บทที่ 7 ช่องว่าง

“โอ๊ย อีหญิง แกจะบิดจนแขนฉันเป็นเกลียวโปเต้แล้วนะยะ”

เสียงแหลมปรี๊ดของพะแพงดังแทรกเสียงจอแจใต้ตึกคณะบริหารธุรกิจ เรียกสายตาบรรดาโต๊ะข้าง ๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนเจ้าตัวและแก๊งนางฟ้าประจำคณะจะไม่แคร์สื่อ เพราะประเด็นที่กำลังเม้าท์มอยมันร้อนแรงยิ่งกว่าแดดเมืองขอนแก่นตอนเที่ยงวัน

“ก็มันฟินนี่หว่า” เมเปิ้ลกรีดร้องไร้เสียง มือไม้เกร็งจิกแขนเพื่อนแน่น พลางหันมาส่งสายตาวิบวับใส่ฟาเดียที่นั่งหน้าร้อนผ่าวอยู่ตรงกลาง “นางเอกยุคใหม่มันต้องแบบนี้ สายรุก เฟียร์ส ปังปุริเย่ มัวแต่รอให้ผู้ชายเริ่ม เดี๋ยวก็ได้กินแห้วกระป๋องพอดี”

“เบาได้เบาจ้ะเพื่อน” ฟาเดียยกมือปิดแก้มที่ยังคงรู้สึกอุ่นวาบเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตตกค้างจากเหตุการณ์เมื่อวาน “ฉันก็แค่ เผลอตัวไปหน่อย”

“เผลอตัวอะไรยะ เขาเรียกประกาศศักดา” พะแพงจีบปากจีบคอเสริมทัพ “หอมแก้มโชว์ไปเลย ให้รู้ว่ากัปตันคนนี้มีเจ้าของแล้ว ชะนีหน้าไหนก็ห้ามแตะ ว่าแต่ แก้มเฮียเมฆหอมไหมแก กลิ่นแพงไหม”

“พะแพง” ฟาเดียตีแขนเพื่อนแก้เขิน “พอเลย เลิกแซวได้แล้ว อาจารย์เข้าคลาสแล้วเนี่ย”

“เปลี่ยนเรื่องเก่ง” สองสาวประสานเสียงพร้อมเบ้ปากใส่คนมีความรัก แต่ก็ยอมลุกเก็บของเดินตามเข้าห้องเลกเชอร์ไปแต่โดยดี

ฟาเดียเดินรั้งท้ายกลุ่ม มือเรียวกระชับสายกระเป๋าสะพาย ก่อนจะลอบกดเปิดหน้าจอโทรศัพท์ดูเป็นครั้งที่สิบของชั่วโมง

ว่างเปล่า...

กล่องข้อความแชตสีเขียวยังคงค้างอยู่ที่ข้อความสุดท้ายที่เธอส่งไปเมื่อเช้าตรู่

Fadia : เดินทางปลอดภัยนะคะเฮียเมฆ ถึงกรุงเทพฯ แล้วบอกหนูด้วยนะ        

สถานะ Read ขึ้นโชว์หราตั้งแต่แปดโมงเช้า แต่จนป่านนี้ที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ยังไร้วี่แววข้อความตอบกลับ หรือแม้แต่สติกเกอร์สักตัว

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นริ้วเข้ามาในอกเหมือนเผลอก้าวเท้าตกหลุมอากาศ

‘เฮียคงยุ่งแหละ ระดับ CEO งานต้องยุ่งอยู่แล้ว’

เธอพร่ำบอกตัวเองแบบนั้น พยายามปัดความรู้สึกน้อยใจเล็ก ๆ ทิ้งไป แล้วก้าวเท้าเข้าสู่ห้องเรียนขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยนักศึกษา

