บทที่ 13 ความอบอุ่นที่อยู่ลึกในใจ

แม้สภาพจะสะบักสะบอมแค่ไหน ความมุ่งมั่นตั้งใจของฉันก็ยังมีอยู่เหลือล้น ในหัวมีแต่พี่ลูนขนาดนี้ฉันรักเขาแค่ไหนกันล่ะคิดดู

เมื่อมาถึงที่ห้างฉันกโทรหาพี่ลูนอีกครั้ง

"พี่ลูนคะสำนักงานอยู่ตรงไหนนะคะ"

"ตึกหลังห้าง คุณมาไม่ถูกใช่ไหม ผมจะให้คุณพฤกษ์ไปเอา"

"ตอนนี้หนูอยู่ที่ลานจอดรถของห้างค่ะ "

"คุณส่งจีพีเอสมา จะให้พฤกษ์ลงไปเดี๋ยวนี้" สิ้นเสียงจากปลายสาย สายก็ถูกตัดไปทันที

ฉันยืนพิงกำแพงมองรถที่ขับออกไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะหอบสังขารมาอยู่ตรงนี้ได้ นึกว่าจะตายกลางถนนไปเสียแล้ว

ร่างกายเริ่มสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บจากกระแสลม ตัวฉันเปียกไปหมด โชคดีที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าบาง ๆ ไม่งั้นคงเห็นไปถึงไหนต่อไหน ทว่าโชคร้ายก็คือแผลที่เข่ากับข้อศอก ถลอกจนเลือดออกทำเอาฉันแสบซี้ดไม่อยากจะขยับตัว ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งจนกระทั่งวันนี้ที่หอบสังขสรวิ่งผ่านความตายมากับเอกสารสำคัญของพี่ลูน

"คุณฝนรินใช่ไหมครับ" น่ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ร่างสูงในชุดสูทภูมืฐานใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน ฉันจึงรีบพยักหน้าและเปิดเบาะรถยื่นเอกสารให้อีกฝ่ายทันที

"ผมพฤกษ์นะครับ พฤกษา เลขาของคุณศศินครับ" คุณพฤกษ์แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ

"หนูชื่อฝนรินค่ะ...ภรรยาขิงพี่ลูนค่ะ" ฉันเองก็เหมือนสมองช้า ชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่สควรแนะนำตัวในฐานะอะไร แต่เพื่อความสมจริงและสานฝันตัวเองก็พูดไปแล้วกันว่าเป็นภรรยา

"คุณฝนริน...ฝ่าฝนมาเหรอครับ"

"อ๋อ ค่ะ พอดีระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุด้วยค่ะ ตอนแรกท้องฟ้าก็แจ่มใสดี จู่ ๆ ออกมาได้ครึ่งทางฝนก็ตกแรงซะงั้น " ฉันบ่นไปหัวเราะไป ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรนัก

"แต่แผลเต็มตัวเลยนะครับ ท่านรองรู้ไหมครับเนี่ย"

"เอ่อ...ไม่รู้หรอกค่ะ ไม่ต้องบอกก็ดีนะคะ เดี๋ยวหนูจะโดนบ่นเอา เอกสารปลอดภัยดีใช่ไหมคะ" ฉันถามย้ำอีกครั้งเพื่อความสบายใจ

"ปลอดภัยดีและครบถ้วนครับ" เขาก้มลงเช็กเอกสารสักพักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยรอยยิ้ม

"งั้นก็ดีเลยค่ะ "

"เอ่อ เอกสารปลอดภัยแต่คุณฝนบสดเจ็บหนักมากเลยนะครับ ถึงอย่างไรผมก็ต้องเรียนให้ท่านรองทราบนะครับ จะปล่อยให้คุณฝนรินกลับในสภาพแบบนี้เกรงว่าท่านรองจะไม่พอใจถึงอย่างไรคุณฝนรินก็คือภรรยาของท่านรอง งั้นคุณฝนรินเดินไหวไหมครับ"

"ไหวค่ะ"

"ช่วยตามผมมาทางนี้หน่อยนะครับผมจะพาไปรอท่านรองที่ห้องทำงานครับ"

สุดท้ายฉันก็ยอมจำนน ยอมเดินมึน ๆ งง ๆ ตามคุณพฤกษ์ไปแต่โดยดีเพราะกลัวว่าคุณพฤกษ์จะมีปัญหาเอาได้

คุณพฤกษ์พามาทางลัดที่ไม่มีผู้คนมองเห็นสภาพน่าอายของฉันที่เหมือนลูกหมาเปียกน้ำ มันคทอทางเชื่อมระหว่างห้าฃและสำนักงานซึ่งมีเฉพาะระดับหัวหน้าสูง ๆ ที่จะเข้าออกทางนี้ได้ ระหว่างทางเดินก็จะมีบอร์ดแนะนำสมาชิกกรรมการผู้บริหารแปะอยู่ รวมถึงภาพการก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญมีรูปภาพรวมตระกูลของรุ่งอรุณภาคิณแปะอยู่ด้วย

ถึงแม้จะหลบหลีกสายตาของลูกค้าที่มาใช้บริการในห้างทว่าสายตาของพนักงานในสำนักงานก็มองฉันด้วยสายตาที่ไม่ดีเท่าไหร่นักซ้ำยังซุบซิบนินทาจนตัวฉันพลอยได้ยินไปด้วย

ฉันขึ้นลิฟต์ตามคุณพฤกษ์มายังชั้นบนสุด ชั้นนี้มีเพียงห้องเดียว คุณพฤกษ์เคาะประตูหน้าห้องทำงานใหญ่ไม่กี่ครั้งก็ได้ยินเสียงตอบรับอนุญาตจากคนในห้อง

"นี่ครับท่านรองเอกสาร ส่วนภรรยาของท่านรองเธอได้รับบาดเจ็บผมจึงพามาในนี้ก่อน ช่วงนี้กระแสข่าวของท่านรองกับภรรยาค่อนข้างแรงในโซเชียลเกรงว่าจะเกิดปัญหาในเน็ตเอาได้ครับ"

พี่ลูนมองฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าสายตาของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

"ฝนรินทำไมเป็นแบบนี้"

"ฝนตกแรงค่ะ เกิดอุบัติเหตุกระทันหัน"

"คุณมายังไง"

"ขี่มอเตอร์ไซต์ค่ะ พอดีจะให้เรียกรถ ก็กลัวอันตรายอีกค่ะเลยขี่มาเองดีกว่า แต่รถลุงกบกับเอกสารปลอดภัยดีนะคะ"

"เอกสารปลอดภัยแต่คุณสภาพเละเทะแบบนี้น่ะเหรอ?" คุณสามีชั่วคราวเลิกคิ้ว ใบหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

"คุณเอานิตยสารเล่มนั้นมาดูชุด นั่นเป็นนิตยสารรวมร้านต่าง ๆ ในห้างของเรา อยากได้ขุดไหน ก็บอกคุณพฤกษ์ แล้วคุณก็ไปอาบน้ำ ในห้องนั้น เป็นห้องที่ผมไว้พักผ่อนเวลานอนที่บริษัท แล้วก็คุณพฤกษ์ผมฝากซื้ออุปกรณ์ทำแผลให้หน่อยนะครับ"

"ได้ครับ" คุณพฤกษ์ค้อมหัวรับคำสั่ง ส่วนฉันก็ต้องรีบเลือกชุดใหม่อย่างงง ๆ ฉันเลือกร้านที่ราคาจับต้องได้ ร้านนี้ดังมากแต่ราคาถูกมากสำหรับในห้างใหญ่แบบนี้

รอไม่นานพนักงานก็นำชุดเดรสแขนยาวลายลูกไม้น่ารักมาให้ และคุณพฤกษ์ก็เข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผลพอดิบพอดี

"คุณพฤกษ์เอาเอกสารไปเตรียมก่อนเถอะครับ" พี่ลูนออกคำสั่งคุณพฤกษ์ก็รีบค้อมหัวน้อมรับทันที

"ส่วนคุณไปเปลี่ยนชุด" พอเขาหันมาออกคำสั่งกับฉัน ฉันก็รีบทำตามทันที เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จสิ้นก็มานั่งลงโซฟาที่เดิมด้วยอาการเจ็บที่แผลทำให้ลำบากต่อการเคลื่อนไหว

จู่ ๆ เจ้าของร่างสูงใหญ่ก็คุกเข่าลงตรงหน้าฉัน และจับเนื้อต้องตัวกันอีก ทำเอาใจฉันสั่นไหว!

"พี่ลูนทำอะไรคะ" ฉันถามเขาไปเสียงแผ่ว ด้วยความตกใจ ตอนนี้สมองโล่งของจริงเลย ยิ่งกว่าตอนรถล้มอีก

"ผมรู้ว่าคุณซื่อบื้อ แต่แผลพักนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากผมไม่รบกวนคุณ ผมจะทำแผลให้ แล้วหลังประชุมเสร็จผมจะพาไปโรงพยาบาล "

"ขอบคุณค่ะ" ฉันยิ้มหน้าบาน ไม่กล้าขัดขืนเพราะไม่ใช่ง่าย ๆ เลยที่จัดได้ใกล้ชิดเจ้าบ่าวชั่วคราวคนนี้ ยิ่งมองใกล้ ๆ ดวงใจก็ยิ่งสั่นไหว ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวจนตอนนี้มันอาจกลายเป็นสีแดงคล้ายกับมะเขือเทศไปแล้ว

พี่ลูนคนที่อบอุ่นและอ่อนโยน...ตัวตนนี้ยังคงไม่เคยถูกลบเลือนไปสินะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป