บทที่ 10 ตอนที่ 10

บทที่ 11

เจนิตาทำแผลให้ตัวเองพร้อมครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้บ้านเติมรักไม่ถูกยึด เพราะเธอไม่สามารถทนดูแม่ใหญ่และน้องๆของเธอต้องระหกระเหเร่ร่อนได้อย่างแน่นอน ตอนนี้เธอมีชีวิตที่สุขสบายเรียนจบมีงานทำในขณะที่ผู้มีพระคุณของเธอกำลังเดือดร้อน เธอไม่สามารถอยู่เฉยๆโดยที่ไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้เสี่ยซ้งมายึดบ้านเติมรักไปได้แน่ๆ

“คิดสิเจน จะทำยังไงดีให้ได้โฉนดคืนมา” เจนิตาพึมพำบอกตัวเองแต่ก็ยังมืดแปดด้าน ด้วยความเครียดและกังวลส่งผลให้เจนิตาเป็นคนเงียบขรึมไม่ร่าเริงเหมือนเดิมจนเพื่อนร่วมงานรู้สึกผิดสังเกตจึงเอ่ยถาม เธอจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนร่วมงานฟัง ทุกคนก็ได้แต่แสดงความเห็นใจแต่ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้เพราะก็เป็นแค่ลูกจ้างกินเงินเดือนไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต่อให้เธอมีเพื่อนที่มีฐานะเงินจำนวนนี้ก็คงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยง่ายๆแน่

วันนี้เป็นวันหยุดเจนิตาจึงแวะเข้ามาที่บ้านเติมรักเพื่อให้กำลังใจและอยู่เป็นเพื่อนแม่ใหญ่ เพื่อให้ท่านมีกำลังใจในการต่อสู้ปัญหา

“แม่หาทางออกเรื่องนี้ได้แล้วนะเจน”

“จริงเหรอคะ แม่ใหญ่จะทำยังไงคะ” เจนิตาถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“แม่ว่าจะขายตึกแถวที่ให้เช่าอยู่ตอนนี้”

“ขายตึกแถวเหรอคะ แต่นั่นคือรายได้หลักที่เรานำมาใช้ในบ้านเติมรักนะคะ ถ้าขายไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนภายในบ้านล่ะคะ” แม่ใหญ่นิ่งไปก่อนจะให้คำตอบที่ทำให้เจนิตาต้องน้ำตาซึม

“แม่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะเจน แต่แม่ทนเห็นเด็กๆต้องไร้ที่อยู่กลายเป็นเด็กเร่ร่อนอีกไม่ได้แม่ไม่อยากให้สิ่งที่แม่ตั้งใจทำต้องมาล้มลงกลางคัน แม่ต้องการส่งเด็กๆพวกนี้จนถึงฝั่งให้เขาเติบโตมีอาชีพการงานที่มั่นคงหรืออย่างน้อยก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่ยอมตายเสียดีกว่าที่จะต้องเห็นชีวิตน้อยๆที่แม่เฝ้าฟูมฟักต้องมาพังทลายไปต่อหน้าต่อตา” เจนิตาโผกอดแม่ใหญ่ด้วยความซึ้งใจกับความเสียสละอันใหญ่หลวง ตึกแถวกลางเมืองเหล่านั้นเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สร้างรายได้ให้อย่างงดงามแต่แม่ใหญ่กลับจะขายมันเพื่อเด็กๆที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน

“เด็กๆโชคดีเหลือเกินค่ะที่ได้มาเจอแม่ใหญ่รวมทั้งเจนด้วย”

“แม่ต่างหากที่โชคดีมีเด็กๆเหล่านี้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้ชีวิตผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่งไม่โดดเดี่ยวจนเกินไปนัก” เจนิตาสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างในน้ำเสียงนั้น แม่ใหญ่มีลูกสาวที่ไม่เคยเหลียวแลเอาใจใส่ สร้างแต่ความเดือดร้อนให้เสมอมา คนเป็นแม่ถึงอย่างไรก็ต้องการความรักจากลูกเป็นแรงหนุนให้มีชีวิตอยู่ต่อไปแต่แม่ใหญ่ไม่เคยได้รับสิ่งนั้นจากบัวบูชา

“เจนจะพยายามหาทางช่วยแม่ใหญ่สุดความสามารถนะคะ อย่างน้อยตอนนี้เราก็ยังพอมีเวลา”

“ขอบใจมากลูกแค่เจนอยู่เคียงข้างแม่แค่นี้ก็พอแล้ว” แล้วทั้งสองก็โผเข้ากอดกันอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะซาบซึ้งกันไปมากกว่านั้นป้านิดก็เข้ามาบอกว่ามีแขกมาขอพบแม่ใหญ่ซึ่งไม่ใช่ใครคือเสี่ยซ้งนั่นเอง

“เสี่ยจะมาที่นี่อีกทำไมคะ”

“แหมๆ ผมก็มาให้แม่ใหญ่เห็นหน้าบ่อยๆจะได้ไม่ลืมไงครับว่าต้องเตรียมตัวย้ายออกจากที่นี่อีกไม่นานนี้”

“ไอ้เสี่ยขี้โกง” เจนิตาต่อว่าอย่างไม่เกรงกลัว

“เจนไม่เอาลูก” เสี่ยซ้งปรายตามองเจนิตาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ หญิงสาวรูปร่างเย้ายวนหน้าตาสวยเฉี่ยวตรงหน้านี้ช่างดึงดูดความสนใจของเขาได้ดียิ่งนัก

“แม่หนูคนนี้ใครเหรอครับแม่ใหญ่”

“ฉันเป็นเด็กที่แม่ใหญ่รับมาเลี้ยงถามทำไม”

“โอ๊ะโอ ดุซะด้วยอย่าดุนักสิหนูจ๋าเรามาทำความรู้จักกันไว้ดีกว่านะเผื่อว่าหนู...ชื่ออะไรนะหนูเจนใช่ไหม นั่นแหละเผื่อวันข้างหน้าหนูเจนมีเรื่องเดือดร้อนให้เสี่ยช่วยเราจะได้พึ่งพาอาศัยกันได้ไงจ๊ะ”

“ฉันไม่อยากรู้จักคนอย่างแก”

“ไม่เอาน่าอย่าพูดไม่เพราะสิจ๊ะ ไม่แน่นะถ้าเรามาทำความรู้จักกันไว้เสี่ยอาจจะเลื่อนเวลาออกไปให้อีกก็ได้มันขึ้นอยู่กับว่าหนูจะอยากให้เสี่ยช่วยหรือเปล่า”

“เสี่ยกลับไปเถอะค่ะ ส่วนเรื่องโฉนดเดี๋ยวดิฉันจะหาเงินไปไถ่เอง” แม่ใหญ่รีบตัดบทเพราะรู้ดีว่าเสี่ยซ้งคิดยังไงกับเจนิตาด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามาก

“อย่างนั้นก็ได้ครับแม่ใหญ่ แต่อย่าลืมนะว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้วจะทำอะไรก็รีบๆล่ะ เสี่ยไปนะจ๊ะหนูเจนฮ่าๆๆ” เสี่ยซ้งทิ้งท้ายก่อนจะเดินหัวเราะออกไปอย่างสาสมใจ

“เจนอย่าไปยุ่งกับมันนะลูก เสี่ยซ้งเป็นคนไม่ดีอยู่ให้ห่างๆไว้จะดีที่สุด”

“เจนทราบค่ะแม่ใหญ่ เจนไม่มีวันไปคบค้าสมาคมกับคนแบบนี้แน่ๆ”

“ดีมากลูก”

“แม่ใหญ่จะขายตึกจริงๆเหรอคะ”

“ทำยังไงได้ล่ะเจน มันเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาบ้านเติมรักเอาไว้ได้”

“แต่นั่นมันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของแม่ใหญ่นี่คะ แถมยังอยู่ตรงทำเลดีถ้าต้องขายก็น่าเสียดายมาก”

“ของนอกกายไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้ลูก อีกอย่างแม่ก็ไม่มีทายาทที่จะดูแลสืบทอดมันหรอกเพราะถ้ายกให้บัวก็ไม่พ้นจะถูกขายเอาเงินมาผลาญจนหมด ถือซะว่าแม่ได้ทำบุญครั้งใหญ่เพื่อเด็กๆเหล่านี้ก็แล้วกันนะ”เจนิตาได้แต่รับฟังเพราะเธอเองก็จนปัญญา เงินจำนวนมากขนาดนั้นอย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลยต่อให้ชาตินี้ทั้งชาติเธอจะหาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เธอรู้ดีว่าแม่ใหญ่จะต้องเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องทนเห็นสมบัติของตระกูลตกไปเป็นของคนอื่น แต่มันก็เกินความสามารถที่เธอจะช่วยได้จริงๆ

ทางด้านบัวบูชาและแฟนหนุ่มก็พากันมาหาเสี่ยซ้งเพื่อสอบถามถึงเรื่องสัญญาที่ให้เซ็น จึงพบว่าตัวเองเสียรู้เสี่ยเฒ่าเจ้าเล่ห์เสียแล้ว

“ทำอย่างนี้มันเจตนาโกงกันชัดๆนี่เสี่ย ตอนที่ให้เงินไม่เห็นบอกเลยว่าต้องเอามาใช้คืนภายในสามเดือน” บัวบูชาต่อว่าอย่างโมโห

“อ้าวหนูบัว จะพูดอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกนะในสัญญาก็ระบุชัดเจนหนูไม่อ่านเองนี่นา แล้วจะมาหาว่าเสี่ยโกงได้ยังไง”

“ก็เสี่ยบอกว่ามันแค่การเซ็นรับเงินไง อย่างนี้ไม่เรียกว่าจงใจโกงจะให้เรียกว่าอะไร”

“ท่าทางเราจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ เสี่ยว่าหนูกลับไปหาเงินมาไถ่โฉนดคืนให้ได้ภายในเวลาที่กำหนดดีกว่าไม่อย่างนั้นเสี่ยจำเป็นต้องยึด” เสี่ยซ้งบอกและหันไปส่งสัญญานให้ลูกน้องเพื่อให้ส่งแขกกลับ

“เมษพาหนูบัวกลับไปเถอะ วันนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่อง” เสี่ยซ้งบอกและเดินออกจากห้องทันที

“เสี่ยจะหนีไปไหนกลับมานะ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่อง” บัวบูชาโวยวายเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะสูญเสียทรัพย์สินมูลค่าร้อยล้านให้กับเสี่ยเฒ่าเจ้าเล่ห์

“บัว กลับเถอะ”

“เดี๋ยวก่อนสิพี่เมษ ไม่เห็นเหรอว่าไอ้เสี่ยนั่นมันโกงเรา”

“กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนเถอะบัว ที่นี่มีแต่คนของเขาทั้งนั้นเราทำอะไรไม่ได้หรอกเผลอๆจะถูกฆ่าปิดปากซะอีกพี่ว่าเรากลับก่อนเถอะ ค่อยไปคิดหาวิธีเอาของของเราคืนที่บ้านเชื่อพี่นะ” เมษารีบพูดให้บัวบูชากลับบ้านเพราะเขากลัวว่าจะโดนทำร้าย บัวบูชาคล้อยตามและปล่อยให้เมษาจูงออกจากบ่อนของเสี่ยซ้งไปแต่โดยดี

คืนนี้ตติยะพาลูกค้ามาเลี้ยงรับรองที่ 66 CLUB เขาพยายามมองหาเจนิตาแต่ก็ไม่พบ เพราะปกติแล้วเธอจะเป็นคนดูแลในโซนวีไอพีแต่วันนี้กลับเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาเสิร์ฟแทน

“น้องครับ เจนไปไหนเหรอปกติพี่เห็นเขาเป็นคนดูแลโซนนี้”

“วันนี้วันหยุดของพี่เจนค่ะ แต่หนูเห็นว่าพี่เจนมานั่งดื่มอยู่ข้างล่างนะคะ”

“ขอบคุณมากครับ” ตติยะส่งธนบัตรสีม่วงให้เป็นการตอบแทนที่ช่วยไขข้อข้องใจ

เมื่อการเลี้ยงรับรองเสร็จสิ้นและส่งลูกค้ากลับเรียบร้อยตติยะก็เดินกลับเข้ามาในคลับเพื่อมองหาเจนิตา ก็พบว่าหญิงสาวอยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงสั้นกุดโชว์ขาขาวเนียน ส่วนท่อนบนนั้นคว้านลึกโชว์อกอิ่มล้นเกินตัวแต่ที่ทำให้ตติยะหน้าขรึมขึ้นคือข้างๆเธอมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ และมือไม้ของมันก็ยุ่มย่ามอยู่บนตัวของเจนิตาซึ่งดูเหมือนว่าเธอกำลังเมาและไม่รู้สึกตัว

“ขอโทษนะครับ กรุณาถอยออกไปจากเพื่อนผมด้วย” ชายหนุ่มคนนั้นจึงรีบลนลานเดินหายไปทันทีเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของตติยะ ร่างสูงหันไปมองคนที่นั่งฟุบอยู่บนโซฟา

“เมาเหรอเนี่ย” ตติยะเอื้อมมือไปแตะเรียวแขนเธอเบาๆ

“คุณ คุณตื่นเถอะจะมานอนอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะ”

“ครายเหรอ” เจนิตาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้

“ยัยเด็กแว๊นเอ๊ย ทำไมดื่มจนเมาแบบนี้เนี่ย” ตติยะกำลังหันซ้ายหันขวาคิดว่าจะทำยังไงกับคนตรงหน้าดีที่แน่ๆเขาทิ้งเธอไว้แบบนี้ไม่ได้ ก็ดูเจ้าหล่อนแต่งตัวสิเห็นตัวเล็กๆมาดทอมบอยที่ไหนได้ ‘มีของ’ เยอะกว่าที่คิด

“ขอโทษนะครับ คุณจะพาพี่เจนไปไหน” เก่งรีบเข้ามาถามเมื่อเห็นตติยะทำท่าจะพาเจนิตาออกไปจากคลับเพราะสาวรุ่นพี่ได้บอกเขาไว้แล้วว่าวันนี้จะขอดื่มให้เมาถ้ากลับไม่ไหวก็รบกวนให้เขาไปส่ง เขาจึงคอยมองดูอยู่ตลอดเพราะห่วงความปลอดภัยของเจนิตา แต่ชั่วเวลาที่เขาไปเข้าห้องน้ำกลับมาก็พบว่ามีร่างสูงใหญ่ของใครบางคนนั่งหันหลังอยู่บนโซฟาข้างเจนิตาจึงรีบเข้ามาดู

“ไม่ต้องห่วงนะน้องเดี๋ยวพี่พาเจนเขากลับเอง น้องจำพี่ได้ใช่ไหมพี่เป็นเพื่อนกับสามีคุณลดาไง” เก่งพยักหน้ารับเพราะเขาจำได้ดีว่าตติยะคือเพื่อนสนิทของธีรภัทรลูกค้าวีไอพีของคลับอีกคน ซึ่งเป็นสามีของลดาวดีเพื่อนสนิทเจนิตาและยังเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาด้วย

“จำได้ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เดี๋ยวพี่จะส่งเขาถึงที่พักเองส่วนรถเดี๋ยวพี่จะให้ลูกน้องขับกลับไปเอง”

“วันนี้พี่เจนไม่ได้เอารถมาครับ พี่เขานั่งแท็กซี่มาเพราะบอกว่าอยากเมาแล้วให้ผมเป็นคนไปส่ง” ตติยะหันไปมองคนที่นอนนิ่งบนโซฟาและใบหน้าหล่อเหลาก็เคร่งขรึมขึ้นเมื่อสังเกตเห็นน้ำตาที่แก้มเนียน

“น้องพอจะรู้ไหมว่าเขามีปัญหาอะไร” เด็กหนุ่มทำท่าอ้ำอึ้งเหมือนไม่อยากพูด ตติยะจึงส่งธนบัตรสีเทาให้เป็นการเปิดปาก

“บอกพี่มาเถอะเผื่อบางทีพี่อาจจะช่วยเขาได้ น้องก็รู้ใช่ไหมว่าพี่เป็นใคร” เก่งพยักหน้า แล้วจึงตัดสินใจเล่าเรื่องบ้านเติมรักให้ตติยะฟัง ตลอดเวลาร่างสูงนิ่งฟังด้วยท่าทีสงบนิ่งไม่ได้แสดงท่าทีใดๆออกมา

“ขอบใจมากนะที่บอกพี่ ยังไงพี่ขอตัวกลับเลยละกัน” ตติยะกล่าวลาและหันไปช้อนร่างบางขึ้นอุ้มเดินตรงไปที่ลานจอดรถ

“ขอโทษนะพี่เจนที่เปิดเผยความลับ แต่ผมคิดว่าคุณตติยะอาจจะช่วยพี่ได้” เก่งพึมพำพลางมองตามตติยะไปจนลับสายตา

