บทที่ 5 เจ้าชายสายมโน
"เอ...รู้ละ นี่พี่ลูนดูหนังเยอะไปหรือเปล่าคะ หนูไม่วางยาพี่หรอกค่ะ ถ้าทำตอนนี้ถูกสงสัยแย่เลย ถ้าจะทำคงไม่โง่ขนาดนั้นหรอกค่ะถึงหนูจะโง่ก็เถอะ"
"เปล่าครับ ผมถามเฉย ๆ ปกติผมไม่ค่อยทานฝีมือคนอื่น" เขาปฏิเสธหน้าตายแล้วชะเง้อมองไปที่หม้อบนเตาแก๊ส
"ใช่ค่ะ เพราะพี่แต่งงานแล้ว ได้ภรรยาที่พูดมากผิดปกติ แค่มีหนูในชีวิตพี่ก็ไม่น่าจะได้ปกติแล้วค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าหนูจะใส่ยาพิษนะคะ ให้กลัวว่าหนูจะใส่ความรักให้พี่มากเกินไปดีกว่า"
"ครับ?" คิ้วหนาเลิกขึ้นราวกับสงสัยในความหมายที่ฉันสื่อ
"หยอกเล่งยามเช้า~ ยิ้ม ๆ ต้อนรับวันใหม่หน่อยสิคะ"
"ครับ"
เขากินคำว่าครับเป็นอาหารเช้าเหรอ
"อ้อ! พี่ลูนคะ หนูปลูกดอกไม้ได้หรือเปล่าคะ"
"แล้วแต่ครับ ผมไม่ได้แพ้ดอกไม้อะไร"
"ขอบคุณค่ะ พี่ลูนไปทำงานกี่โมงเหรอคะ ให้หนูช่วยเตรียมอะไรให้ไหม" ฉันชวนเขาคุยไม่หยุด ด้วยความตื่นเต้นในใจมันก็ผุดคำถามขึ้นมามากมายจนยั้งปากไม่ทัน
"เจ็ดโมงครับ"
"อ้าว นี่เพิ่งจะเกือบหกโมงเอง "
"ผมจะดูตารางงานก่อนไปทำงานน่ะครับ " ก็ว่าอยู่ ถึงได้จ้องโทรศัพท์จริงจังขนาดนี้
"ว้าววว สุดยอดเลยค่ะ พี่ลูนเก่งจัง"
"ขอบคุณครับ"
ฉันรู้ตัวว่าเป็นคนพูดมาก ต่อบทสนทนาเก่ง ไม่เคยตายไมค์ แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนโดนความเงียบกลืนกิน แต่ฉันจะถอดใจไม่ได้!
ใช้เวลาพักใหญ่จนแกงเขียวหวานเสร็จสมบูรณ์ ให้พี่ลูนมาชิมแล้วเขาก็บอกว่าผ่าน ฉันก็พร้อมเสิร์ฟ ฉันตักข้าวสวยร้อน ๆ ที่หุงไว้มาวางบนโต๊ะทานอาหาร แล้วยกแกงเขียวหวานหอมกรุ่นมาวางข้างกัน สีหน้าของคุณสามีมองสิ่งตรงหน้าอย่างคิดพิจารณา เขาดูชั่งใจกับตัวเองพอสมควร
นี่ฉันทำไม่น่าทาน หรือว่าฉันดูเหมือนพวกฆาตกรอัมหิต!?
"เมื่อกี้ก็ชิมแล้ว พี่ยังปกติดีนี่คะ ไม่ต้องกลัวหรอก"
"แล้วถ้าผมกินไปแล้วจู่ ๆ ตอนไปบริษัทเกิดออกอาการกลางทางล่ะ คุณอาจจะวางยาให้ผมเสียสมาธิ "
"พี่คิดอะไรอยู่ ใครจะบ้าวางยาปลุกเซ็กส์"
"ไม่ใช่! สมองคุณมันมีอะไรบ้างเนี่ยวันพบตะวัน! ผมหมายถึงว่าคุณอาจจะวางยานอนหลับ ระหว่างทางที่ผมขับรถอาจเกิดอาการง่วงงุน ทำให้ประสบอุบัติเหตุ และคดีก็จะกลายเป็นความประมาท" เขาโมโหจนควันแทบออกหู ถ้าคว่ำโต๊ะได้คงทำใส่ฉันไปแล้ว ไหนจะท่าทีการอธิบายตัวอย่างเหตุการณ์อย่างจริงจังนั่นอีก
"เหลือจะเชื่อ พี่คิดเรื่องราวพวกนี้เป็นตุเป็นตะได้สมเหตุสมผลมาก หนูเริ่มกลัวพี่ละนะ" คนเราจะขี้ระแวงอะไรขนาดนั้น มโนได้เป็นฉาก ๆ ฉันมากกว่านะที่ต้องกลัวเขา
"เอางี้ เดี๋ยวหนูนั่งกินด้วย ถ้าพี่ไม่มั่นใจก็ให้คุณเรย์ขับรถให้ ถึงบริษัทก็ทักมาหาหนู โอเคนะคะ" ฉันเสนอทางออก ไม่งั้นเจ้าตัวคงกินข้าวไม่อร่อย
อะไรทำให้เขาระแวงคนอื่นขนาดนั้น
"อืม" เสียงตอบรับสั้น ๆ ทำให้ฉันยิ้มกว้าง แล้วรีบไปตักข้าวในส่วนของตัวเองมานั่งทานด้วย
วันที่หนึ่งของการอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา(ปลอม ๆ ) แค่เช้านี้ฉันก็มีความสุขแล้ว
หลังจากพี่ลูนออกไปทำงานแล้วฉันก็ล้างถ้วย ล้างจานเก็บเข้าตู้ จากนั้นก็นัดประชุมเจ๊ลี่กับกลุ่มฟ้า
สถานที่นัดหมายของเราคือ ร้านขนมไทยผีสาวของเรา!
@เรือนขนมไทยผีสาว
"ไหน ๆ มาเหลาสิคะ" เจ๊เมาลี่กวักมือเรียกด้วยท่าทีสนอกสนใจ ดูท่าไม่อยากรู้เท่สไห่เลย มายืนดักรอกันตั้งแต่หน้าร้านเนี่ย
เราทั้งสามคน ฉัน เจ๊ และกลุ่มฟ้า เราเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยกันสร้างและดูแลธุรกิจนี้มาด้วยกัน กลุ่มฟ้ากับฉันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ส่วนเจ๊ลี่ก็เป็นพี่ข้างบ้านที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน เราจึงเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่โตมาก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม
และที่สำคัญ เจ๊เมลี่น่ะสนิทกับเพื่อนพี่ลูนมาก
บรรยากาศร้านของเราวันนี้ค่อนข้างจะสดใสกว่าทุกวัน ท้องฟ้าสีคราม แสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาในร้าน ลมเย็น ๆ ให้อากาศสดชื่นและร่มรื่น แภายในร้านของเราจะเป็นเรือนไทย ที่สายสิญจน์ห้อยระโยงระยางให้ดูขลัง ป้ายแนะนำขนมไทย กับรูปวาดสุดประณีตจากฝีมือของกลุ่มฟ้า
"ประการแรก ร้านของเรากำลังจะได้ย้ายไปอย่ในห้าง RK แต่ถึงอย่างนั้นฝนต้องเรียนคอร์สการตลสดเพิ่ม เพื่อที่สิ่งที่ฝนทำจะไม่สูญเปล่า "
"มีแต่ได้แต่ได้หรือเปล่าจ๊ะยัยฝน" กลุ่มฟ้าได้ทีก็รีบแซว ฉันก็เผลอหลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่ได้
"ก็ถูกอีกอะแม่ แต่ใด ๆ เขาก็เย็นชายิ่งกว่าชาเย็นเหมือนเดิม "
"แล้วเมื่อคืนพวกหล่อนทำอะไรกันจ๊ะ" เจ๊เมลี่รีบถามด้วยความอยสกรู้ แถมคงจะคาดหวังด้วยเพราะมี่ท่าประกอบเป็นการนำนิ้วชี้ชนกัน
"นอนไงเจ๊ เหนื่อยจะตาย "
"โอ๊ย ไม่เริ่ดค่ะ รู้ไหม!อิกาลนี่ถามจิกฉันแว่ด ๆ เกิดอะไรขึ้นบลา ๆ ฉันได้แต่ยิ้มแห้งแหะ ๆ " เรื่องนี้ยังคงเป็นความลับ ที่เจ๊กับกลุ่มฟ้ารู้เพราะมันแอบฟัง แต่คนรู้น้อยยังไงก็ดีที่สุด
เหตุผลมันมากกว่าแค่การแต่งงานตบตาชาวโลกเพื่อหนีการจับคลุมถุงชน มันยังมีบางสิ่งที่ฉันเองก็ยังไม่รู้ตอนที่พี่ลูนและคุณลุงมาพบครอบครัวฉัน พอถามพ่อแม่ก็ไม่มีใครตอบ กลายเป็นว่าฉันนี่แผละที่ถูกกีดกันออกจากความจริงด้วยอีกคนเฉยเลย