ชีวิตเฟรชชี่ปีหนึ่งหนักหนากว่าที่คิด

หลังจากหมดช่วงโปรโมชันความหวานที่ม่านเมฆบินมาหาแทบทุกวัน ตอนนี้ชีวิตจริงของฟาเดียก็เริ่มหมุนติ้วด้วยความเร็วสูงจากกิจกรรมรับน้อง การบ้านวิชาพื้นฐานและโปรเจกต์กลุ่มที่อาจารย์สั่งเหมือนโกรธนักศึกษามาสิบชาติ ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหายใจ

แต่ถึงอย่างนั้น ในทุกช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการเรียน สายตาของเธอก็มักจะมองบนท้องฟ้าเสมอ

เครื่องบินลำเล็ก ๆ ที่ลากเส้นสีขาวพาดผ่านก้อนเมฆเหนือตึกคณะ กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอมากกว่ากระดานไวท์บอร์ด

เฮียจะอยู่บนนั้นหรือเปล่านะ?

ตอนนี้จะบินอยู่เหนือประเทศอะไร?

กินข้าวหรือยัง?

คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ราวกับเพลย์ลิสต์เพลงเศร้าที่เปิดวนลูป

“ฟาเดีย ฟาเดีย”

แรงเขย่าที่หัวไหล่ดึงสติเธอให้กลับเข้าร่าง ฟาเดียสะดุ้งหันไปมองเมเปิ้ลที่ทำหน้ามุ่ย

“เหม่ออะไรยะ อาจารย์ปล่อยคลาสแล้ว ไปหาไรกินกัน หิวจนไส้จะขาดแล้วแม่”

“อ๋อ อือ ไปสิ” ฟาเดียรีบเก็บของลงกระเป๋า สายตายังคงชำเลืองมองโทรศัพท์ที่วางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะ

ไม่มีไฟกะพริบแจ้งเตือน...

ไม่มีสายเรียกเข้า...

ความเงียบของเครื่องมือสื่อสาร บางครั้งมันก็ดังจนน่ารำคาญใจ

22:15 น. ณ คอนโดมิเนียม

ห้องนอนสีครีมอุ่นเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่ง ๆ คลอไปกับเสียงพลิกหน้ากระดาษหนังสือเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค

ฟาเดียนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ผมยาวสลวยถูกมัดรวบขึ้นลวก ๆ ด้วยกิ๊บหนีบผม ปากกาไฮไลต์สีพาสเทลในมือขีดเน้นข้อความในหนังสือ แต่ใจความสำคัญกลับไม่เข้าหัวเลยสักนิด

เพราะสายตาของเธอจดจ่ออยู่ที่นาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงมากกว่าตัวหนังสือ

สี่ทุ่มสิบห้า

ปกติเวลานี้ เฮียเมฆต้องโทรมาแล้วนี่นา

ความกังวลเริ่มก่อตัวเป็นก้อนแข็ง ๆ จุกอยู่ที่คอ หรือจะเป็นอะไรไป? หรือเครื่องมีปัญหา? หรือเขาเบื่อที่จะคุยกับเด็กอย่างเธอแล้ว?

ความคิดฟุ้งซ่านของคนไกลทำงานหนักยิ่งกว่าสัญญาณเน็ต 5G

ครืด ครืด

เสียงสั่นสะเทือนบนฟูกที่นอนกระชากหัวใจที่ห่อเหี่ยวให้พองโตขึ้นในเสี้ยววินาที ฟาเดียแทบจะโยนปากกาทิ้ง คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับโดยไม่ต้องดูชื่อ

“เฮียเมฆ!”

(รอนานไหมคะ)

ทันทีที่ภาพเขาปรากฏบนหน้าจอ รอยยิ้มกว้างที่เตรียมไว้ของฟาเดียก็ค่อย ๆ จางลง เปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความเป็นห่วง

ม่านเมฆยังอยู่ในชุดทำงาน เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงยับย่นเล็กน้อย กระดุมเม็ดบนถูกปลดออกเผยให้เห็นลำคอแกร่ง เนคไทถูกดึงจนหลวมรุ่ยร่าย ใบหน้าหล่อเหลาที่เธอหลงใหลดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ใต้ตามีรอยคล้ำจาง ๆ ที่แม้แต่ฟิลเตอร์ในแอปฯ ก็ปิดไม่มิด

ฉากหลังไม่ใช่ห้องนอนหรูในเพนท์เฮาส์ แต่เป็นห้องทำงานที่มีเอกสารกองพะเนินเทินทึก

“เฮีย ยังไม่กลับห้องอีกเหรอคะ” ฟาเดียถามเสียงอ่อน

(เพิ่งประชุมกับฝ่ายซ่อมบำรุงเสร็จค่ะ มีปัญหาเรื่องอะไหล่นำเข้านิดหน่อย) ม่านเมฆยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบา ๆ พยายามฝืนยิ้มให้คนในจอ (ขอโทษทีนะที่วันนี้หายไปเลย ยุ่งจนหัวหมุนจริง ๆ ข้าวเที่ยงเฮียเพิ่งได้กินตอนบ่ายสามเอง)

ความน้อยใจที่สะสมมาทั้งวันพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความสงสารจับใจ

“ทานข้าวเย็นหรือยังคะ”

(เรียบร้อยแล้วค่ะ เลขาฯ ซื้อแซนด์วิชมาให้รองท้อง) เขาตอบพลางหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ ทั้งที่ดึกป่านนี้แล้ว (แล้วหนูล่ะ วันนี้เป็นไงบ้าง เรียนเหนื่อยไหม เจอรับน้องโหดหรือเปล่า มีใครมาจีบหรือเปล่า)

ฟาเดียอ้าปากจะเล่า เรื่องที่โดนรุ่นพี่ปีสามว้ากใส่หน้าห้องเชียร์ เรื่องงานกลุ่มที่เพื่อนบางคนกินแรง เรื่องที่เธอเดินสะดุดบันไดจนอายม้วน เรื่องราวมากมายที่เธอลิสต์ไว้ในหัวเพื่อจะฟ้องเขา

แต่พอมองเห็นดวงตาที่ปรือปรอยของเขา เสียงของเธอก็ถูกกลืนหายไป เธอไม่อยากเอาเรื่องไร้สาระของเด็กปีหนึ่ง ไปเพิ่มน้ำหนักบนบ่าคนที่ต้องแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย อย่างน้อยก็ชีวิตพนักงานทั้งสายการบิน

“ไม่เหนื่อยค่ะ สนุกดี” ฟาเดียเลือกที่จะโกหกคำโต พร้อมฉีกยิ้มสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เพื่อน ๆ น่ารักทุกคนเลยค่ะ อาจารย์ก็ใจดี เฮียไม่ต้องห่วงหนูนะ”

(จริงเหรอ เก่งมากค่ะเด็กดี) ม่านเมฆยิ้มออกมาได้เต็มแก้มขึ้นนิดหน่อย แววตาฉายความภูมิใจ (อาทิตย์นี้เฮียอาจจะไม่ได้บินไปหานะ ตารางบินแน่นเอี๊ยดเลย แถมต้องเตรียมพรีเซนต์งบประมาณไตรมาสหน้าด้วย)

ก้อนแข็ง ๆ จุกขึ้นมาที่คออีกครั้ง ไม่ได้เจอกันอีกแล้วเหรอ

“ไม่เป็นไรค่ะเฮีย งานสำคัญกว่าอยู่แล้ว” เธอพยักหน้ารัว ๆ ทำมือโอเคประกอบ “หนูอยู่ได้ สบายมาก เฮียตั้งใจทำงานเถอะค่ะ หาเงินมาเลี้ยงหนูเยอะ ๆ นะ”

(หึ ๆ ได้ครับ จะหามาเปย์ให้หนูใช้ไม่หมดเลย) ม่านเมฆหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้กล้อง เหมือนพยายามจะมองทะลุจอมาหาเธอ (คิดถึงนะคะ อยากกอดจะแย่แล้ว)

“หนูก็คิดถึงเฮียค่ะ” เสียงของเธอแผ่วเบาเจือความสั่นเครือเล็กน้อย

(อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวเคลียร์งานเสร็จ เฮียจะรีบบินไปให้หอมแก้มจนช้ำเลย ไปนอนได้แล้วค่ะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ)

“ค่ะ เฮียก็รีบกลับไปพักผ่อนนะคะ อย่าหักโหมนะ หนูเป็นห่วง”

(รับทราบค่ะ ฝันดีนะคะเด็กดีของเฮีย)

หน้าจอตัดไปแล้ว ห้องทั้งห้องกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง

ฟาเดียวางโทรศัพท์ลงข้างตัว ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับลงกลางอก มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่การทะเลาะแต่มันคือ ช่องว่าง

ช่องว่างระหว่างโลกของนักศึกษาที่มีแค่เรื่องเรียนกับเพื่อน กับโลกของผู้บริหารที่มีพันธะหน้าที่ร้อยแปดพันเก้ายืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

วันนี้เธอได้เรียนรู้บทเรียนใหม่นอกห้องเรียนแล้วว่าความรักระยะไกล มันไม่ได้วัดกันที่กิโลเมตร แต่มันวัดกันที่ความเข้มแข็งของหัวใจในวันที่ต้องมองหน้าจอแทนดวงตาคู่นั้น

ติ๊ง

เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้น ฟาเดียรีบคว้ามาดูด้วยความหวังว่าม่านเมฆอาจจะทักมาอีก แต่กลับเป็นชื่อที่ทำให้เธอต้องหลุดขำจนน้ำตาซึม

Pa’Floyd : [สติกเกอร์รูปหมีถือปืนลูกซอง]

Pa’Floyd : นอนหรือยังลูกสาว ปิดไฟล็อกห้องดี ๆ นะ ป๊าเช็กกล้องวงจรปิดหน้าห้องผ่านมือถืออยู่ เห็นแมลงสาบวิ่งผ่านตัวนึง เดี๋ยวป๊าโทรด่านิติบุคคลให้มาจัดการเดี๋ยวนี้แหละ

Pa’Floyd : อย่านอนดึกดื่นล่ะ หน้าตาโทรมเดี๋ยวไม่สวยนะ

ข้อความของป๊าฟลอยด์ที่ส่งมาด้วยความเป็นห่วงแบบล้น ๆ ช่วยปัดเป่าความเหงาออกไปได้เปราะหนึ่ง อย่างน้อย... ในความห่างไกลนี้ ก็ยังมีผู้ชายคนหนึ่งที่เฝ้ามองเธออยู่ตลอดเวลา แม้จะเฝ้าจับผิดยันแมลงสาบหน้าห้องก็ตามที

ฟาเดียพิมพ์ตอบ ‘ฝันดีค่ะป๊า รักป๊านะคะ’ กลับไป

เธอล้มตัวลงนอน กอดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่ม่านเมฆเคยซื้อให้ในวันปัจฉิมเรียนจบ ม.6 มองเพดานห้องที่ว่างเปล่าพลางบอกตัวเองในใจ

โตแล้วนะฟาเดีย เธอเลือกเองที่จะรักผู้ใหญ่ เธอต้องเข้าใจโลกของเขาให้ได้

แต่ถึงสมองจะเข้าใจแค่ไหน หัวใจดวงน้อย ๆ ก็ยังอดเรียกร้องไม่ได้อยู่ดีว่าอยากเจอ... อยากเจอมากกว่าแค่วิดีโอคอล...

คืนนี้ ขอนแก่นดูเงียบเหงากว่าทุกคืน และกรุงเทพฯ ก็ดูไกลออกไปกว่าที่เคยรู้สึก... เมื่อไรจะถึงอาทิตย์หน้าสักทีนะ ‘คิดถึงจัง’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป