บทที่ 4 คนเจ้าเล่ห์

ภายในสุดยอดรถยนต์สมรรถนะสูง ที่เหนือกว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไป มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ยังติดค้างอยู่ กัปตันหนุ่มนั่งพิงพนัก มือหนึ่งวางบนพวงมาลัย สายตาเหลือบมองผ่านกระจกมองหลัง

ภาพรถกระบะคุ้นตากำลังแล่นเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะจอดนิ่งอยู่ด้านหลัง ไฟหน้าดับลง ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออก ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ก้าวลงมาด้วยท่วงท่ามั่นคง แววตาเด็ดขาดในแบบของคนเป็นพ่อ สีหน้าเคร่งขรึม เส้นผมสีบรอนซ์ทองเฉกเช่นเดียวกับเส้นผมของนางฟ้าในดวงใจของเขา

รองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะหนักแน่น ขณะเดินตรงมายังไฮเปอร์คาร์

ม่านเมฆยังคงจับจ้องภาพนั้นผ่านกระจกมองหลัง สายตาคู่นั้นไม่ใช่ใครอื่น...

ไม่รอให้อีกฝ่ายต้องเสียแรงเคาะกระจก ม่านเมฆเป็นฝ่ายลดกระจก และทักทาย

“สวัสดีครับป๊าฟลอยด์” น้ำเสียงสุภาพเกินเหตุ ดวงตาเป็นประกายทะเล้น แม้อดีตคนตรงหน้าจะเป็นบอดี้การ์ดของตน แต่ปัจจุบันเขาคือพ่อตาของม่านหมอกซึ่งเป็นน้องชายฝาแฝดของเขา และแน่นอนว่าคนคนนี้ก็เป็นว่าที่พ่อตาของเขาด้วย

ว่าที่พ่อตา ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหวงลูกสาวยิ่งกว่าไข่ในหิน

“อาฟลอยด์ ช่วยเรียกให้ถูกด้วย” น้ำเสียงที่ห้วนแข็งและวางมาดอยู่ในที

ม่านเมฆเปิดประตูลงจากรถ ยืนตัวตรงเหมือนนักบินรายงานตัว

“เมฆก็เรียกออกบ่อย ยังไม่ชินอีกเหรอครับ”

“ไม่ชิน แล้วก็ไม่มีวันชินด้วย”

“น่าจะชินได้แล้วนะครับ หมอกก็เรียกป๊าฟลอยด์ เมฆเรียกอีกคนจะเป็นไรไป” เน้นเสียงไปที่ ‘ป๊าฟลอยด์’ เป็นการตอกย้ำสถานะ

“มันไม่เหมือนกัน”

“อีกหน่อยก็เหมือนครับ”

“คุณเมฆ!”

“เป็นป๊าฟลอยด์ของเมฆแล้ว เรียกเมฆเฉย ๆ ก็พอครับ”

“ว่างมากหรือไง ถึงได้โผล่มาอยู่ที่นี่ เป็นกัปตัน เป็นผู้บริหารสายการบิน ไม่น่าจะมีเวลาว่างมาเที่ยวเล่นถึงขอนแก่น”

“เมฆไม่ได้มาเที่ยวหรือมาเล่น ๆ สักหน่อย เมฆมาตามหาหัวใจต่างหาก”

“ถ้าเป็นโรคหัวใจควรไปโรงพยาบาล ไม่ใช่มหาวิทยาลัย แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่คณะแพทย์ด้วย” สายตาคมกริบปรายมองไปยังป้ายคณะบริหารธุรกิจ

“แต่คณะบริหารธุรกิจมีสาขาการจัดการนะครับ จัดการเสียงหัวใจที่มันเต้นตรงกันให้มารักกัน”

“ที่นี่คงไม่มีผู้หญิงคนนั้น”

“ทำไมจะไม่มีล่ะครับ ไม่งั้นเมฆจะมาถูกได้ยังไง เมฆมาที่นี่ก็เพราะเสียงเรียกจากหัวใจเลยนะครับ”

ในขณะที่สองหนุ่มต่างวัยโต้เถียงกัน ฟาเดียกับเพื่อน ๆ ก็เดินออกมาจากอาคารเรียน

“อะไรของแกเนี่ยพะแพง จู่ ๆ ก็หยุดเดิน” มัวแต่เชยชมช่อดอกไม้แสนสวยของฟาเดีย ทำให้เมเปิ้ลเดินชนกับพะแพงที่เดินนำหน้าและหยุดชะงักไม่บอกกล่าว

