บทที่ 4 คนที่ไม่อยากพบหน้า lll
“พูดเพราะๆ หน่อยสิ แบบนี้ไม่น่าฟังเลยรู้มั้ยคุณภรรยา”
“นายธาม!” เธอตวัดสายตามองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว ความกวนประสาทของเขาคงเส้นคงวาจนทำให้นึกหมั่นไส้
“เฮียธาม” เขาย้ำ
“ฉันไม่เรียก!”
“แน่ใจหรอ?”
“ใช่...แน่ใจมาก!”
“งั้นก็ตามใจ คนอื่นจะได้รู้ว่าเธอไม่ใช่เมียฉันจริงๆ ทีนี้พอทำทุกอย่างไม่สำเร็จตามแผนเนี่ย รถที่ป๊าจะซื้อให้แม่เธอก็เป็นอันโมฆะ เช็คเงินสดสองใบที่จะได้ก็ลอยหาย ไม่น่าเสียดายเท่าไหร่เลย เธอว่าไหม?”
สาบานได้ว่าเธออยากลุกไปเตะเขาให้หมอบลงกับพื้นเสียเดี๋ยวนี้ ในโทษฐานที่ความกวนประสาทของเขาไม่เคยลดน้อยถอยลง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีเขาก็ยังเหมือนเดิมจนเธอไม่อยากจะเสวนาด้วย หากป๊าไม่ยื่นข้อเสนอที่ชวนตาลุกวาวมาให้ อย่าหวังเลยว่าฉันจะมาทำอะไรแบบนี้ให้เขาได้ง่ายๆ
“อย่าด่าในใจ เพราะเธอแสดงทุกอย่างทางสายตาจนหมดแล้ว”
“เรื่องของฉัน!”
“รีบเก็บของเข้าตู้ได้แล้ว อย่ามัวแต่พูดมาก เดี๋ยวเย็นนี้จะพาออกไปกินข้าวข้างนอก แต่งตัวสวยๆ รอไว้ด้วยล่ะ” ธาดาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เตรียมจะเดินออกไปที่ระเบียงอีกครั้ง แต่เสียงของเธอกลับทำให้เท้าของเขาชะงัก
“จะสูบบุหรี่หรอ?”
“ใช่...ทำไม?”
“ไปสูบที่อื่นได้มั้ย ฉันเหม็นหายใจไม่ออก”
ขวัญจิราตัดสินใจพูดกับเขาตรงๆ หลังจากเห็นเขาคว้าซองบุหรี่สีสวยขึ้นมาพร้อมไฟแช็กอย่างดี หวังว่าเขาจะมีเมตตาแล้วบอกกลับมาว่าได้ เขาจะไปสูบที่อื่นหรือไม่ก็หยุดสิ่งที่คิดจะทำนั้นในขณะที่เธอยังยืนอยู่ตรงนี้ แต่ก็ผิดคาด...เพราะเขาคือธาดา ไม่ใช่เฮียธีคนใจดีที่เธอรักและเคารพที่สุด
“ไม่...” ตอบเพียงแค่นั้นก็เลื่อนบานกระจกออกไป
“ไม่รู้จักคิดถึงคนอื่นเสียบ้าง”
“แล้วจะให้คิดถึงใครล่ะ เธอหรอ?” ความคิดถึงที่ถูกตีความไปคนละความหมายและคนละความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามนั้นเพราะคิดว่าเขาจะกวนประสาท เลยสะบัดหน้าใส่แล้วหันมาจัดการกับข้าวของตัวเองต่อ มองตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ของเขาแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ของวันนี้ เพราะไม่รู้เลยว่าเจ้าของห้องจะให้เธอจัดการกับกองข้าวของของเขายังไง เมื่อมันมีของมากมายที่จำเป็นต้องใช้คำว่าของส่วนตัว
ธาดายืนพิงกรอบประตูอยู่พักใหญ่ มองขวัญจิราบรรจงพับเสื้อยืดของเขาอย่างเป็นระเบียบแล้วยกยิ้มน้อยๆ พอใจที่เห็นแม่ตัวแสบยอมทำอะไรให้เขาโดยที่เขาไม่ต้องร้องขอบ้าง นึกแล้วก็อิจฉาเฮียธีเหลือเกิน ที่เจ้าหล่อนคอยรายล้อมและทำนั่นทำนี่ให้อยู่เสมอโดยไม่ต้องร้องขออะไร
ร่วมครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เสร็จสิ้นลง กองเสื้อยืดของเขาถูกยกเข้าไปวางในตู้ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบเคียงข้างกางเกงยีน เสื้อผ้าของเธอบางส่วนก็ถูกยกเข้าไปวางอีกชั้นจนเรียบร้อย ปัญหาสุดท้ายคือตะกร้าหวายหลายใบที่ถูกยกออกมาจะต้องถูกสอดเข้าไปในชั้นบนของตู้เพื่อจบงานและหน้าที่จำเป็นนี้เสียที
หญิงสาวจัดการลากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ติดกันมารอเอาไว้ ขยับให้ตรงเป้าหมายแล้วปีนขึ้นไปช้าๆ เพราะล้อหมุนได้รอบทิศจึงต้องทำทุกอย่างให้ปลอดภัย ค่อยๆ ย่อตัวลงแล้วหยิบเอาตะกร้าเล็กตะกร้าน้อยจัดเรียงเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ สุดท้ายคือตะกร้าใบใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าชิ้นอื่น เพราะมันทำให้เธอขาสั่นขึ้นมาเมื่อยกขึ้นแล้วพบว่าหนักเกินแรง ประจวบเหมาะกับเก้าอี้นั้นค่อยๆ เลื่อน ร่างบางจึงเซล้มลง
“ว้าย!!!”
เอวของขวัญจิราถูกคว้าเอาไว้อย่างทันท่วงที ความเจ็บที่คิดว่าจะได้รับไม่เป็นอย่างที่คิด คนที่หยีตาเพราะกลัวความเจ็บค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแต่เพียงเสี้ยวนาทีดวงตากลมโตนั้นก็เบิกกว้างขึ้น พยายามจะขยับตัวแต่ลุกออกจากตัวเขาไม่ได้เพราะเขาดันโอบเอวเธอเอาไว้แน่น แถมยัง...
“อันนี้เป็นจูบทักทายหรอ” เขาใช้ปลายลิ้นไล้ไปมาที่กลีบปาก มองใบหน้านวลที่เริ่มแดงแจ๋แล้วยิ้มมากกว่าทุกครั้งที่เคยยิ้ม
ขวัญจิรารีบถอยหนีเมื่อเขายอมปล่อย ดีดตัวลุกขึ้นแล้วถอยกรูดไปติดตู้ด้านหลัง พยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติให้มั่น ความตกใจทำให้สติเธอเลื่อนลอยไปชั่วครู่ ไม่น่าเชื่อว่าจูบแรกของเธอจะกลายเป็นของเขาเพราะความไม่ระวังของตัวเอง นี่มันเรื่องบ้าชะมัดเลย!
“จูบแรก?” เขายันตัวขึ้น มองเธอไม่ละสายตา
หญิงสาวตวัดสายตามองเขาเพื่อกลบเกลื่อนความอาย กัดริมฝีปากแน่น พร้อมกับใช้หลังมือถูกลีบปากอย่างเอาเป็นเอาตาย มองเขาที่นั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่พื้นแล้วยิ่งขุ่นเคือง
“ไม่ตอบแปลว่าใช่” เขาสรุปเองเสร็จสรรพ
“ไม่ต้องยุ่ง”
“อันที่จริงไม่ได้อยากยุ่ง ตะกี้เรียกมีน้ำใจ กลัวว่าเมียจะเจ็บตัว”
ธาดาจงใจย้ำคำว่าเมียให้เธอฟังชัดๆ จ้องหน้าเธอด้วยแววตาที่แปลความหมายได้ยาก เขาไม่ได้ละสายตาไปจากเธอขณะที่ลุกขึ้นแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้จุดที่ขวัญจิรายืนอยู่
“จะทำอะไร!”
“จูบเธออีกทีมั้ง?” เขาพูดทีเล่นทีจริง นัยน์ตาคมพราวระยับ
“ไม่ตลกนะนายธาดา”
“นี่แหละบทลงโทษของเธอ”
สองเท้าถอยกรูดจนหลังชิดโต๊ะเครื่องแป้ง ธาดาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเท้ามือลงไปบนโต๊ะจนทำให้ใบหน้าของขวัญจิราตื่นกลัว หลับตาปี๋เมื่อเขายื่นใบหน้ามาใกล้ สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอแต่ไม่ยักได้กลิ่นบุหรี่เหมือนที่คิดเอาไว้ เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอพร้อมกับของบางอย่างที่เขายกขึ้นมาตรงหน้าเธอ
