บทที่ 4 4
ปาณิสรามองรอยยิ้มเสแสร้งของภีมวัจน์ด้วยความรู้สึกขยะแขยงไม่แพ้ตอนมองกานดา เธอจำได้ดีว่าก่อนคุณพ่อจะล้มฟุบไปในห้องทำงาน แฟ้มโครงการสุดท้ายที่วางอยู่บนโต๊ะคือโครงการร่วมทุนกับบริษัทของภีมวัจน์
แต่ยังไม่ทันที่ปาณิสราจะได้เอ่ยตอบ ร่างสูงใหญ่ของวรินธรก็ขยับก้าวเข้ามาบดบังเรือนร่างของภรรยาไว้จากสายตาแทะโลมของภีมวัจน์โดยอัตโนมัติ มือหนาที่โอบเอวคอดของปาณิสราอยู่กระชับเข้าหาตัวจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขา
“ไม่รบกวนคุณภีมวัจน์หรอกครับ” วรินธรเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มลุ่มลึกจ้องประสานกับภีมวัจน์อย่างรู้ทัน “ตอนนี้ปาณิสราเป็นภรรยาตามกฎหมายของผม และหนี้สินทุกบาททุกสตางค์ของตระกูลรัตนเดชากุลก็อยู่ในความดูแลของวรินทร์ กรุ๊ป เรียบร้อยแล้ว เรื่องของเมียผม ผมจัดการเองได้ คนนอกไม่ต้องยุ่ง”
คำว่าเมียผมที่หลุดออกมาจากปากของวรินธรทำให้ภีมวัจน์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วขอตัวเดินผละออกไป ปาณิสราเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีด้วยความแปลกใจระคนสับสน แต่เมื่อวรินธรก้มลงมาสบตาเธอ เขากลับแค่นเสียงดุใส่เบาๆ
“มองอะไร อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ฉันแค่ไม่ชอบให้หมาตัวไหนมามองของที่ฉันซื้อมาด้วยเงินสามร้อยล้านด้วยสายตาน่ารังเกียจแบบนั้นตราบใดที่เธอยังใช้หนี้ฉันไม่หมด”
ปาณิสราเม้มริมฝีปากเข้าหากัน พิธีการบนเวทีตั้งแต่การตัดเค้กมงคลไปจนถึงการรินแชมเปญผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าและทรมานราวกับยืนอยู่บนเตาหลอมเหล็ก ทุกครั้งที่พิธีกรและแขกเหรื่อด้านล่างส่งเสียงเชียร์ให้เจ้าบ่าวจูบเจ้าสาว วรินธรก็จะโน้มใบหน้าลงมาแตะริมฝีปากที่เย็นชืดลงบนหน้าผากของเธอเพียงเสี้ยววินาที พร้อมกับกระซิบถ้อยคำข่มขู่ข้างใบหูว่าคืนนี้เธอจะต้องชดใช้ความเจ็บปวดแทนทุกหยดน้ำตาของสาวิกา
...
เวลาล่วงเลยมาถึงห้าทุ่มครึ่ง ณ เพนต์เฮาส์สุดหรูชั้นบนสุดของโรงแรมในเครือวรินทร์ กรุ๊ป
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีส่งตัวเข้าหอที่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวเข้ามาอวยพรและโปรยข้าวตอกดอกไม้ลงบนเตียงคิงไซส์ บานประตูไม้สักสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกวรินธรผลักเปิดให้คณะผู้ใหญ่เดินทางกลับออกไป และทันทีที่คนสุดท้ายก้าวพ้นธรณีประตู ชายหนุ่มก็เหวี่ยงบานประตูปิดลงจนเกิดเสียงปังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องโถง
บรรยากาศภายในห้องสวีทขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสดและแสงเทียนหอมโรแมนติก พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
วรินธรกระชากหูกระต่ายสีดำออกจากคอเสื้อแล้วเขวี้ยงทิ้งลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี นิ้วมือเรียวยาวปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านบนออกสองเม็ดเพื่อระบายความอึดอัด คราบสุภาพบุรุษนักธุรกิจผู้แสนอบอุ่นต่อหน้าผู้ใหญ่เมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เขาก้าวเดินเตะกลีบกุหลาบที่พนักงานจัดเรียงไว้เป็นรูปหัวใจบนพื้นพรมเปอร์เซียจนกระจุยกระจาย ก่อนจะหมุนตัวหันมามองเจ้าสาวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้องด้วยสายตารังเกียจ
“ละครฉากใหญ่จบลงแล้ว ถอดชุดบ้าๆ นั่นออกสักทีปาณิสรา ฉันเห็นแล้วรำคาญลูกตา” เขาออกคำสั่งเสียงห้วน
ปาณิสราค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตากลมโตที่เคยสั่นไหวเมื่ออยู่ในงานเลี้ยง บัดนี้กลับทอประกายกล้าแกร่งสู้ตาย เมื่อไม่มีแขกเหรื่อและไม่มีผลประโยชน์เรื่องค่ารักษาพยาบาลของคุณพ่อมาค้ำคอให้อดทนปั้นหน้าอีกต่อไป เธอก็ไม่จำเป็นต้องยอมก้มหัวให้เขาเหยียบย่ำอยู่ฝ่ายเดียว
“รำคาญลูกตา หรือว่าทนดูไม่ได้คะที่คนที่ได้สวมชุดเจ้าสาวสีขาวในคืนนี้คือปาน ไม่ใช่น้องส้มผู้แสนดีของเฮียธร”
ประโยคแทงใจดำทำเอาวรินธรชะงักกึก กรามแกร่งบดเข้าหากันจนขึ้นเป็นสันนูน ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความรวดเร็วราวกับเสือร้ายที่กำลังพุ่งเข้าตะครุบเหยื่อ มือหนาทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของหญิงสาวแล้วออกแรงบีบจนปาณิสรานิ่วหน้าด้วยความร้าวระบม
“อย่ามาปากดีเอ่ยชื่อสาวิด้วยน้ำเสียงสกปรกแบบนั้นให้ฉันได้ยินนะปาณิสรา!” เขาตวาดลั่นห้อง ดวงตาสีเข้มลุกโชนไปด้วยเพลิงพิโรธ “ผู้หญิงจิตใจคับแคบและเห็นแก่ตัวแบบเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดถึงน้องสาวตัวเองด้วยซ้ำ สาวิเป็นคนดี มีแต่ความจริงใจและเคยช่วยชีวิตฉันไว้จากกองไฟ ไม่ได้ร้ายกาจและหน้าด้านฉวยโอกาสใช้พินัยกรรมคุณปู่มาบีบบังคับฉันเหมือนที่เธอทำ!”
“คนดีอย่างนั้นเหรอคะ” ปาณิสราแค่นหัวเราะออกมาทั้งที่รู้สึกปวดร้าวไปทั่วท่อนแขนข้างซ้ายที่ถูกมือหนาของเขาบีบกดทับลงบนรอยแผลเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ใต้ร่มผ้าพอดี ความเจ็บแปลบที่แล่นปราดจากหัวไหล่ซ้ายเข้าสู่ขั้วหัวใจทำให้เธอยิ่งเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย “คนดีที่ไหนเขาจะเดินมาบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารจากสามีของพี่สาวตัวเองกลางงานแต่งงานกันล่ะคะ อ้อ... ปานลืมไปค่ะ ว่าเฮียธรเองก็คงเต็มใจจะให้เธอยื้อแย่งอยู่แล้วเหมือนกัน”
“ปาณิสรา!!”