“เกิดเหตุเครื่องบินรบสองลำชนกันเหรอเนี่ย” พะแพงพูดด้วยเสียงตื่นตระหนก ราวกับเกิดเหตุระทึกขวัญ

“นี่แกดูซีรีส์หนักไปหรือไง เครื่องบินรบอะไรจะมาชนกันในมหาลัย”

“นั่นสิ...” ฟาเดียเห็นด้วยกับเมเปิ้ล แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดในพลันเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อกับเฮียเมฆยืนประจันหน้ากันอยู่ “ป๊า! เฮียเมฆ!” ไวเท่าความคิด ดอกไม้ในมือของเธอก็ไปอยู่ในมือเมเปิ้ล แล้วรีบสาวเท้าไปหาสองหนุ่มต่างวัย

“ฟาเดียรอพวกฉันด้วย” เมเปิ้ลกับพะแพงหันมองหน้ากัน ก่อนจะรีบวิ่งตามฟาเดียไป

“ฟาเดียลูก // ฟาเดีย” เสียงเรียกละมุนจากสองหนุ่มต่างวัย พร้อมกับหันไปมองหญิงสาวอันเป็นดั่งดวงใจที่กำลังเดินเข้ามาหา และเป็นจังหวะที่โทรศัพท์ของฟลอยด์ก็ส่งเสียงดัง

“ไม่รับสายเหรอครับ สายสำคัญเลยนะนั่น” ม่านเมฆชำเลืองตามองหน้าจอโทรศัพท์ของว่าที่พ่อตา ปรากฏชื่อ ‘เมียจ๋า’ ก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นว่าที่แม่ยายของเขา

“….” ฟลอยด์วางมาดนิ่งขรึมกดตัดสายเมียรักทันที

“ว้าว ตัดสายทิ้งเสียด้วย เจ๋งมากครับ” ฟลอยด์ไม่ได้รู้สึกสักนิดว่านั่นคือคำชม และเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเจ๋งแต่อย่างใด พร้อมกับกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากลำบากเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องเจอเมื่อกลับถึงบ้านที่สกลนคร

“นัดกันมาหาหนูเหรอคะ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งคู่ไม่มีทางนัดกันมา และรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อมาอยู่ที่นี่ นั่นก็เพราะรู้ทันอดีตเจ้านายตัวน้อยว่าต้องมาหาเธอที่นี่ในวันนี้

“เฮอะ!” ฟลอยด์สะบัดหน้าพรืด

“เปล่าครับ” ม่านเมฆตอบไปตามความจริง

“ป๊า ทำไมไม่รับสายแม่ล่ะคะ” ในขณะที่คุยกัน โทรศัพท์ของฟลอยด์ก็สั่นต่อเนื่อง ฟาเดียมองไปยังหน้าจอนั้นก็เห็นว่าเป็นสายของแม่

“นั่นสิครับ” ม่านเมฆกระหยิ่มยิ้ม

“เดี๋ยวค่อยรับก็ได้ ฟาเดียเลิกเรียนแล้วใช่ไหม ปะ ป๊าไปส่งคอนโด”

“เมฆว่าจะชวนฟาเดียไปเลี้ยงฉลองสักหน่อยน่ะครับ”

“เลี้ยงฉลองอะไร”

“ก็เลี้ยงฉลองให้กับเฟรชชี่คนใหม่ไงครับ”

“มะ...” ยังไม่ทันจะตอบโต้ เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น เห็นชื่อของคนที่ส่งมาก็กดอ่านในทันทีด้วยความเคยชิน

‘ถ้าไม่กลับเดี๋ยวนี้ ก็นอนนอกบ้านตลอดไปเลยนะ’

ดั่งสายฟ้าฟาดกลางกบาล นอนที่ร้านสามวันก็ว่าแย่แล้ว ให้นอนนอกบ้านตลอดไปก็เท่ากับไม่ได้นอนกอดเมียรัก แบบนี้ขาดใจตายพอดี ร่างสูงชะงักนิ่งราวกับวิญญาณได้หลุดออกจากร่างและลอยละลิ่วกลับสกลนครไปแล้ว

“เป็นคำขู่ที่น่ากลัวมาก เมฆว่าป๊าฟลอยด์รีบกลับไปหาแม่ปุ้ยจะดีกว่านะครับ ส่วนฟาเดีย เมฆจะเป็นคนดูแลเอง” เสียงยียวนตามด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มตามสมรรถนะของรถ และนั่นช่วยดึงสติของฟลอยด์ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ทันความเจ้าเล่ห์ของอดีตเจ้านายตัวน้อย ที่ตอนนี้ได้พาลูกสาวของเขาเข้าไปนั่งในรถเป็นที่เรียบร้อย

“ฟะ...” ทำได้เพียงอ้าปาก ไฮเปอร์คาร์สุดเท่ก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า โดยมีสองสาวเพื่อนซี้ของฟาเดียยิ้มร่าเริงโบกมือตามหลัง แต่เมื่อปะทะกับสายตาของพ่อเพื่อนก็พลันหุบยิ้ม มือนั้นก็เปลี่ยนเป็นพนมไหว้พร้อมกับย่อตัว

“สวัสดีค่ะป๊าฟลอยด์” กล่าวคำลาแล้วสองสาวผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งผลักทั้งดันให้ฟาเดียไปขึ้นรถของเฮียเมฆก็พากันเดินละลิ่วไปยังรถของตัวเอง

“...โธ่เว้ย” อยากจะตามลูกสาวไปใจแทบขาด แต่ถ้าไม่กลับไปหาเมียตอนนี้ก็ต้องขาดใจตายเป็นแน่ “ฝากไว้ก่อนเถอะ” จำใจต้องเดินกลับไปที่รถของตัวเอง แล้วขับกลับสกลนครให้เร็วที่สุด

ไฮเปอร์คาร์พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่เร็วนัก เพราะมั่นใจ ยังไงว่าที่พ่อตาก็เลือกที่จะกลับไปหาเมียสุดที่รักมากกว่าจะขับรถตามเขา แต่ถึงให้ขับรถตามมาก็ไม่มีทางทัน

ฟาเดียหันไปมองกระจกหลัง เห็นรถของพ่อขับเลี้ยวไปอีกทาง หัวใจที่เต้นแรงเริ่มผ่อนคลาย เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“เฮียเมฆอะ” ฝ่ามือเรียวฟาดที่ต้นแขนของสารถีสุดหล่อที่ยิ้มขัน ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์

“ฟาเดียตีเฮียทำไมเนี่ย” ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความเจ็บปวดเกินจริงไปมาก จนฟาเดียอดมองค้อนไม่ได้

“เฮียแกล้งป๊า”

“เฮียเนี่ยนะจะแกล้งป๊าฟลอยด์”

“เฮียโทรหาแม่ใช่ไหมคะ”

“เฮียไม่ได้โทร แต่เฮียส่งไลน์ไปขอความช่วยเหลือจากแม่ปุ้ยต่างหาก” ม่านเมฆส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากว่าที่แม่ยายตั้งแต่เห็นรถของว่าที่พ่อตาขับมาจอดต่อท้าย และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เฮียเมฆเจ้าเล่ห์”

“ถ้าเฮียไม่ทำแบบนี้ เราก็ไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันสิคะ”

“มาคะอะไรของเฮีย” แก้มนวลขึ้นริ้วสีแดงกับคำพูดหวานหู

“ฟาเดียไม่ชอบให้เฮียพูดแบบนี้เหรอคะ” ยิ่งเห็นคนน้องเขินจนแก้มแดง ม่านเมฆก็ยิ่งอยากแกล้ง

“เฮียเมฆ”

“เฮียอยู่นี่แล้วค่ะ” ใบหน้าหล่อคมคายกระหยิ่มยิ้ม พร้อมกับมือที่เอื้อมไปกุมมือเรียวแล้วยกขึ้นมาจูบหลังมือ ทำให้หัวใจของฟาเดียเต้นแรง แก้มร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม

ฟาเดียค่อย ๆ ดึงมือกลับ แก้มใสขึ้นสีแดงเรื่อ เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ทำทีเป็นมองถนนข้างหน้า

“ขะ ขับรถดี ๆ สิคะ” เสียงเธอเบา ปนเขินจนปิดไม่มิด

ม่านเมฆหัวเราะในลำคอ ยิ้มกว้างกว่าเดิม แต่ยอมจับพวงมาลัยด้วยสองมืออย่างว่าง่าย “ครับ ๆ เฮียจะตั้งใจขับรถอย่างดีเลย”

ฟาเดียสูดลมหายใจ ตั้งสติ ก่อนจะหันมาถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“เฮียจะพาหนูไปกินข้าวที่ไหน”

“เดี๋ยวหนูก็รู้ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป