บทที่ 8 8
ปาณิสราสะดุ้งสุดตัว พยายามเบือนหน้าหนีแต่กลับถูกฝ่ามือใหญ่ล็อกท้ายทอยและสันกรามเอาไว้ เรียวลิ้นของวรินธรกวาดต้อนสำรวจความหอมหวานภายในโพรงปากของเธออย่างจาบจ้วงและตะกละตะกลาม เกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นเล็กที่พยายามถอยหนีแล้วดูดดึงซ้ำๆ จนปาณิสรารู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะถูกสูบออกจากร่าง
หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ ทั้งเจ็บปวดจากความป่าเถื่อนของเขา และทั้งสั่นสะท้านไปกับสัมผัสแรกจากผู้ชายที่เธอเฝ้าแอบรักมาตลอดสิบห้าปี
ในขณะเดียวกัน วรินธรเองก็ถึงกับชะงักงันไปชั่วเสี้ยววินาทีในห้วงความคิดของตนเอง
ชายหนุ่มตั้งใจจะใช้จูบนี้สั่งสอนและหยามเกียรติให้เธอรู้สึกขยะแขยง แต่ทันทีที่ริมฝีปากของเขาได้แนบชิดกับกลีบปากนุ่มนิ่มราวกับกลีบกุหลาบ และได้ลิ้มรสความหวานล้ำที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาอย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้หญิงคนไหนมาก่อน สมองของวรินธรก็ขาวโพลนไปชั่วขณะ
กลิ่นกายหอมละมุนคล้ายดอกมะลิยามต้องน้ำค้างที่โชยออกมาจากซอกคอของปาณิสรา ช่างคุ้นเคยและปลุกเร้าความโหยหาในส่วนลึกของหัวใจเขาอย่างประหลาด ยิ่งได้จูบ เขาก็ยิ่งถอนริมฝีปากออกไม่ได้ ราวกับคนหลงทางกลางทะเลทรายที่ได้พบโอเอซิสอันชุ่มฉ่ำ
วรินธรถอนจูบออกเพียงชั่วอึดใจเพื่อให้คนใต้ร่างได้กอบโกยอากาศหายใจเข้าปอด ดวงตาคมกริบที่พร่ามัวด้วยไฟตัณหาทอดมองใบหน้าแดงซ่านและริมฝีปากบวมเจ่อที่ฉ่ำวาวไปด้วยน้ำใสๆ ของปาณิสรา ลมหายใจของเขาหอบกระชั้นขณะเลื่อนมือลงไปปลดตะขอบราเซียลูกไม้สีขาวแล้วกระชากมันออกไปให้พ้นทาง
“เฮียธร... อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ ปานขอร้อง...” ปาณิสราส่ายหน้าไปมาบนหมอน เสียงหวานสั่นเครือและแหบโหยราวกับลูกนกที่กำลังบาดเจ็บ เธอพยายามใช้แขนซ้ายเบี่ยงกดลงกับที่นอนเพื่อซ่อนรอยแผลเป็นใต้เส้นผมเอาไว้ในเงามืด “ปานยอมแพ้แล้วค่ะ ถ้าเฮียเกลียดปาน พรุ่งนี้ปานจะออกไปจากที่นี่... อ๊ะ!”
คำอ้อนวอนของเธอขาดหายไปในลำคอ เมื่อวรินธรไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ต่อรองอีกต่อไป
“ยอมแพ้ตอนนี้มันก็สายไปแล้วปาณิสรา คนอย่างเธอมันเก่งแต่ใช้มารยาหลอกลวงคนอื่น!”
