บทที่ 8 ไม่ได้เป็นอะไรกัน lll
บรรยากาศยามเย็นของหาดนี้สวยงามไม่รู้ลืมเสมอ อาทิตย์ดวงใหญ่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ทิ้งแสงสีส้มเรืองรองเอาไว้เป็นประกายตัดกับสีครามของขอบฟ้ากว้าง นกตัวน้อยตัวนิดบินวนไปมาเหนือผืนน้ำ เรือประมงลำเล็กที่ออกหาปลาเริ่มทยอยกลับเข้าฝั่งเรื่อยๆ นี่ถือเป็นภาพที่คุ้นชินเมื่อได้มายืนอยู่ที่ท่าเรือแห่งนี้นี้เสมอ
ธาดายืนมองแผ่นหลังคนตัวเล็กอยู่ชั่วครู่ ไม่ได้เดินเข้าไปหาเธออย่างที่ตั้งใจไว้ในคราวแรกเพราะไม่อยากขัดบรรยากาศนั้นให้หมองลง จึงคว้าซองบุหรี่ขึ้นมาจุด ระบายลมหายใจออกมาแรงๆ พร้อมกับอัดควันสีขาวเทาที่เธอคนนั้นไม่ปรารถนาเข้าปอดไปอย่างเชื่องช้า จำได้ว่าทุกครั้งที่เธอมาที่นี่พร้อมครอบครัวของเขาเธอก็จะมายืนดูพระอาทิตย์ตกที่นี่เสมอ เขาจึงหาเธอพบหลังจากอาบน้ำออกมาแล้วไม่เห็นใครนอกจากเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนที่เธอวางเอาไว้
เดิมทีก็ไม่คิดว่าเธอจะยอมทำให้ แต่เพราะอดใจไม่ได้เลยนึกอยากแกล้งไปแบบนั้น และที่สำคัญ...ไม่เคยห้ามใจตัวเองไม่ให้สัมผัสเธอได้เลยทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่รุกเธอไวแบบนี้แท้ๆ
“อ้าว! มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ขวัญยืนรอตั้งนาน”
เธอถามเสียงดัง แต่ไม่เดินเข้ามาใกล้เพราะสิ่งที่อยู่ในมือของเขา อาการนั้นทำให้ธาดาพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา โยนสิ่งที่อยู่ในมือทิ้งแล้วใช้ปลายเท้าขยี้ให้มอดดับก่อนจะก้าวเท้าเดินไปหาเธอ
“เหม็นอ่ะ!” คำแรกที่เธอเอ่ยขึ้นมาพร้อมเบ้หน้าราวกับว่ารังเกียจ
“ขนาดนั้นเชียว”
“ก็ขวัญไม่ได้สูบบุหรี่เหมือนเฮียนี่ จะได้หอมไปด้วยน่ะ” เธอย้อนพร้อมกับเดินนำไปข้างหน้า ที่บอกว่าเหม็นนี้...เธอไม่ได้ล้อเล่น
นับตั้งแต่รู้จักกับเขามา นับรวมแล้วก็สิบกว่าปีได้ เพราะเธอและธารธาราเป็นเพื่อนสนิทกัน บ้านก็อยู่ห่างกันไม่มาก ไปมาหาสู่กันเรื่อยๆ จนสนิทกับครอบครัวนี้ราวกับครอบครัวตัวเอง มีโอกาสได้เจอพี่น้องบ้านนี้บ่อยๆ แม้ไม่ค่อยได้เจอหน้าเขาเท่าเฮียธี แต่ก็เห็นเขาสูบบุหรี่จัดแบบนี้มานับตั้งแต่ที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอจึงไม่ค่อยอยากเข้าใกล้เขาเหมือนที่สนิทกับคนอื่นในบ้าน
“เมื่อไหร่จะเลิกก็ไม่รู้ เห็นสูบมาตั้งนานแล้ว ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างหรือยังไง” เธอบ่นเขาอย่างไม่จริงจังนัก อดที่จะแปลกใจไม่ได้ที่เขาไม่พูดอะไรกลับมา แต่กลับคว้าแขนเธอเอาไว้
“ที่จริงก็อยากเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน” เขาพูดพร้อมสบตาเธอนิ่ง แต่ไม่ยอมปล่อยแขน
“แล้วทำไมไม่เปลี่ยน?”
“เพราะยังมีเหตุผลไม่มากพอที่จะเปลี่ยนไง”
“แล้วต้องทำยังไงล่ะ เผื่อขวัญจะหาทางช่วยได้ อย่างน้อยก็ตอนอยู่ร่วมกันที่นี่ ขวัญเหม็นและไม่ชอบเลยรู้มั้ย”
ธาดาเผลอมองเธอแล้วยิ้มกริ่มออกมา เมื่อนึกถึงสิ่งที่อยากท้าทายเธอ หากไม่พูดว่าอยากช่วย เขาคงไม่นึกถึงสิ่งนี้ขึ้นมา เพราะไม่คิดว่าจะได้พูดกันไวขนาดนี้
“ยิ้มอะไรอีก สรุปจะตอบมั้ย...ถ้าไม่ก็ไปกินข้าวเถอะ ขวัญชักจะหิวแล้ว เมื่อกลางวันยังไม่ได้กินข้าวเลย” เธอบอกพร้อมกับจะก้าวไปข้างหน้า แต่เขากลับรั้งไว้จนทำให้เธอเริ่มอารมณ์เสีย
“ถ้ามีลูกสักคนก็คงเลิกบุหรี่ได้นั่นแหละ ขวัญสนใจจะช่วยเฮียมั้ยล่ะ?” เสียงกระซิบข้างหูจากการยืนซ้อนหลังทำให้ขวัญจิราเนื้อตัวชาวาบ เผลอกัดริมฝีปากบางไว้เพราะไม่คิดว่าเขาจะเล่นอะไรแบบนี้ นี่เขาจะบ้าหรือไง มาพูดเล่นกันแบบนี้มันไม่มากเกินไปหน่อยหรอ
“ขวัญไม่ใช่...”
“ไปกินข้าวกันเถอะ ไหนว่าหิว?” เขาไม่รอให้เธอแย้งอะไร คว้าข้อมือเธอเดินตรงดิ่งที่เรือทันที
“นี่! ปล่อยมือก่อน ขวัญเดินเองได้นะเฮีย!”
ขวัญจิราพยายามดิ้น แต่ธาดาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จูงมือเธอให้เดินตามไปอย่างนั้นโดยไม่คิดจะอธิบายเหตุผลอะไร คนที่ดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เมื่อเสียงร้องโวยวายนั้นกำลังทำให้คนที่ยืนอยู่ละแวกนั้นหันมามองแล้วยิ้มตาม เธอจึงต้องเล่นบทเมียเขาไปโดยปริยายโดยไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้อีก เพราะคำพูดที่ป๊ากำชับไว้ก่อนหน้านี้นี่เอง
‘อย่าลืมว่าต้องทำให้คนงานทุกคนบนเกาะเชื่อนะขวัญ ทุกๆ คนที่นี่ต้องรับรู้ว่าขวัญกับธามรักกัน และจะแต่งงานกันในเร็ววันนี้’ ประโยคนั้นทำให้ขวัญจิราหยุดขัดขืน ยอมเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย แม้จะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ที่เขาทำเรื่องประหลาดให้เธอแปลกใจอยู่หลายครั้งก็ตาม
