บทที่ 8 กระตุ้นไฟ
"ผมตกลงครับ แต่งก็แต่ง แค่ปีเดียว" ผมรับคำอย่างง่ายดาย
ตอนแรกที่พ่อพูดเรื่องนี้เรามีปากเสียงกันยกใหญ่เพราะผมค้านเรื่องแต่งงานมาตลอด แต่พอเริ่มเย็นลงและมาคิด ๆ ดูแล้ว ทางของพ่อเป็นทางออกที่หนีปู่ได้มากที่สุด ในเมื่อผมหนีไปสุดขอบโลกปู่ก็จะยังตามมาลากคอผมกลับเข้าตระกูลได้
ผมใช้เวลาคิดเกือบทั้งวันทั้งคืนก่อนจะมาตอบตกลงพ่อได้ไม่นาน แม้จะยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของผู้หญิงคนนั่นแต่ผมไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เห็นแต่พ่ออวยเธอไม่หยุด
"ขอบใจมาก"
"แต่ขอถามอย่างหนึ่ง"
"ว่าไง"
"ทำไมต้องเป็นเธอ?" ผมถามด้วยความข้องใจ พ่อมักพูดถึงผู้หญิงคนนี้ได้อย่างปลื้มปริ่มจนน่าสงสัยว่าเธอทำคุณงามความดีอะไรไว้นักพ่อถึงได้ชอบเธอขนาดนั้น
อีกอย่าง ผมคุ้นชื่อเธอมาก แต่จำไม่ได้ว่าเคยรู้จักหรือเจอหน้ากันไหม ทั้งชีวิตที่ผ่านมาผมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามทางที่ถูกปูพรหมแดงโดยครอบครัวมาโดยตลอด ไม่เคยคิดอยากจะแวะข้างทางเพื่อพักเหนื่อยเพราะรู้ดีว่าทำไม่ได้
มีแฟนคนแรกคือผู้หญิงคนนั้น แต่ก็คบกันได้ไม่นานเราก็เลิกกันจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจใครอีก
"ไว้แกรู้จักเขาเดี๋ยวก็รู้เอง"
"เอางั้นก็ได้ถ้าพ่อไม่อยากบอก แต่ถ้าเธอล้ำเส้นผมเมื่อไหร่...พ่อห้ามเข้าข้างเธอเด็ดขาด หวังว่าเธอจะไว้ใจได้จริง ๆ " ผมไม่ได้เชื่อใจพ่อ และไม่ได้เชื่อใจผู้หญิงคนนั้น แต่แค่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ ผมแค่ต้องระวังมากขึ้นหากต้องร่วมชายคาเดียวกันกับเธอคนนั้น
บนโลกนี้ไม่ได้มีใครไว้ใจได้ทั้งนั้นนอกจากตัวเราเอง
ปัจจุบัน
หลังจากรู้จักได้ไม่นาน ผมก็ยังไม่วางใจในตัวเธออยู่ดี ฝนรินเป็นผู้หญิงที่ออกแนวน่ารำคาญ เธอทั้งพูดมากและทำอะไรที่ผมไม่ได้ขอ
มันดูประจบประแจงเอาใจเสียมากกว่า ผมก็ไม่เห็นว่าเธอจะต่างจากผู้หญิงคนอื่นเลย แต่ช่างเถอะ ถ้าผมทำเป็นไม่เห็นเธอ ประเดี๋ยวเธอก็เลิกทำตัวเรียกร้องความสนใจไปเอง
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องเรียกความสนใจให้ผมต้องละสายตาจากเอกสาร
"ท่านรองครับ คุณปกรณ์ขอพบครับ"
"เชิญ" เมื่อเอ่ยปากอนุญาตประตูก็ถูกเปิดเข้ามาโดยชายหนุ่มอายุวัยไล่เลี่ยกับผม ร่างสูงราว ๆ ร้อยเจ็บสิบกว่าในชุดสูทเรียบหรูสีน้ำเงินที่ถูกสั่งตัดในราคาแพง
"เอกสารอนุมัติโครงการที่เชียงใหม่ "
"ฉันไม่อนุมัติ" ผมก้มหน้าเซ็นเอกสารต่อไป เมื่อเห็นว่าสิ่งที่มันพูดคือสิ่งที่ผมตอบกลับไปบ่อยครั้งว่า'ไม่'
"...."
"ไปคิดมาใหม่ "
"มึงอย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ขนาดนั้นไอลูน"
"เรียกกูว่าศศิน"
"เรียกเหี้ยไรก็ช่างแม่ง แต่โครงการรีสอร์ตกลางหุบเขากูต้องผ่าน มึงอย่ามาใช้อคติปะปนกับเรื่องงาน นี่มันโครงการทำกำไรของเครือโรงแรม"
"กูเป็นรองประธานของห้าง ไม่เกี่ยวกับกู ถ้าปู่บอกไม่ ก็คือไม่ "
"แต่มึงได้สิทธิ์เซ็นแทนปู่ได้ มึงเป็นบอร์ดบริหารหลักของเครือโรงแรมและรีสอร์ตของเรา " มันก็ยังคะยั้นคะยอหน้าด้านวางเอกสารทับกองงานตรงหน้าผม
ปกรณ์เป็นคนใจร้อน ตอนนี้ในใจคงอยากจะต่อยผมให้ตาย มันทำตัวเหมือนเด็กและไร้วุฒิภาวะ
"ข้อ1. กูไม่สนับสนุนการบุกรุกป่าไม้ และมันส่งผลเดือดร้อนต่อชาวบ้านในละแวกนั้นที่อาศัยอยู่ ข้อ2. กำไรที่มึงว่าจะได้คืนคุ้มกับทุนที่เสียไปหรือเปล่า ข้อที่3.ที่เชียงใหม่มีโรงแรมและรีสอร์ตของเรามากพออยู่แล้ว อีกอย่างลองดูที่สภาพแวดล้อมและปัจจัยอื่นหน่อย และมึงรู้หรือเปล่าการสร้างรีสอร์ตตรงนั้นมันส่งผลกระทบมากแค่ไหน"
"แต่กูคิดมาแล้วว่ากำไรมันได้มากกว่าร้อยล้าน"
"แล้วกี่ปีถึงจะได้คืน อย่าโง่ไอปกรณ์ ถ้ามึงจะพยายามโกงบริษัทโดยแอบกินงบประมาณ กูต้องเสียใจด้วยว่าตราบใดที่มีกูอยู่เป็นบอร์ดบริหารที่ตำแหน่งสูงกว่ามึง....มึงก็ไม่มีวัน"ผมยื่นเอกสารคืนมันไป ถึงอย่างไรนอกจากผมแล้วประธานใหญ่สุดอย่างคุณผู่ท่านก็ไม่เห็นด้วยมาก ๆ
"มึงคิดว่ามึงจะอยู่ตรงนี้ได้อีกนานเท่าไหร่ไอลูน...เดี๋ยวอีกไม่นานคุณปู่ก็เฉดหัวทิ้ง เพราะมึงไปแต่งงานกับผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า!"
"จะพูดอะไรก็ให้เกียรติเพศแม่มึงด้วย การศึกษาก็ดี มีใบปริญญาตรีแต่ไม่มีสมองเหรอ คุณลุงวสันต์เขามำงานเยอะจนลืมสั่งสอนลูกเหี้ย ๆ แบบมึงหรือไง"
"มึง!"
"กูไม่กินของเหลือจากใคร ถ้ามึงหลอกคุณพริ้งไปแล้วก็ขอให้หยุด ให้เกียรติเพศแม่มึงด้วยไม่ใช่ใช้เขาเป็นหมากเดินเกม แบบนั้นเรียกเหี้ย หรือมึงอยากให้กูเอาเรื่องนี้ไปบอกปู่ก็ตามใจ ว่าที่กูไม่แต่งงานกับคุณพริ้งเพราะมึงไปล่อลวงคุณพริ้งเขามาแล้ว" เรื่องนี้ใครว่าผมไม่รู้ คนเลว ๆ อย่างไอปกรณ์ผมจับตามองทุกย่างก้าว
เหี้ยแบบพ่อมันไม่มีผิด นิสัยเลว ๆ ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเออย่างชัดเจนโดยที่ไม่ต้องถามว่าเป็นลูกใคร
ผมเหลือบมือมือของมันที่กำเข้าหากันแน่น แล้วเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา มันคิดจะหลอกใช้คุณพริ้งต่ออีกทีหลังจากที่เธอแต่งงานกับผม
"ไสหัวไปก่อนที่กูจะไปบอกปู่ตรง ๆ "
"มึงระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ชีวิตมึงจะฉิบหายยิ่งกว่าที่แม่มึงมีชู้สร้างความอับอายให้กับตระกูลเรา"
"บอกตัวเองว่าอยู่ให้รอดถึง30ก่อนเถอะ ไม่งั้นผีพนันจะเข้าสิงแล้วลากมึงไปอยู่ในนรก" ยิ่งผมพูดก็ยิ่งกระตุ้นไฟให้รอดกว่าเกิน มันเดินกระทืบเท้าเสียงดัง ทั้งยังเตะข้าวของในห้องผมระบายอารมณ์ก่อนจะปิดประตูออกไป แต่ก็ไม่วายด่าพนักงานหน้าห้องของผมอยู่ดี
เหี้ยเหมือนพ่อมันจริง ๆ