เขาคำรามเสียงพร่าก่อนจะก้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องที่หอมกรุ่น ริมฝีปากหยักขบเม้มและดูดดึงผิวเนื้ออ่อนนุ่มบริเวณแอ่งชีพจรและลาดไหล่ขวาของเธอจนเกิดเป็นรอยสีกุหลาบประทับตีตราความเป็นเจ้าของไปทั่วบริเวณ
ปาณิสราหลับตาลงปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินลงข้างขมับ ความเจ็บปวดในหัวใจร้าวรานเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ทว่าเมื่อใบหน้าคมคายของเขาเลื่อนต่ำลงมาครอบครองทรวงอกอวบอิ่มที่กำลังสะท้อนขึ้นลง ร่างกายสาวที่ไม่เคยต้องมือชายใดมาก่อนก็สะดุ้งเฮือกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแล่นปราดเข้าใส่
วรินธรใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งกอบกุมเต้าทรวงนุ่มหยุ่นที่ใหญ่เต็มไม้เต็มมือจนล้นง่ามนิ้ว ส่วนริมฝีปากและเรียวลิ้นร้อนก็ตวัดรัวเลียยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อสลับกับดูดดึงอย่างหิวกระหาย สัมผัสร้อนชื้นที่ปรนเปรอลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนสร้างความเสียวซ่านแปลกใหม่ที่แล่นพล่านไปทั่วท้องน้อยของปาณิสรา
หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงครางหวานหูไม่ให้เล็ดลอดออกมาประจานความอ่อนแอ แต่เรือนร่างของเธอกลับทรยศต่อความตั้งใจ แผ่นหลังบางเผลอแอ่นหยัดขึ้นรับสัมผัสจากริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้วรินธรคำรามในลำคอด้วยความพึงพอใจ
ชายหนุ่มแทบคลั่งไปกับความนุ่มนวลและรสสัมผัสจากเรือนร่างของภรรยาตัวเอง ผิวของปาณิสราเนียนละเอียดราวกับแพรไหมชั้นดี ทุกจุดที่ปลายนิ้วและริมฝีปากของเขาลากไล้ผ่าน ร่างบางก็จะสั่นระริกและส่งเสียงสะอื้นฮักปนเสียงหอบหายใจหวานหูที่ปลุกให้ความเป็นชายของเขาแข็งขืนจนปวดหนึบไปหมด
“ไหนบอกว่ารังเกียจสัมผัสของฉันนักหนาไงปาณิสรา... ดูสิว่าร่างกายของเธอมันต้อนรับฉันดีขนาดไหน”
วรินธรกระซิบเย้ยหยันชิดทรวงอกอิ่ม ทั้งที่ตัวเขาเองนั่นแหละที่กำลังหลงใหลเรือนร่างของเธอจนถอนตัวไม่ขึ้น
“คนเลว... ฮึก... ปานเกลียดเฮีย...”
ปาณิสราสะอื้นไห้ ดวงตาพร่าเลือนมองดูชายหนุ่มผละตัวลุกขึ้นคุกเข่าเพื่อจัดการปลดเปลื้องเสื้อเชิ้ตที่เหลือและกางเกงทักซิโดสีดำออกไปจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมมาเกี่ยวขอบแพนตี้ลูกไม้สีขาวตัวจิ๋วซึ่งเป็นปราการชิ้นสุดท้ายของเธอแล้วรูดรั้งออกไปทางปลายเท้าเรียว
เมื่อเรือนกายของคนทั้งคู่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์กั้นขวาง ภายใต้แสงเทียนสลัว ปาณิสราก็หวาดกลัวจนต้องพยายามถดตัวถอยหนีไปทางหัวเตียง แต่วรินธรกลับคว้าข้อเท้าเล็กของเธอเอาไว้ แล้วออกแรงดึงร่างเปลือยเปล่าของเธอกลับมาอยู่ใต้ร่างกำยำของเขาในพริบตา
ชายหนุ่มแยกเรียวขาสวยออกกว้างแล้วแทรกตัวเข้ามาอยู่ตรงกลาง โน้มกายลงมาใช้ท่อนแขนค้ำยันฟูกที่นอนคร่อมศีรษะของเธอไว้ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา
“จำเอาไว้ปาณิสรา ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ คือสิ่งที่เธอเป็นคนเลือกเอง!”