ตติยะขับรถเข้ามาจอดบริเวณอพาร์ทเม้นท์ของเจนิตา เขาหันมามองคนข้างๆที่หลับสนิทแล้วก็ถอนหายใจออกมาสาเหตุที่ทำให้หญิงแกร่งอย่างเจนิตาถึงกับเสียศูนย์เขาได้ฟังมาจากเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว ไม่แปลกที่ร่างบางตรงหน้าจะอาการหนักถึงขนาดนี้ เขายอมรับว่ารู้สึกทึ่งในตัวเธอไม่น้อยที่ยังคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใยทุกคนที่บ้านหลังนั้นทั้งๆที่จะทำเป็นไม่สนใจก็ได้ในเมื่อเธอออกมาใช้ชีวิตของตัวเองนานแล้ว แต่สิ่งที่ได้รู้มาก็ทำให้เขารู้จักเธอดีขึ้นในอีกแง่มุมหนึ่ง เจนิตาเป็นคนกตัญญูมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันซึ่งหายากเหลือเกินในสังคมที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในปัจจุบันนี้ เงินสิบล้านมันไม่มากมายอะไรเลยสำหรับเขาแต่สำหรับเจนิตาและทุกคนที่บ้านเติมรักมันมีค่ามหาศาลตติยะบอกกับตัวเองว่าเขาไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรสักอย่างไม่ได้ เขาล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทและต่อสายหาใครบางคน

“คุณพิพัฒน์ ผมมีงานให้คุณทำ” ตติยะกดวางสายเมื่อมอบหมายงานสำคัญให้ลูกน้องคู่ใจเรียบร้อย ร่างสูงก้าวลงจากรถและเดินมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารก่อนจะค่อยๆช้อนร่างเจนิตาที่หลับสนิทขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เมื่อลุงยามเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาถามด้วยความห่วงใย

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ อ้าวหนูเจนนี่นา” ลุงยามอุทานออกมาเมื่อเห็นหน้าคนที่อยู่ในอ้อมแขนตติยะ

“ใช่ครับ พอดีว่าวันนี้เขาดื่มหนักไปหน่อยก็เลยมีสภาพอย่างที่เห็น”

“อ้าวคุณที่เคยเอาอาหารมาให้หนูเจนคราวก่อนนี่ แหมแค่นี้ก็ต้องโกหกลุงด้วยเป็นแฟนกันก็ไม่บอกมาๆเดี๋ยวลุงจะพาไปที่ห้องหนูเจนเขาคุณยังไม่เคยขึ้นไปคงจะไม่รู้ล่ะสิ”

“ขอบคุณครับลุง” ตติยะปล่อยให้ลุงยามเข้าใจไปตามนั้นโดยที่ไม่คิดจะแก้ความเข้าใจผิด

“ตั้งแต่อยู่มาลุงก็เพิ่งเคยเห็นหนูเจนดื่มจนเมาก็คราวนี้เอง ไม่รู้มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่ายังไงพ่อหนุ่มก็ดูแลหนูเจนให้ดีๆนะ เขาเป็นเด็กดีมีน้ำใจเคยซื้อขนมมาฝากลุงบ่อยๆขอให้รักกันนานๆนะลุงไปล่ะ” ลุงยามกล่าวทิ้งทายแล้วเดินจากไป ตติยะอุ้มร่างบางไปวางไว้บนเตียงและหยิบผ้าห่มมาคลุมให้ก่อนจะถือโอกาสสำรวจไปรอบๆห้องพักขนาดกลาง ข้าวของทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบสะอาดสะอ้าน ถึงจะเล็กกว่าคอนโดของเขาเกือบเท่าตัวแต่กลับน่าอยู่ไม่น้อยเจนิตาจัดห้องได้ดีทีเดียว เขาทรุดลงนั่งที่ริมเตียงสายตาคมเข้มจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวและโดยไม่รู้ตัวเขาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอย่างแผ่วเบา

“ตัวแค่นี้แต่แกร่งเหลือเกินนะยัยเด็กแว๊น คราวนี้คงจะเกินจะรับไหวล่ะสิถึงได้มีสภาพเหมือนนกปีกหักน่ะฮึ” ตติยะพึมพำถามคนที่หลับใหลไม่ได้สติ เขาเดินไปเปิดแอร์พลางสำรวจว่าเธอห่มผ้าดีแล้วจึงเดินออกจากห้องพร้อมล็อคประตูให้เสร็จสรรพ

“อ้าวจะกลับแล้วเหรอพ่อหนุ่ม คิดว่าจะค้างที่นี่” ลุงยามถามอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่หนุ่มสาวชาวกรุงจะเช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ตติยะยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปที่รถ

“ขืนผมค้างหนูเจนของลุงจะได้ฟันผมหัวแบะน่ะสิ” ตติยะพูดกับตัวเองเบาๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป