ เด็กหญิงวัยเก้าขวบคนหนึ่งได้เสี่ยงชีวิตมุดผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปดึงตัวเขาออกมา และในวินาทีที่คานไม้ติดไฟด้านบนพังถล่มลงมา เด็กหญิงคนนั้นได้พุ่งเอาตัวเองเข้าขวางจนท่อนไม้ที่ลุกเป็นไฟหล่นทับหัวไหล่ด้านซ้ายของเธออย่างจัง จนเกิดเป็นแผลไฟไหม้ฉกรรจ์รูปเสี้ยวพระจันทร์
ปาณิสราในวัยเก้าขวบต้องนอนรักษาตัวด้วยพิษไข้และการติดเชื้ออยู่ในห้องปลอดเชื้อนานนับเดือน ในขณะที่วรินธรฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลอีกแห่งและพบกับสาวิกาที่กานดาส่งไปเฝ้าไข้แทน เด็กหญิงสาวิกาวัยเจ็ดขวบในตอนนั้นสวมรอยบอกวรินธรตามคำสอนของผู้เป็นแม่ว่าตัวเองคือคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ และเมื่อเติบโตขึ้น สาวิกาก็อ้างกับวรินธรว่ารอยแผลเป็นจากไฟไหม้ที่ไหล่ซ้ายของเธอได้จางหายไปจนหมดสิ้นด้วยการทำศัลยกรรมเลเซอร์ราคาแพง
ปาณิสราเคยพยายามจะบอกความจริงเรื่องนี้กับเขาเมื่อหลายปีก่อน แต่กานดาและสาวิกากลับชิงร้องไห้สร้างเรื่องว่าปาณิสราอิจฉาน้องสาวจนกุเรื่องโกหกขึ้นมาเรียกร้องความสนใจ ตั้งแต่วันนั้น สายตาที่เฮียธรเคยมองเธอด้วยความเอ็นดูก็แปรเปลี่ยนเป็นความห่างเหินและดูแคลน จนเมื่อมาถึงวันนี้ที่เขาตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าเงินไร้ศักดิ์ศรี ปาณิสราจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบสนิท
หากความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณคือสิ่งเดียวที่เขายึดถือ เธอก็ไม่ต้องการใช้แผลเป็นบนไหล่ซ้ายมาเรียกร้องความสงสารหรือเศษเสี้ยวความเมตตาจากผู้ชายที่หูหนวกตาบอดคนนี้อีกต่อไป
“เลิกทำหน้าตาอมทุกข์เรียกร้องความสนใจได้แล้ว แขกโต๊ะวีไอพีเดินมาทางโน้นแล้ว ทำหน้าที่สินค้าขัดดอกของเธอให้มันคุ้มกับเม็ดเงินสามร้อยล้านที่ฉันต้องเสียไปหน่อย”
วรินธรสะบัดเสียงเข้มสั่งการ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอย่างมืออาชีพแล้วหันไปทักทายกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เดินเข้ามาแสดงความยินดี ปาณิสราลอบผ่อนลมหายใจยาว ข่มความเจ็บปวดทั้งหมดลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ แล้วสวมหน้ากากเจ้าสาวผู้แสนโชคดีต่อไป
