บทที่ 6 6
ปาณิสราหวีดร้องสุดเสียงเมื่อชุดเจ้าสาวสีขาวถูกฉีกทึ้งจนขาดหลุดร่วงลงไปกองแทบเท้า เหลือเพียงชุดชั้นในลูกไม้สีขาวบางเบาที่ปกปิดเรือนร่างอรชรขาวผ่องราวกับน้ำนม หญิงสาวรีบยกสองแขนขึ้นโอบกอดทรวงอกของตัวเองเอาไว้ด้วยความอับอายและหวาดหวั่น ขณะที่หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศอดสูไหลร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้ม
วรินธรเตะเศษซากชุดเจ้าสาวอันเป็นมรดกแทนใจมารดาของเธอให้พ้นทาง ก่อนจะใช้รองเท้าหนังขัดเงาราคาแพงเหยียบย่ำลงไปบนผ้าลูกไม้สีขาวนั้นอย่างไม่แยแส
เขาก้าวเข้าไปบีบไหล่บางของปาณิสราไว้แล้วโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนปลายจมูกโด่งเป็นสันแทบจะชิดกับปลายจมูกของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มที่เปื้อนหยาดน้ำตา ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเอ่ยคำพิพากษาลงทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของปาณิสรา
“จำใส่สมองของเธอเอาไว้นะปาณิสรา ว่านับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านของฉัน เธอไม่ได้เป็นคุณผู้หญิง ไม่ได้เป็นภรรยา และไม่มีสิทธิ์พูดคำว่าศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น เธอเป็นได้แค่นางทาสขัดดอกของฉัน เป็นแค่ที่ระบายอารมณ์และความแค้น จนกว่าฉันจะทวงคืนความยุติธรรมและทุกสิ่งทุกอย่างจากครอบครัวของเธอจนหมดสิ้น!”
ดวงตาคู่คมตวัดมองเรือนร่างสั่นเทิ้มของเธอด้วยความสะใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วรินธรจะสะบัดมือปล่อยเธอแล้วหมุนตัวหันหลัง ก้าวเดินตึงตังมุ่งหน้าไปยังบานประตูห้องหอ ทิ้งให้ปาณิสรายืนกอดตัวเองสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาวและซากปรักหักพังของชุดวิวาห์ ที่ไม่ต่างอะไรจากหัวใจของเธอซึ่งถูกผู้ชายที่เธอรักที่สุดฉีกกระชากจนแหลกลาญไม่เหลือชิ้นดี
ความเงียบงันภายในห้องเพนต์เฮาส์หรูระฟ้าโรยตัวลงมาปกคลุมทุกตารางนิ้วหลังจากสิ้นเสียงคำประกาศิตของเจ้าบ่าว มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงหอบหายใจรวยรินของหญิงสาวผู้เพิ่งถูกฉีกกระชากชุดวิวาห์ออกจากเรือนร่าง
ปาณิสรายืนตัวสั่นเทิ้มอยู่กลางห้องโถงที่ปูด้วยพรมเปอร์เซียผืนหนา สองแขนเรียวเสลายกขึ้นโอบกอดทรวงอกที่เหลือเพียงบราเซียลูกไม้สีขาวบางเบาเอาไว้เพื่อปกปิดความอับอาย ผิวเนื้อขาวผ่องราวกับน้ำนมต้องลมเย็นจัดจนขึ้นตุ่มหนาวสะท้าน หยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่เธอพยายามกลั้นไว้สุดความสามารถไหลรินลงมาอาบสองแก้มเนียนอย่างเงียบเชียบ
สิ่งแรกที่ปาณิสราทำเมื่อตั้งสติได้ ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่คือการรีบขยับฝ่ามือข้างขวาขึ้นไปกอบกุมหัวไหล่ด้านซ้ายของตนเองเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
ภายใต้แสงเทียนหอมที่จุดไว้เพียงสลัวรางบริเวณมุมห้อง หญิงสาวก้มลงมองเศษซากชุดเจ้าสาวแขนยาวลูกไม้ฝรั่งเศสที่ขาดวิ่นกองอยู่แทบเท้า เมื่อไม่มีเนื้อผ้าลูกไม้คอยบดบัง รอยแผลเป็นนูนรูปเสี้ยวพระจันทร์จากเหตุเพลิงไหม้เมื่อสิบห้าปีก่อนย่อมเปิดเปลือยอยู่บนหัวไหล่ซ้ายของเธอ โชคดีที่เมื่อครู่วรินธรกำลังหน้ามืดตามัวด้วยความโกรธแค้นและมุ่งแต่จะฉีกทึ้งชุดจากทางด้านหน้าในมุมย้อนแสง เขาจึงยังไม่ทันสังเกตเห็นร่องรอยแห่งอดีตชิ้นนี้
นัยน์ตากลมโตสีนิลที่พร่ามัวด้วยม่านน้ำตามองตามแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมของวรินธรที่ก้าวเดินตึงตังมุ่งหน้าไปยังบานประตูไม้สัก ในใจของปาณิสราภาวนาขอให้เขาเปิดประตูแล้วก้าวออกไปจากห้องหอแห่งนี้เสียที เพื่อที่เธอจะได้รวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่ขึ้นมาเยียวยาบาดแผลตามลำพัง
ทว่าคำภาวนาของเธอกลับไม่เป็นผล
ฝีเท้าของวรินธรหยุดชะงักลงตรงหน้าบานประตูใหญ่
ชายหนุ่มยืนนิ่งงันเป็นรูปปั้น มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปหมุนลูกบิดทองเหลืองชะงักค้างกลางอากาศก่อนจะกำเข้าหากันจนเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นตามหลังมือและท่อนแขน ลมหายใจของเขาหอบสะท้านขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ที่กำลังตีรวนอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอก
ทำไมเขาจะต้องเป็นฝ่ายเดินหนีออกจากห้องหอของตัวเองด้วย
คำถามนั้นดังก้องขึ้นในหัวของวรินธรพร้อมกับเพลิงโทสะที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ภาพใบหน้าสวยหวานที่เชิดรั้นท้าทายเขา ภาพฝ่ามือเล็กที่กล้าฟาดลงมาบนซีกแก้มของเขาจนได้รสคาวเลือด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ภาพเรือนร่างอรชรขาวเนียนในชุดชั้นในลูกไม้สีขาวเมื่อครู่ ยังคงฉายชัดติดตรึงอยู่ในดวงตาคมกริบ
