บทที่ 7 ไม้กันหมา

นึก ๆ ไปแล้วผมก็ไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อสักที ถ้าไม่ติดว่าข้อเสนอของพ่อมันช่วยให้ผมหลุดพ้นจากการควบคุมของปู่ผมก็คงไม่อดทนกับผู้หญิงที่หายใจทางเหงือกเหมือนปลา ทั้งน่ารำคาญแบบฝนริน

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 เดือนก่อน

ผมเพิ่งกลับจากงานเลี้ยงวันเกิดของคุณป้าพัชรีย์ซึ่งเป็นญาติของณัฐ เพื่อนสนิทของผม

กลับมาถึงบ้านก็พบว่าพ่อนั่งรอผมอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ท่านยกชาขึ้นมาจิบก่อนจะกวักมือเรียกให้ไปหา

"ครับ?" ผมขานรับพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม

"เจอไหม"

"อะไรครับ?"

"หนูฝนรินไง" พอได้ยินชื่อ ผมถึงกับถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

เมื่อไหร่กันนะผมถึงจะหลุดจากการถูกบังคับใช้ชีวิตสักที

"ไม่ครับ ผมคงไม่บ้าจนถึงขั้นเดินไล่ถามชื่อคนในงาน"

"แกโอเคใช่ไหม ที่ฉันอยากให้แกแต่งงานกับน้องเขา"

"ผมปฏิเสธได้ด้วยเหรอครับ ไม่ว่าทางไหนก็มีแต่มีดจี้คอผมทั้งนั้น หันไปอีกทางก็ปู่ หันมาอีกทางก็พ่อ " ผมพูดตามความจริงถึงสถานการณ์ในตอนนี้

เพราะผมเป็นทายาทคนโต เกิดมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องแบกรับมากมาย หันไปทางขวาก็มีปู่ที่อยากจะยกตำแหน่งประธานให้แต่มีข้อแม้ว่าต้องแต่งงานก็หลานสาวเพื่อนสนิทของท่าน หันมาทางซ้ายก็มีพ่อที่อยากช่วยโดยการหาตัวแฟนปลอม ๆ มาแต่งงานตบตาเพื่อคัดค้านปู่

และผมยอมหันมาทางซ้ายเพราะมันยังมีทางเลือกมากกว่า

ถ้าผมแต่งกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่ท่านเลือกไว้ยังไงท่านก็ไม่พอใจมากแน่ ๆ และมองข้ามผมไปหาปกรณ์ลูกพี่ลูกน้องของผมแทน อีกอย่างผมสามารถหย่ากับคนของพ่อได้เมื่อครบกำหนด

ผมขอยอมรับอย่างเห็นแก่ตัวว่าต้องการให้มันเป็นแบบนั้น สิ่งที่ครอบครัวนี้สร้างมาให้คือสิ่งที่ผมไม่ได้อยากรับนัก แต่เพราะมันคือหน้าที่ที่รั้งคอเอาไว้

อย่างน้อยถ้าผมออกจากกระดานหมากของปู่ไปได้หนึ่งก้าว นั่นมันคือสัญญาณที่ผมจะต้องหลุดออกจากตรงนี้สักที อย่างน้อยผมผมก็ยังมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ต้องคอยเดินตามรอยเท้าแบบนี้

"..."

"เธอตอบตกลงแล้วเหรอ?"

"ยังน่ะ "

"ข้อเสนอไม่น่าสนใจเหรอ"

"ก็สน พ่อไม่ใช่น้องเขาพ่อไม่รู้"

"แค่หนึ่งปีก็หย่า ผมทนได้อยู่แล้ว ทำไมครั้งนี้สนับสนุนให้ผมดื้อกับปู่ล่ะ" ผมนวดขมับเบา ๆ แล้วเอ่ยถาม

ปกติพ่อจะให้ผมยอมปู่ตลอด สิ่งที่พวกท่านทำมันคือการโน้มน้าวแกมบังคับ

ซึ่งมันทำให้ผมเริ่มชินชา ทนมาน จนอยากดีดดิ้นให้หลุดจากวงจรนี้สักที

"เอาง่าย ๆ พ่อไม่อยากมีลูกสะใภ้แบบหนูพริ้ง"

ตอนแรกที่พ่อช่วยเสนอทางเลือกให้ผมก็นึกว่าท่านจะช่วยคุย...ที่ไหนได้ แค่เปลี่ยนวิธีนิดหน่อยเป็นการทำตัวดื้อขัดใจกับปู่ก็เท่านั้น จริง ๆ ท่านก็เอาแต่ใจเหมือนกันนั่นแหละ

"พ่อก็เลยหาไม้กันหมาเป็นคนชื่อฝนรินให้ผมสินะ" ผมแค่นหัวเราะ เหตุผลสั้นพอ ๆ กับคนที่ปู่อยากให้แต่งงานกับคนชื่อพริ้ง

ปู่อยากให้ผมแต่งกับคนชื่อพริ้งเพราะสัญญาระหว่างท่านกับคุณพีระเพื่อนสนิทของท่านซึ่งเป็นปู่ของคุณพริ้ง

ส่วนพ่อก็แค่ไม่ชอบคนที่ปู่หามาให้เลยให้ผมแต่งกับฝนริน สุดท้ายผมก็หนีไม่พ้นกับการถูกบังคับ ผมคงคาดฟวังมากไปว่าพ่อจะห่วงผมสักนิด

"กับหนูพริ้งแกแต่งแล้วเลิกไม่ได้ ไม่งั้นปู่แกเชือดแน่ แต่กับหนูฝนรินระยะเวลาของสัญญามีแค่หนึ่งปี ยังไงซะระหว่างที่แกแต่งกับหนูฝน คุณพีระต้องหาคนอื่นมาแต่งกับหนูพริ้งแน่นอน แกก็ได้ประโยชน์ที่หนึ่งปีนี้จะได้ทำในสิ่งที่ชอบที่นอกเหนือจากงานบริษัท พ่อจะไม่บังคับหรือยุ่งอะไรกับแกเลย ถ้าแกอยากเปิดกิจการออกแบบเครื่องประดับแกก็ทำได้โดยไม่ต้องทำตามข้อต่อรองของปู่ แกได้ประโยชน์ตรงนี้ และปู่จะได้เลิกเล็งแก หนูฝนรินก็ได้ประโยชน์ในส่วนของเขา มันวินกันทั้งคู่" พ่อสาธยายอีกครั้ง ผมจึงนั่งกอดอกหลับตาฟังในสิ่งที่ท่านพูดต่อไป

ท่านเอาความตั้งใจและความฝันของผมมาเป็นตัวประกัน สุดท้ายท่านก็แค่มีแผนบางอย่างที่เก็บซ่อนไว้เพื่อหลอกใช้ผมเป็นหมากเดินเกมอีกเช่นเคย

หนึ่งปีเท่านั้น ผมว่าผมอดทนได้...ครบตามกำหนดเมื่อไหร่ก็หย่า ทำเหมือนรักกันแค่ต่อหน้าปู่ก็พอจากนั้นก็ต่างคนต่างอยู่เหมือนเดิม

"ผมขอให้ปู่เฉดหัวผมทิ้งไว ๆ แล้วกัน" การเป็นหลานคนโตและเป็นคนโปรดของท่านมันเหนื่อยจริง ๆ

"แต่แกจะรับคำพูดของ-"

"มันเรื่องของเขาครับ นั่นน้อง ๆ พ่อทั้งนั้น ถ้าเขาชอบเหยียบย่ำ ก็ไม่เห็นต้องสนใจ" ผมชิงพูดตัดบทพ่อเสียก่อน

บรรดาญาติพี่น้องทุกคน เราล้วนไม่มีความผูกพันธ์ มีแต่ใส่หน้ากากเข้าหากันเพื่อผลประโยชน์...แค่สนิทยังไม่เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นผมจึงไม่ได้สนใจพวกเขา

"หลังจากหย่ากับฝนรินไป คนอื่น ๆ คงพูดเรื่องแต่งงานกับผมน้อยลงบ้าง แล้วก็จะได้เลิกหาผู้หญิงมายุ่งกับผมสักที น่ารำคาญ " อย่างน้อยฝนรินก็มีประโยชน์ในด้านนี้ เธออาจเป็นไม้กันหมาชั้นดีที่ช่วยสลัดพวกผู้หญิงน่ารำคาญกลุ่มอื่นออกไป

คงไม่มีใครชอบคนที่แต่งงานแล้วหรอก ยิ่งถ้ามีประวัติหย่าความน่าสนใจก็จะลดลง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป