บทที่ 9 9
สิ้นคำประกาศก้อง วรินธรก็กดสะโพกสอบส่งแก่นกายร้อนผ่าวที่ขยายใหญ่เต็มที่แทรกสอดเข้าสู่ความคับแคบของกายสาวในคราวเดียว โดยปราศจากการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น
“กรี๊ดดดดด!!!”
ปาณิสราหวีดร้องออกมาสุดเสียงราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกทึ้งออกเป็นสองซีก ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดจากจุดเชื่อมต่อกลางกายขึ้นสู่สมองจนดวงตาพร่าพราย หยาดน้ำตาแห่งความทรมานทะลักทลายไหลอาบใบหน้าสวย ปลายเล็บเรียวทั้งสิบจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังและหัวไหล่กำยำของวรินธรจนเลือดซึม เมื่อเยื่อพรหมจรรย์ที่เธอเฝ้าหวงแหนมาตลอดยี่สิบสี่ปีถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจ
วรินธรเองก็ถึงกับชะงักค้างไปในทันที ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงเยื่อบางๆ ที่ฉีกขาดออกพร้อมกับความคับแน่นรัดรึงที่บีบรัดตัวตนของเขาจนแทบขยับไม่ได้
เธอ... ยังบริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ!
ความตกตะลึงแล่นวาบเข้ามาในสมองของวรินธร ชายหนุ่มก้มมองใบหน้าหวานที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและหยาดน้ำตาที่ไหลรินเป็นสายด้วยความสับสนอย่างรุนแรง ผู้หญิงที่เขาตราหน้าว่าทะเยอทะยานและใช้มารยาแย่งชิงทุกอย่างมาครอบครอง กลับไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน และเขาคือผู้ชายคนแรกในชีวิตของเธอ!
แต่ก่อนที่ความรู้สึกผิดจะทันได้ก่อตัวขึ้นในหัวใจ ความเสียวซ่านจากความคับแคบและไฟปรารถนาที่กำลังลุกโชนจนถึงขีดสุดก็พัดพาเอาเหตุผลทั้งหมดปลิวหายไป ชายหนุ่มขบกรามเข้าหากันเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตะลึงและเลือกที่จะใช้ทิฐิกลบเกลื่อนความหวั่นไหวของตนเอง
“อย่ามาทำเป็นสำออยหน่อยเลย เจ็บแค่นี้มันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เธอทำไว้กับฉันและสาวิด้วยซ้ำ!”
เขาเอ่ยเสียงพร่าชิดริมฝีปากที่สั่นระริกของเธอ ก่อนจะก้มลงบดจูบกลืนกินเสียงสะอื้นไห้ของปาณิสราเอาไว้ แล้วเริ่มขยับสะโพกสอบขับเคลื่อนจังหวะรักเข้าหาเรือนร่างบางอย่างเร่าร้อน
ปาณิสราหลับตาลง ขบเม้มริมฝีปากกลั้นเสียงร้องด้วยความทรมานในจังหวะแรกๆ ที่ร่างกายยังไม่คุ้นชิน เธอปฏิเสธที่จะลืมตามองหน้าผู้ชายใจร้ายและตั้งมั่นว่าจะไม่เอ่ยคำอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาอีกเป็นครั้งที่สอง
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จังหวะการเคลื่อนไหวที่ดุดันในตอนแรกกลับค่อยๆ ผสานเข้ากับความเร่าร้อนที่หลอมละลายทุกสัมผัส วรินธรที่ไม่สามารถโกหกความต้องการของร่างกายตัวเองได้ ก้มลงจูบซับหยาดน้ำตาตามพวงแก้มและขมับของเธออย่างลืมตัว ฝ่ามือร้อนลูบไล้ปรนเปรอไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งและบีบเคล้นทรวงอกอวบอิ่มเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้คนใต้ร่าง
ความเจ็บแปลบแสนสาหัสในคราแรกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความเสียวซ่านที่ซัดสาดเข้ามาในกายของปาณิสราอย่างไม่ทันตั้งตัว อุณหภูมิในร่างกายของหญิงสาวพุ่งสูงขึ้นจนเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม จากสองมือที่เคยจิกข่วนผลักไสแผงอกกว้าง บัดนี้เรียวแขนเสลากลับเลื่อนขึ้นไปโอบกอดรอบลำคอแกร่งและซุกใบหน้าลงกับซอกคอของเขาเพื่อหาที่พึ่งพิงตามสัญชาตญาณ
“อืม... ปาน...”
วรินธรหลุดเสียงครางทุ้มต่ำในลำคอ เรียกชื่อเล่นของเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างที่ไม่เคยเรียกมานานหลายปี เมื่อรับรู้ถึงการตอบสนองที่แสนไร้เดียงสาและหอมหวานของคนใต้ร่าง
เตียงคิงไซส์สั่นสะเทือนไปตามแรงปรารถนาที่โหมกระหน่ำราวกับพายุกลางมหาสมุทร เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องกังวานไปทั่วห้องเพนต์เฮาส์เคล้าไปกับเสียงหอบหายใจกระชั้นถี่ของคนทั้งสอง วรินธรโถมกายเข้าหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความลุ่มหลงมัวเมา เขาก้มลงดูดดึงยอดปทุมถันสีหวานสลับกับบดจูบริมฝีปากอวบอิ่มที่เผยอรับสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อน จนกระทั่งคลื่นอารมณ์พัดพาคนทั้งคู่พุ่งทะยานขึ้นสู่ปลายขอบฟ้า
ปาณิสราเกร็งกระตุกไปทั้งเรือนร่าง หวีดร้องเสียงพร่าในลำคอเมื่อความสุขสมอันแปลกใหม่ระเบิดพร่างพรายขึ้นในสมอง และในวินาทีถัดมา ร่างสูงใหญ่ของวรินธรก็กระตุกเกร็งตามไปติดๆ พร้อมกับคำรามก้องและปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนเข้าสู่ส่วนลึกของกายสาวจนหมดสิ้นทุกหยาดหยด
“แฮ่ก...”
ชายหนุ่มทิ้งน้ำหนักตัวลงซบใบหน้ากับซอกคอหอมกรุ่นของปาณิสรา หอบหายใจสะท้านจนแผ่นอกกว้างที่มีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเบียดชิดกับทรวงอกอิ่มของเธอ หัวใจของวรินธรเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความอิ่มเอมและความโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแล่นพล่านอยู่ในกระแสเลือดจนเขาเผลอจูบซับลงบนพวงแก้มเนียนของเธอเบาๆ
ส่วนปาณิสรานอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอยู่บนฟูกที่นอนที่ยับยู่ยี่และเปรอะเปื้อนไปด้วยกลีบกุหลาบสีแดงกับรอยเลือดพรหมจรรย์ หยาดน้ำตาใสๆ ไหลรินออกจากหางตาลงสู่หมอนอย่างเงียบงัน ร่างกายของเธอปวดร้าวระบมไปทุกสัดส่วน แต่สิ่งที่แหลกสลายยับเยินยิ่งกว่าคือหัวใจที่เพิ่งถูกเขาย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี
ในห้วงความคิดที่พร่าเลือนของปาณิสรา ภาพความทรงจำวัยเยาว์ย้อนกลับมาฉายชัดราวกับตอกย้ำความตลกร้ายของโชคชะตา เธอเคยฝันมาตลอดว่าคืนเข้าหอระหว่างเธอกับพี่ชายที่แสนอบอุ่นคนนั้นจะต้องเต็มไปด้วยอ้อมกอดที่ทะนุถนอมและคำบอกรักที่หวานซึ้ง ทว่าความจริงในค่ำคืนนี้กลับมีเพียงความมืดมิดและตราบาปของนางทาสขัดดอกที่เขาหยิบยื่นให้ แม้ร่างกายของเธอจะเผลอไผลตอบสนองสัมผัสของเขาเพราะความรักที่ฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณ แต่ปาณิสราก็รู้ดีว่าเมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้ามาเยือน สิ่งเดียวที่จะหลงเหลืออยู่ในสายตาของวรินธรก็คือความชิงชังไม่ต่างจากเดิม
เมื่อลมหายใจที่หอบกระชั้นเริ่มกลับคืนสู่จังหวะปกติ สติสัมปชัญญะและกำแพงทิฐิของวรินธรก็ค่อยๆ หวนกลับคืนมา
