บทที่ 11 อดีตที่อยากลืม

เมื่อกลับมาถึงบ้านผมก็แยกย้ายกับฝนรินขึ้นห้องไป ไม่มีอารมณ์จะทานอาหารฝีมือเธอนี่เป็นครั้งแรกที่ผมกล้าดื้อกับปู่ขนาดนี้

ตอนนี้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมดจนผมแทบไม่มีเวลาได้ออกแบบเครื่องเพชรที่จะส่งประกวดในไม่นานนี้ จริง ๆ การเปิดกิจการเครื่องเพชรก็ไม่ใช่ความฝันของผมหรอก ผมเพียงแค่ชอบเพชรในหลาย ๆ รูปแบบ

เพชรมันก็เหมือนคน บางชิ้นดูดีเหมือนของแท้จนดูไม่ออกว่าเป็นของปลอม

วันสมองตันเกินกว่าจะมีไอเดียในการออกแบบลวดลายได้ ผมใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาความหมาย ใช้เวลาหลายเดือนในการคิด ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดที่ผมวาดออกมาแล้วถูกใจ มันไร้ชีวิตชีวาและไร้ความหมาย หากผมไม่เห็นความหมายในตัวมัน หากทำออกมาก็เป็นเพียงผลงานไร้ค่าเท่านั้น

ก๊อก ๆ

"พี่ลูน หนูทำอาหารไว้บนโต๊ะนะคะ ผัดวุ้นเส้นใส่กุ้งค่ะ ระวังเย็นก่อนน้า" เสียงเรียกจากหน้าประตูทำให้ผมหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

ผมไม่ชอบทำผิดกฎ ดังนั้นขอใช้เวลากับการวาดรูปเสียก่อนจึงจะออกไปนั่งรับประทานตามคำสั่งของเธอ

แต่แล้วผมก็กลับเหมือนคนโง่ที่นั่งเหม่ออยู่นานแต่สมองยังเป็นภาพขาวโพลน ในหัวมันมีแต่ปัญหาต่าง ๆ มากมายที่รุมเร้าเกินกว่าจะทนต่อไปได้ ผมจึงวางดินสอและลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกเพื่อรับประทานผัดวุ้นเส้นของฝนริน

จานผัดวุ้นเส้นยังวาวอยู่บนโต๊ะ ทั้งยังมีกระดาษโน๊ตลายการ์ตูนแปะอยู่ข้าง ๆ โดยมีข้อความว่า

'วันนี้เหนื่อยหน่อยนะคะ พี่ลูนเก่งมาก หวังว่าผัดวุ้นเส้นอร่อย ๆ จะทำให้หายเหนื่อยนะคะ'

ผมแค่นยิ้มเล็กน้อยอยากจะตอบกลับเธิไปว่าถ้าหากเธอพูดน้อยกว่านี้หรือเงียบปากไปเลยอาจจะช่วยได้มากกว่าของกินเสียอีก

แต่เมื่อได้ชิมคำรกก็ทำให้รู้สึกดีไม่น้อย...รสชาติอาหารที่ผมไม่ได้สัมผัสมานาน

รสชาติเหมือนผู้หญิงคนนั้นทำเลย...คนที่ผมเรียกว่าแม่คนนั้ยก็มักใช้อาหารมาล่อให้ผมหายเหนื่อย แต่แล้วเธอกลับทิ้งผมกับพ่อไปด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

'ลูน มาเร็ว วันนี้แม่ทำแกงเขียวหวานสุดพิเศษให้ลูกนะ'

'หม้อใหญ่จังครับแม่'

'เพื่อลูกชายคนเก่งของแม่สอบได้ที่1 อีกแล้วไงครับ'

'แม่!ลูนติดม.4 ที่ที่คุณอยากให้เข้าแล้ว!'

'เก่งจังเลยลูนของแม่'

ขมขื่นเกินจะจดจำ ทรมานเกินกว่าจะพูดถึง จู่ ๆ รสชาติอาหารที่ทานอยู่มันก็ไม่อร่อยขึ้นมานึกถึงที่ไรหัวใจผมปั่นป่วนทุกที ทำไมต้องทำรสชาติเหมือนกันด้วย ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด

ไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อที่ไม่โกรธแม่ ไม่เข้าใจเหตุผลของแม่ที่ต้องหักหลังพ่อ

ผมไม่เข้าใจใครเลย

" อ้าวพี่ลูนลงมาแล้วเหรอคะ" เสียงของฝนรินดึงผมออกมาจากภวังค์ เธอในชุดนอนแขนยาวขายาววิ่งมาหาที่โต๊ะทานข้าวด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มกว้างอย่างเช่นเคย

"ทำไมกินน้อยจังคะ" เธอถามด้วยสรหน้าผิดหวังเล็กน้อย

"เรื่องของผม"

"ได้ไงอะ ตามสัญญานี่นา ไม่ชอบเหรอคะ ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะเปลี่ยนเมนูนะคะ"

"คุณได้สูตรอาหารมาจากใคร" ผมลอฃเอ่ยถามที่มาของรสชาติอาหาร มันน่าแปลกใจที่เธอจะทำอาหารได้รสชาติเหมือนแม่ของผม

ต่อให้ไม่ได้ทานมาหลายปีแต่ก็ยังจำได้ขึ้นใจ เพราะตั้งแต่ผู้หญิงคนนั้นจากไปผมก็ทานข้าวไม่ค่อยอร่อยมาตั้งนาน ทั้งยังระแวงและฝังใจกับการเกือบถูกลอบฆ่าอีกต่างหาก

"อ๋อ สูตรของแม่หนูเองค่ะพี่ลูน แม่หนูเขาชอบทำอาหาร แต่หนูดัดแปลงเองนิดหน่อยด้วยค่ะ แล้วแม่ก็ได้สูตรอาหารมาจากยายอีกที พอดียายของหนูเคยทำงานเป็นแม่ครัวในวังของเชื้อพระวงศ์ด้วยค่ะ"

"งั้นเหรอ"

"ใช่สิคะ ติดใจล่ะสิ แต่ผัดวุ้นเส้นอาจจะยังสินะคะ " เธอเอ่ยด้วยร้ำเสียงร่าเริงทว่าแววตากลับหม่นเศร้าลง

"ก็รสชาติปกติดี ผมแค่ไม่ค่อยหิวแต่ก็ลงมาทานตามกฎ" พอผมตอบกลับไปแบบนี้ หญิงสาวตรงหน้าก็ตาลุกวาวเผยรอยยิ้มกว้างในทันที

"เย่!ดีใจจังเลยค่ะนึกว่าจะไม่ชอบซะแล้ว ถ้ามีอะไรที่พี่ลูนอยากกิน พี่ลูนบอกหนูได้ตลอดเลยนะคะ เดี๋ยวหนูจะสวมวิญญาณเชฟระดับ 5 ดาวทำอาหารให้พี่เอง" เธอเอ่ยด้วยท่าทีมุ่งมั่นจนผมนึกเหนื่อยใจ ไม่น่าพูดไปเลยเรา เธอมุ่งมั่นตั้งใจกว่าเก่าอีก

"ไม่มีหรอก ผมชอบทำกินเองมากกว่า"

"ว่าแต่เราจะไปเยี่ยมคุณปู่กันวันไหนอีกดีเหรอคะ?"

"ไปให้โดนด่าหรือไง ต่อจากนี้เราต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าคุณปู่ไม่มีทางหยุดแค่นี้และท่านคฃไม่ปักใจเชื่อแน่ ๆ ว่าเราแต่งงานกันจริง ๆ ท่านคงหาวิธีมาทำให้เรื่องของเราแตก และสั่งให้หย่สกันอย่างแน่นอน" ผมรีบเตือนเธอล่วงหน้า ด้วยความที่ฝนรินเธอเป็นที่ดูไม่ค่อยจะทันใครสักเท่าไหร่ เธอคือผู้กุมความลับสุดยอดอีกคนที่ถ้าทำความหลุดไปจะได้ซวยกันหมดแน่

"คุณปู่จะทำขนาดนั้นเลยเหรอคะ"

"เธอคิดน้อยไปนะ อย่าลืมสิว่าประธานใหญ่คือใคร "

"..."

" คนอย่างคุณปู่ พิรัชต์ รุ่งอรุณภาคิณ ไม่มีอะไรที่อยากได้แล้วไม่ได้หรอก "

"งั้นเราก็ต้องแสดงให้เนียนขึ้นเพื่อป้องกันสายลับจากคุณปู่ที่จะมาสอดแนมเราใช่ไหมคะ"

"ใช่ เพราะต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่กันข่าวหลุด แต่กันทุกอย่างไว้ พวกนักข่าวจากสำนักไหน ๆ ก็ไม่น่ากลัวเท่าคุณปู่พิรัชต์และคุณย่าดารกาอยู่แล้ว"

เพราะสองพี่น้องทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ ไม่สนว่าอะไรถูกอะไรผิดทั้งนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป