บทที่ 3 สวรรค์ หรือนรกบนดิน
"นี่คุณ บริการลูกค้าแบบนี้ได้ยังไง ผมจ่ายเงินซื้อความสะดวกสบายนะ" เข้มสวนกลับทันควัน เขาเผลอก้าวประชิดตัว ลืมไปสนิทใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ในคราบซูเปอร์สตาร์ทรงเสน่ห์อีกต่อไป หวังจะใช้แววตากดดันให้เธอประหม่าเหมือนผู้หญิงทุกคนที่เคยเข้าหา
ทว่าชีวากลับยืนนิ่ง มุมปากอิ่มยกขึ้นเพียงนิด เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความชื่นชมโดยสิ้นเชิง
"ความสะดวกสบายซื้อได้ด้วยเงินจ้ะ แต่ที่นี่เราขายความสงบและความเรียบง่าย" เธอประสานสายตากับเขาอย่างไม่ลดละ
"ถ้านายเข้มคิดว่าตัวเองบอบบางเกินกว่าจะลากกระเป๋าไปที่ห้องพักได้ ชีวาก็ขอแนะนำให้ลุงเมษาพาเพื่อนกลับไปพักที่โรงแรมในตัวเมืองแทนเถอะจ้ะ"
ชีวาหันไปสั่งคนงานให้มาช่วยขนกระเป๋าของเมษา ก่อนจะเดินสะบัดหน้าจากไป ทิ้งให้เข้มยืนกำมือแน่นอยู่ท่ามกลางเปลวแดดระอุ
ล้อกระเป๋าเดินทางแบรนด์หรูครูดไปตามทางกรวดอย่างทุลักทุเล ชายหนุ่มจำต้องแบกความไม่พอใจเดินลากกระเป๋าไปยังบ้านพักริมน้ำด้วยตนเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขากวาดสายตามองรอบห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ผนังห้องเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะ แม้จะดูสะอาดสะอ้านและมีเครื่องปรับอากาศคอยเป่าลมเย็นฉ่ำ แต่ก็ห่างไกลจากความหรูหราที่คุ้นเคย
เขาทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยล้า หยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมาหวังจะเช็กข่าวฉาว ทว่าหน้าจอกลับไร้ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์
"อะไรเนี่ย ขีดเดียวก็ไม่มี"
เข้มสบถอย่างหัวเสีย เขาพยายามชูโทรศัพท์ขึ้นสูง เดินวนไปรอบห้อง กระทั่งเปิดประตูออกไปยืนริมระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปเหนือน้ำ แต่หน้าจอก็ยังคงปราศจากการเชื่อมต่อ โลกทั้งใบของซูเปอร์สตาร์หนุ่มเหมือนถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์แบบ
ความหงุดหงิดระลอกใหม่ปะทุขึ้น เข้มสาวเท้าตึงตังออกจากบ้านพัก ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังอาคารส่วนต้อนรับ เขาเดินกระแทกส้นเท้าจนเกือบชนเข้ากับหญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่กำลังหอบตะกร้าผักสดสวนมา มะเขือเทศสองสามลูกร่วงหล่นกลิ้งไปบนพื้น ทว่าชายหนุ่มในคราบผู้บ่าวไทบ้านกลับไม่คิดจะหยุดขอโทษหรือช่วยเก็บ เขาเพียงปรายตามองแล้วก้าวข้ามไปอย่างไม่ไยดี
"เอ๊ะ พ่อหนุ่มนี่ เดินประสาอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือเลย" ป้าผ่องบ่นอุบอิบพลางก้มลงเก็บของ
ลุงบุญ ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็งซึ่งเป็นคนสวนประจำรีสอร์ต รีบวางสายยางรดน้ำต้นไม้แล้วเดินเข้ามาช่วยป้าผ่องเก็บผัก "สงสัยจะรีบไปไหนของเขานะแม่ผ่อง ท่าทางกระฟัดกระเฟียดหน้าตาเอาเรื่องเชียว"
เมษาในคราบลุงวัยกลางคน ซึ่งกำลังยืนเอามือไพล่หลังชวนคนงานคุยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ชายชาตรีอยู่ไม่ไกล รีบก้าวเข้ามาช่วยป้าผ่องถือตะกร้าด้วยท่าทีกางแขนกางขาเกินร้อย
"ต้องขอโทษแทนไอ้เข้มมันด้วยนะแม่ผ่อง ไอ้เพื่อนคนนี้มันใจร้อนแถมเพิ่งสร่างไข้ เดี๋ยวฉันตามไปดูมันเอง" เมษาดัดเสียงห้าวทุ้มแล้วรีบสาวเท้าตามดาราในสังกัดไปที่อาคารต้อนรับด้วยความร้อนใจ
ภายในห้องทำงาน ชีวากำลังนั่งจ้องหน้าจอแล็ปท็อป นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์อย่างขะมักเขม้น หญิงสาวชะงักมือพลางเงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุกด้วยแววตาเรียบเฉย
"รหัสไวไฟของที่นี่คืออะไร ผมต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ สัญญาณโทรศัพท์ผมบอดสนิทเลย" เข้มเปิดฉากทวงถามทันที
"ที่นี่ไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ให้แขกใช้งานหรอกจ้ะ" ชีวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เราอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขา สัญญาณสายเคเบิลเข้ามาไม่ถึง สิ่งที่เรามีคือเร้าเตอร์แบบใส่ซิมการ์ด ซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมโต๊ะทำงานของฉันนี่แหละ"
"งั้นก็ขอรหัสเร้าเตอร์นั่นแหละ ผมต้องเช็กข่าวสำคัญ"
"คงให้ไม่ได้จ้ะ" เธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย "แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่เราใช้มีจำกัด ฉันต้องสงวนปริมาณข้อมูลเอาไว้สำหรับตอบอีเมลลูกค้าและทำบัญชีส่งสำนักงานบัญชีเท่านั้น ถ้าฉันให้รหัสคุณไปดูหนังฟังเพลง งานของรีสอร์ตคงสะดุดแน่"
เข้มเบิกตากว้าง ความอดทนของเขาขาดผึง ชายหนุ่มก้าวประชิดโต๊ะทำงาน วางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะไม้เพื่อกดดันคนตรงหน้า
"นี่คุณจะไม่ยอมให้รหัสจริงๆ หรือไง ข่าวที่ผมต้องตามมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับประเทศเลยนะ คุณจะมาหวงอินเทอร์เน็ตไปทำไม"
เขาเค้นเสียงต่ำอย่างข่มอารมณ์ เกือบจะหลุดปากถามออกไปแล้วว่าเธอไม่เคยดูข่าวหน้าหนึ่งหรืออย่างไรถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ต้องรีบขบกรามกลืนคำพูดโอหังนั้นลงคอ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภาพลักษณ์ของตนเองในตอนนี้คือนายเข้ม ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งอีกต่อไป
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออก เมษาเดินสืบเท้าเข้ามา ทำทีเป็นขยับคอเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตให้เข้าที่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าหลานสาว
"มีเรื่องอะไรกัน เสียงดังไปถึงข้างนอกเลย" เมษาตีหน้าขรึม "ไอ้เข้ม เอ็งไปกวนใจอะไรหลานฉันฮึ"
"ลุงเมษาดูหลานลุงสิ แค่ขอรหัสอินเทอร์เน็ตแค่นี้ก็หวง ผมมีเรื่องคอขาดบาดตายต้องคอยตามข่าวนะ" เข้มหันไปฟ้อง
"ใจเย็นๆ สิวะไอ้เข้ม" เมษาแอบถลึงตาใส่ดาราหนุ่มเป็นเชิงปรามไม่ให้หลุดปากเรื่องวงการบันเทิง "ชีวา หลานก็หยวนๆ ให้เพื่อนลุงหน่อยเถอะ ถือว่าลุงขอร้อง"
ชีวาปิดหน้าจอแล็ปท็อปลงช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนประสานสายตากับชายหนุ่มผิวคล้ำตรงหน้า ดวงตาคู่สวยกวาดมองใบหน้าที่พยายามปั้นให้ดุดัน ทว่าสำหรับเธอมันกลับดูน่ารำคาญเสียมากกว่า
"ลุงเมษาจ๊ะ ชีวาไม่ได้หวง แต่ที่นี่คือสถานที่ทำงาน ไม่ใช่ที่พักตากอากาศสำหรับคนว่างงาน" หญิงสาวหันไปอธิบายกับผู้เป็นลุง ก่อนจะปรายตาตวัดกลับมามองคนตัวโต
"ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาจ่ายตลาด คุมคนงานซ่อมหลังคา สั่งงานลุงบุญให้ดูแลสวน แล้วก็ต้องไปช่วยป้าผ่องเตรียมอาหารในครัว ไหนจะต้องคอยดูแลย่าชื่นที่กำลังป่วย พอตกบ่ายฉันก็ต้องมานั่งทำบัญชีเพื่อหาเงินมาหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนพนักงานทุกคน" เธอบรรยายกิจวัตรประจำวันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "วันๆ หนึ่งฉันแทบจะไม่มีเวลานอนให้เต็มอิ่มด้วยซ้ำ คุณคิดว่าฉันจะเอาเวลาว่างที่ไหนไปสนใจข่าวระดับประเทศอะไรของคุณ มันไม่ได้ช่วยให้ปากท้องของครอบครัวฉันหรือคนงานที่นี่อิ่มขึ้นมาได้หรอกนะ"
ถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาทำเอาเข้มถึงกับชะงัก อาการผยองเมื่อครู่มลายหายไป หญิงสาวตรงหน้าไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ โลกของเธอเต็มไปด้วยความรับผิดชอบและภาระอันหนักอึ้ง ซึ่งแตกต่างจากความสะดวกสบายที่เขาเคยได้รับมาโดยสิ้นเชิง
"สำหรับฉัน ข่าวของคุณจะคอขาดบาดตายแค่ไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องมารับผิดชอบ" ชีวาเอ่ยต่ออย่างไร้ความปรานี "ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ตั้งใจมาใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติและงดใช้อินเทอร์เน็ตกันทั้งนั้น ถ้าคุณเข้มอยากใช้ชีวิตแบบเกาะติดข่าวสาร ก็ต้องไปหาที่พักในเมืองแล้วล่ะจ้ะ"
เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเด็ดเดี่ยวไม่ยอมจำนน
"ส่วนค่าที่พักที่จ่ายล่วงหน้ามาแล้ว ทางเราไม่คืนให้นะจ๊ะ แล้วแต่คุณเลยว่าจะอยู่หรือจะไป"
เข้มสบถด่าในใจอย่างหัวเสีย ความมั่นใจที่เคยเป็นอาวุธร้ายกาจที่สุดบัดนี้กลับไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าของรีสอร์ตสาว แถมยังต้องมาเจ็บใจเพราะโดนขู่ยึดค่าที่พักไปเสียดื้อๆ
หญิงสาวคว้าสมุดบัญชีและปากกาเดินเลี่ยงออกจากเคาน์เตอร์ ทิ้งให้ซูเปอร์สตาร์หนุ่มและลุงกำมะลอยืนนิ่งอึ้งอยู่กลางห้อง
ที่บริเวณหน้าประตู ลุงบุญกับป้าผ่องที่แอบชะเง้อมองตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างพากันอมยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ
"เห็นไหมแม่ผ่อง ข้าบอกแล้วว่าคุณชีวาน่ะเอาอยู่" ลุงบุญกระซิบเสียงกลั้วหัวเราะ
"เพื่อนลุงเมษาคนนี้ สงสัยจะโดนคุณชีวาปราบพยศเสียแล้วล่ะ"
