บทที่ 4 ซูเปอร์สตาร์ตกสวรรค์

บทที่ 3 ซูเปอร์สตาร์ตกสวรรค์

ความหงุดหงิดยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก เข้มสาวเท้ากระแทกส้นกลับมายังบ้านพักริมน้ำ ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มย้อมด้วยสีส้มอมม่วง เสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงมแข่งกับเสียงท้องที่ร้องประท้วงอย่างหนัก เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายเมื่อคืน เขายังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยสักคำ

ชายหนุ่มหยุดยืนหน้ากระจกบานเล็กในห้องน้ำแล้วถอนหายใจยาว ครีมรองพื้นสีแทนที่ชโลมไว้เริ่มด่างเป็นหย่อมเมื่อผสมกับเหงื่อ วิกผมหยิกฟูก็สร้างความรำคาญจนคันยิบไปทั้งหนังศีรษะ เขาตัดสินใจดึงวิกเจ้าปัญหาออก กวักน้ำล้างหน้าลวกๆ หวังชำระความเหนอะหนะ ทว่าครีมเจ้ากรรมกลับติดทนทานจนผิวหน้ายังคงกระดำกระด่างดูไม่จืด

กลิ่นหอมฉุนของเครื่องแกงลอยมากระทบจมูก ดึงดูดความสนใจของคนที่กำลังหิวโซให้ก้าวออกจากห้องพัก เข้มสวมหมวกแก๊ปใบเดิมกดปีกให้ต่ำเพื่ออำพรางเส้นผมจริง เดินตามกลิ่นหอมมุ่งหน้าไปยังลานกว้างใต้ถุนเรือนไม้หลังใหญ่

ภาพเบื้องหน้าคือแคร่ไม้ไผ่ตัวกว้าง บนนั้นมีย่าชื่นนั่งพิงหมอนขวาน ใบหน้าซูบซีดและจังหวะการหายใจที่ดูเหนื่อยหอบบ่งบอกถึงอาการป่วยไข้ ใกล้กันนั้น ป้าผ่องกำลังง่วนกับการจัดเตรียมจานชามและลำเลียงกับข้าวมาวางบนโต๊ะไม้ตัวกลม โดยมีลุงบุญช่วยยกเหยือกน้ำเย็นมาวางสมทบ ส่วนเมษานั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนม้านั่งอีกฝั่ง พยายามวางมาดเข้มให้ดูเป็นชายชาตรีอย่างสุดความสามารถ

"พ่อหนุ่มเพื่อนของตาเมษาใช่ไหมลูก มานั่งพักตรงนี้ก่อนสิ" ย่าชื่นเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามขยับตัวนั่งให้ตรงขึ้น

เข้มชะงักฝีเท้า ความประหลาดใจแล่นริ้วขึ้นมา เขาคุ้นเคยกับสายตาที่มองมาด้วยความคลั่งไคล้หลงใหล ทว่าสายตาของหญิงชราท่านนี้กลับเต็มไปด้วยความเมตตาและเอื้ออาทรอย่างแท้จริง ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้แคร่ไม้ไผ่ ปรับท่าทีให้ดูสุภาพขึ้นโดยสัญชาตญาณ

"สวัสดีครับ ผมชื่อเข้ม"

"ย่าชื่อชื่น เป็นย่าของชีวา ตาเมษาลูกชายย่าเขาเล่าให้ฟังแล้วล่ะ ว่าเข้มมาทำงานรับเหมาตากแดดตากลมจนไม่สบาย เลยมาขอพักฟื้นที่นี่" ย่าชื่นยิ้มบางเบา มองใบหน้าที่กระดำกระด่างของชายหนุ่มด้วยความเห็นใจ "ทำงานหนักก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะลูก อยู่ที่นี่ก็คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเองก็แล้วกัน"

คำพูดซื่อๆ ที่แฝงไปด้วยความห่วงใยทำเอาซูเปอร์สตาร์หนุ่มถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกผิดสายเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในใจที่ต้องมาหลอกลวงผู้ใหญ่ใจดีเช่นนี้

"ย่าชื่นจ๊ะ ถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้วนะ จะได้ทานยา"

เสียงหวานทว่าเด็ดขาดของชีวาดังแทรกขึ้น หญิงสาวก้าวลงมาจากเรือนพร้อมถ้วยยาในมือ สายตาตวัดมองชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ผู้เป็นย่าด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้แม่ครัว

"ป้าผ่อง จัดข้าวให้แขกของลุงเมษาด้วยนะจ๊ะ"

"เรียบร้อยแล้วจ้ะคุณชีวา" ป้าผ่องรับคำพลางตักข้าวสวยร้อนควันฉุยลงในจาน

"คุณหิวก็มานั่งตรงนี้สิ" ชีวาหันไปบอกเข้มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ชายหนุ่มมองตามไปยังโต๊ะไม้ บนนั้นมีชามแกงสีเหลืองข้นส่งกลิ่นเครื่องเทศฉุนกึก จานผักต้ม และถ้วยน้ำพริกสีเขียวคล้ำ ซูเปอร์สตาร์หนุ่มผู้คุ้นชินกับอาหารชั้นเลิศลอบกลืนน้ำลายฝืดคอ

"นี่มันอาหารอะไรกัน" เขาพึมพำเสียงแผ่ว

"แกงฮังเลกับน้ำพริกหนุ่ม อาหารพื้นบ้านของเราจ้ะ ถ้าคุณทานไม่ได้ ก็คงต้องทนหิวไปก่อน" ชีวาตอบหน้าตาย

"ไอ้เข้ม เอ็งก็นั่งกินๆ ไปเถอะว่ะ ฝีมือป้าผ่องอร่อยจะตายไป" เมษาแกล้งตีหน้าขรึมส่งเสียงเชียร์เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน

ด้วยความหิวที่ประดังประเด เข้มจำใจทรุดตัวลงนั่ง เขาตักแกงฮังเลเข้าปากคำแรก รสชาติเข้มข้นจัดจ้านของเครื่องเทศและเนื้อหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ความอร่อยที่เหนือความคาดหมายทำให้เขาเผลอพยักหน้า ทว่าเมื่อลองใช้แตงกวาจิ้มน้ำพริกหนุ่มเข้าปาก ความเผ็ดร้อนก็เล่นงานจนต้องรีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด

"แค่กๆ เผ็ดอะไรขนาดนี้" ชายหนุ่มสำลักหน้าแดงน้ำตาเล็ด

ลุงบุญที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หัวเราะร่วน "น้ำพริกหนุ่มเมืองเหนือก็แบบนี้แหละพ่อหนุ่ม กินบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน"

ชีวาที่กำลังป้อนข้าวคุณย่าลอบยิ้มมุมปากเมื่อเห็นสภาพหมดมาดของเขา ความหมั่นไส้ที่สะสมมาตั้งแต่บ่ายทุเลาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมลดความเย่อหยิ่งลงมากินอาหารบ้านๆ

"ค่อยๆ ทานสิลูก ไม่มีใครแย่งหรอก" ย่าชื่นหัวเราะเอ็นดู

ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับกลายเป็นอาการไอแห้งที่ติดต่อกันยาวนาน หญิงชรายกมือขึ้นกุมหน้าอก ลมหายใจเริ่มหอบถี่และติดขัด ร่างผ่ายผอมเอนพับลงไปกับหมอนขวาน อาการรุนแรงกว่าทุกครั้งจนใบหน้าซีดเผือดและริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

"ย่าชื่น!" ชีวาร้องเสียงหลง ทิ้งชามข้าวแล้วถลาเข้าไปประคองร่างผู้เป็นย่าด้วยความตื่นตระหนก "ย่าใจเย็นๆ นะจ๊ะ ค่อยๆ หายใจ ลุงเมษา ลุงบุญ ช่วยด้วย ย่าอาการกำเริบหนักเลย"

ความโกลาหลเข้าครอบงำบริเวณนั้นทันที เมษาที่พยายามวางมาดแมนมาตลอดวันตกใจสุดขีดจนลืมตัว เผลอปล่อยเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดดังก้องลาน

"กรี๊ดดด แม่จ๋า แม่เป็นอะไรไปคะ ลูกสาว เอ้ย ลูกชายใจไม่ดีเลย ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยแม่ฉันที กรี๊ดดด" ผู้จัดการมือทองออกลีลากระทืบเท้าเร่า ยกมือขึ้นทาบอกและสะบัดมือพัดวีอย่างลืมตัว ทิ้งภาพลักษณ์ชายชาตรีไปเสียสนิท

ป้าผ่องตกใจจนทำทัพพีร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังล้งเล้ง ลุงบุญเองก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก

ท่ามกลางความแตกตื่นและเสียงหวีดร้องของเมษา เข้มผุดลุกขึ้น ทิ้งความเผ็ดร้อนไว้เบื้องหลัง เขารีบขยับเข้าไปแทรกกลางวงล้อม ภาพความเข้มแข็งและปากกล้าของชีวาพังทลายลง เหลือเพียงหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นเทา น้ำตานองหน้าด้วยความหวาดกลัวจับใจว่าจะสูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทรเพียงหนึ่งเดียวไป

"ถอยไปก่อน ให้คุณย่ามีอากาศหายใจ"

ชายหนุ่มออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด เขาปลดกระดุมเสื้อคอพับของย่าชื่นออกเล็กน้อย ตรวจดูชีพจรและการหายใจที่รวยริน ท่าทีเย่อหยิ่งถูกสลัดทิ้งจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและสติสัมปชัญญะอันครบถ้วน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป