บทที่ 1 บทที่ 1

คืนดวลเหล้า

เสียงดนตรีจังหวะหนักดังคลออยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัวชั้นบนสุดของไนต์คลับหรูใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟสีทองสลัวสะท้อนขวดเครื่องดื่มราคาแพงซึ่งวางเรียงรายเต็มโต๊ะ บรรยากาศควรจะสนุกสนานสำหรับคนที่ตั้งใจมาปลดปล่อยความเครียด แต่เมฆครามกลับนั่งอ่านอีเมลบนโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ราวกับกำลังอยู่ในห้องประชุมของบริษัทแทนที่จะเป็นสถานบันเทิง

“คุณเมฆครามครับ คืนนี้พวกเรามาฉลองยอดผู้ใช้งานแพลตฟอร์มทะลุสิบล้าน ไม่ได้พาท่านประธานมานั่งตรวจงาน”

ฐากูลดึงโทรศัพท์ออกจากมือเพื่อนสนิทแล้ววางคว่ำไว้บนโต๊ะ เมฆครามเงยหน้ามองด้วยสายตาไม่พอใจ แต่คนที่คบหากันมานานเกือบยี่สิบปีไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“คืนมา ฉันกำลังรอรายงานจากทีมสิงคโปร์”

“พรุ่งนี้ค่อยอ่านก็ได้ บริษัทนายไม่ล้มภายในคืนเดียวหรอก”

“ถ้าทุกคนคิดเหมือนนาย บริษัทคงล้มไปนานแล้ว”

ฐากูลหัวเราะก่อนยกแก้วขึ้นดื่ม เพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันพากันส่ายหน้าอย่างระอา พวกเขานัดกันหลายครั้งกว่าเมฆครามจะยอมออกมาสังสรรค์ด้วย ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีคนนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารครามวิชัน บริษัทมัลติมีเดียที่เขารับช่วงต่อจากครอบครัวและพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศ

เมฆครามมีทั้งหน้าตา ฐานะ และชื่อเสียง ผู้หญิงมากมายอยากทำความรู้จักกับเขา แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยสนใจใครจริงจัง ผู้หญิงที่ครอบครัวแนะนำให้รู้จักมักถูกเขาปฏิเสธตั้งแต่การรับประทานอาหารมื้อแรก บางคนถึงขั้นพูดว่าท่านประธานหนุ่มอาจมีหัวใจเป็นก้อนหิน

“ฉันถามจริงเถอะคราม นายจำได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่ไปเที่ยวกับผู้หญิงคือเมื่อไหร่” ภาคินถามขึ้น

“ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานชีวิตส่วนตัวให้นายรู้”

“แปลว่าไม่มี”

“ไม่มีเวลา ไม่ได้แปลว่าหาไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์สิ”

เมฆครามเหลือบมองเพื่อนด้วยท่าทางเย็นชา “ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องไร้สาระ”

ฐากูลส่งเสียงหัวเราะพลางเอนหลังพิงโซฟา “พูดแบบนี้ทุกที เอาแต่ทำงานจนลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าชีวิตคนเรายังมีเรื่องอื่นนอกจากตัวเลขกับการประชุม”

“คนที่กำลังจะขอให้ฉันช่วยดูแผนธุรกิจของบริษัทตัวเอง ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ว่าฉันทำงานมากเกินไป”

รอยยิ้มของฐากูลชะงักไปเล็กน้อย บริษัทนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของครอบครัวเขาเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องมาหลายเดือน แต่ชายหนุ่มไม่เคยเล่ารายละเอียดให้เพื่อนฟัง เขาเพียงขอคำปรึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างธุรกิจเท่านั้น

ภาคินเห็นบรรยากาศเริ่มจริงจังจึงรีบเลื่อนขวดวิสกี้มาตรงกลางโต๊ะ “คืนนี้ห้ามคุยเรื่องงาน ใครพูดเรื่องบริษัทต้องดื่มหนึ่งแก้ว”

“กฎของใคร”

“กฎของคนส่วนใหญ่”

เมฆครามมองแก้วที่เพื่อนรินให้จนเกือบเต็ม ก่อนหยิบขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด ภาคินกับเพื่อนอีกคนส่งเสียงเชียร์ทันที ส่วนฐากูลยกมือเรียกพนักงานให้เปิดขวดใหม่

“อย่างนี้ค่อยสมกับเป็นเพื่อนของพวกเราหน่อย”

เมฆครามวางแก้วลง “อยากดื่มก็เข้ามา คืนนี้ฉันจะดื่มให้พวกนายหมดข้ออ้างเสียที”

คำท้าทายนั้นทำให้การฉลองธรรมดากลายเป็นการดวลเหล้าโดยไม่ตั้งใจ ขวดแล้วขวดเล่าถูกเปิดขึ้น เมฆครามเป็นคนคอแข็งและไม่ชอบยอมแพ้ ยิ่งถูกเพื่อนสบประมาท เขายิ่งดื่มโดยไม่ยอมแสดงอาการออกมาให้เห็น

ในเวลาเดียวกัน พราวนภายืนอยู่หน้ากระจกภายในห้องแต่งตัวของพนักงานชั่วคราว มือเรียวพยายามดึงชายกระโปรงสีดำให้ต่ำลง แม้ชุดที่ได้รับมาจะไม่ได้เปิดเผยจนเกินไป แต่ความสั้นของมันทำให้คนไม่คุ้นเคยรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี

หญิงสาวมองใบหน้าตนเองในกระจกและสูดหายใจลึก วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอรับงานเด็กเอ็นผ่านอรอนงค์ รุ่นพี่ที่เคยทำงานร้านอาหารด้วยกัน อรอนงค์รับรองว่าลูกค้ากลุ่มนี้เพียงต้องการคนชงเครื่องดื่มและนั่งพูดคุย ไม่มีงานอื่นนอกเหนือจากนั้น

พราวนภาปฏิเสธงานลักษณะนี้มาตลอด แต่ค่าเทอมภาคสุดท้ายต้องจ่ายภายในสองวัน หากพลาดกำหนด เธอจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาคและอาจเรียนไม่จบตามกำหนด เงินจากงานร้านกาแฟกับงานขายของออนไลน์ยังขาดอยู่อีกหลายพันบาท เธอจึงไม่มีทางเลือกมากนัก

ประตูห้องแต่งตัวเปิดออก อรอนงค์เดินเข้ามาพร้อมหญิงสาวอีกสองคน เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของพราวจึงเข้ามาจับไหล่ให้กำลังใจ

“ไม่ต้องกลัว พี่บอกคนจัดงานแล้วว่าพราวรับเฉพาะงานนั่งดื่มเป็นเพื่อน ชงเครื่องดื่ม แล้วก็คุยกับลูกค้าเท่านั้น”

“ถ้าลูกค้าขออย่างอื่นล่ะคะ”

“ปฏิเสธได้เลย ถ้าไม่สบายใจก็เดินออกมาแล้วโทรหาพี่ทันที”

พราวพยักหน้า ก่อนถามย้ำอีกครั้ง “ค่าจ้างที่ตกลงไว้ พราวจะได้รับคืนนี้ใช่ไหมคะ”

“จบงานแล้วรับเงินสดได้เลย ลูกค้าจ่ายล่วงหน้ามาแล้ว”

หญิงสาวรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย เงินก้อนนี้รวมกับเงินเก็บที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับค่าเทอมพอดี เธอคิดถึงมารดาที่นอนรักษาตัวอยู่ต่างจังหวัดและตัดสินใจไม่โทรไปขอความช่วยเหลือ ครอบครัวของเธอมีหนี้ค่ารักษาพยาบาลมากพอแล้ว เหลืออีกเพียงภาคการศึกษาเดียว เธอต้องพาตัวเองไปให้ถึงวันรับปริญญา

“จำไว้นะ ถ้ามีใครแตะต้องตัวแล้วพราวไม่ชอบ ให้บอกไปตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ค่ะ พราวจะระวังตัว”

อรอนงค์สำรวจความเรียบร้อยของชุดอีกครั้ง ก่อนพาทุกคนออกจากห้องแต่งตัว พราวเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย รองเท้าส้นสูงคู่ที่ยืมมาทำให้ก้าวเดินไม่ถนัดนัก เธอจึงเดินช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย

เมื่อประตูห้องรับรองถูกเปิดออก กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยเข้ามาปะทะ พราวเห็นชายหนุ่มสี่คนนั่งอยู่ภายในห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยขวดเปล่าและแก้วหลายใบ

บทถัดไป