บทที่ 10 บทที่ 10

“นทีบอกว่านายประชุมตั้งแต่แปดโมง แล้วก็เอาแต่นั่งดูเอกสารตามหาผู้หญิงคนนั้น”

เมฆครามลืมตาขึ้นทันที “นทีพูดอะไรกับนาย”

“เขาไม่ได้เล่ารายละเอียด แค่บอกว่านายทำงานหนักเกินไปและไม่ยอมพัก” ฐากูลนั่งลงตรงข้าม “ยังหาเธอไม่เจอหรือ”

“ไม่เจอ”

“ถ้าเธอตั้งใจหนีจริง ๆ นายอาจไม่มีวันหาเจอก็ได้”

คำพูดนั้นทำให้เมฆครามกำมือแน่น “ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอปลอดภัย”

“นายแน่ใจหรือว่าแค่นั้น”

“นายหมายความว่าอย่างไร”

“นายเก็บเรื่องนี้มาคิดทุกวัน ส่งคนตามหาเธอตลอดสองเดือน เลิกดื่ม และแทบไม่ไปพบเพื่อนคนไหนอีก นายต้องการขอโทษเธอ หรือต้องการทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นกันแน่”

คำถามตรงไปตรงมาของฐากูลทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลง เมฆครามไม่พอใจ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำถามนั้นมีเหตุผล

การตามหาพราวอาจเริ่มต้นจากความต้องการรับผิดชอบ แต่ส่วนหนึ่งของเขาก็หวังว่าจะได้รับโอกาสขอโทษ หวังว่าเธอจะรับฟัง และหวังว่าคำพูดของตนจะช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดที่กำลังตามหลอกหลอน

“ถ้านายพบเธอ แล้วเธอบอกว่าไม่ต้องการเห็นหน้านายอีก นายจะยอมถอยหรือเปล่า” ฐากูลถามต่อ

เมฆครามมองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนตอบช้า ๆ “ฉันต้องยอม เพราะเธอมีสิทธิ์ตัดสินใจ”

“อย่างนั้นก็ต้องเตรียมใจไว้ ต่อให้นายหาเธอพบ นายอาจไม่ได้รับการให้อภัย”

“ฉันไม่ได้ตามหาเพื่อบังคับให้เธอให้อภัย”

“แต่ลึก ๆ นายยังคาดหวังอยู่”

เมฆครามไม่ตอบ เขาหันไปเปิดลิ้นชักและหยิบกล่องกำมะหยี่ใบเล็กออกมา ภายในกล่องมีต่างหูเงินเม็ดเล็กประดับหินสีฟ้าอยู่เพียงข้างเดียว มูลค่าของมันอาจไม่มาก แต่เขากลับเก็บรักษาไว้ดีกว่านาฬิการาคาแพงทุกเรือนที่มี

ฐากูลมองสิ่งของในกล่อง “ของเธอหรือ”

“พนักงานพบอยู่ข้างเตียง”

“นายเก็บมันไว้ทำไม”

“ถ้าพบเธอ ฉันจะได้คืนให้”

ฐากูลมองเพื่อนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “หรือเก็บไว้เพื่อลงโทษตัวเอง”

เมฆครามปิดฝากล่องลง “สิ่งที่ฉันทำไม่ควรถูกลืมง่าย ๆ”

“การจำความผิดไว้กับการทำลายชีวิตตัวเองไม่เหมือนกันนะคราม”

“ฉันไม่ได้ทำลายชีวิตตัวเอง ฉันยังทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ”

“นายเรียกการนอนวันละไม่กี่ชั่วโมงกับการตามหาคนที่ไม่อยากให้พบว่าปกติหรือ”

เมฆครามไม่ต้องการสนทนาเรื่องนี้ต่อ จึงเลื่อนถุงอาหารคืนไปทางเพื่อน “ถ้านายมีเวลาว่างมากก็ควรกลับไปดูแลบริษัทตัวเอง ฉันได้ยินว่ายอดขายไตรมาสนี้ตกลงอีก”

สีหน้าของฐากูลเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังพยายามยิ้ม “ฉันกำลังจัดการ”

“ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอก อย่ารอให้เรื่องใหญ่จนแก้ไม่ได้”

“ฉันรู้ แต่วันนี้ฉันมาดูเพื่อน ไม่ได้มาขอคำปรึกษาเรื่องธุรกิจ”

“ตอนนี้นายเห็นแล้วว่าฉันยังไม่ตาย กลับไปได้”

ฐากูลส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนลุกออกจากห้องโดยทิ้งอาหารไว้บนโต๊ะ แม้ถูกไล่ แต่เขารู้ว่าอย่างน้อยเมฆครามคงยอมกินเมื่อไม่มีใครนั่งเฝ้า

ในช่วงเวลาเดียวกัน พราวนภากำลังนั่งกรอกใบสมัครงานอยู่ภายในร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไม่มากนัก หลังสอบเสร็จ เธอต้องหางานทันทีเพราะเงินเก็บแทบไม่เหลือ

อาการแพ้ท้องเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงเช้า แต่หญิงสาวพยายามปกปิดด้วยการพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ตลอดเวลา เธอยังไม่บอกมารดาเรื่องตั้งครรภ์ และมีเพียงขวัญตาเท่านั้นที่รู้ความจริง

“เคยทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟหรือ” ผู้จัดการร้านถามขณะอ่านใบสมัคร

“ค่ะ ทำอยู่เกือบหนึ่งปี รับเงิน ดูแลสต็อก และปิดร้านได้ค่ะ”

“ร้านเราเข้ากะกลางคืนด้วยนะ ทำไหวหรือเปล่า”

พราวลูบหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว ก่อนรีบวางมือลงเมื่อผู้จัดการเงยหน้ามอง “ขอเป็นกะเช้าหรือกะบ่ายได้ไหมคะ ฉันเรียนใกล้จบแล้วและต้องไปยื่นเอกสารที่มหาวิทยาลัยเป็นบางวัน”

“ถ้าเลือกกะอาจได้น้อยกว่าคนอื่น”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทำได้ทุกวัน”

ผู้จัดการพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยอมรับเธอเข้าทำงานชั่วคราว แม้เงินเดือนไม่มาก แต่เพียงพอสำหรับค่าเช่าห้องและอาหารในแต่ละวัน พราวกล่าวขอบคุณหลายครั้งก่อนเดินออกจากร้านด้วยความโล่งใจ

เธอไม่รู้ว่าคนของนทีเพิ่งไปสอบถามร้านกาแฟเก่าซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร และไม่มีใครนึกว่าหญิงสาวจะย้ายมาทำงานในร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ แถบชานเมือง

ร่องรอยของพราวจึงสิ้นสุดอยู่ที่หอพักเดิม ไม่มีข้อมูลการสมัครงานในบริษัทใหญ่ ไม่มีการเคลื่อนไหวผ่านบัญชีสื่อออนไลน์ และไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับชื่อของเธอ

หลายวันต่อมา นทีนำรายงานฉบับใหม่มาวางตรงหน้าเมฆคราม

“เราตรวจสอบร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบริษัทจัดหางานที่นักศึกษาแถวนั้นนิยมสมัครแล้วครับ ไม่มีใครพบคุณพราวนภา ส่วนบ้านเกิดยังตรวจไม่ได้ เพราะมีคนชื่อนี้หลายสิบคนและเราไม่มีนามสกุล”

“เพื่อนในมหาวิทยาลัยล่ะ”

“ไม่มีใครรู้ที่อยู่ใหม่ครับ คนที่สนิทที่สุดชื่อขวัญตา แต่เธอยืนยันว่าคุณพราวขาดการติดต่อหลังสอบเสร็จ ผมคิดว่าเธออาจปิดบัง แต่เราไม่มีสิทธิ์บังคับให้พูด”

“อย่ารบกวนเพื่อนของเธออีก”

“ครับ”

นทีลังเลก่อนเสนอ “ถ้าต้องการข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจว่าจ้างนักสืบเอกชน เขาน่าจะมีวิธีเข้าถึงฐานข้อมูลบางอย่าง”

เมฆครามปฏิเสธทันที “ฉันไม่ต้องการให้ใครขุดประวัติครอบครัวหรือเฝ้าติดตามเธอ ถ้าเธอตั้งใจซ่อนตัวเพราะกลัวฉัน การส่งคนตามจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง”

“แล้วคุณครามจะหยุดตามหาหรือครับ”

ชายหนุ่มมองกล่องต่างหูซึ่งวางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ “ยังไม่หยุด แต่ต้องไม่ทำให้เธอได้รับความเดือดร้อน”

นทีพยักหน้าและออกจากห้องไป เมฆครามเปิดกล่องกำมะหยี่อีกครั้ง ต่างหูเม็ดเล็กสะท้อนแสงจากหน้าต่าง เขาจำได้ว่าคืนนั้นพราวสวมมันอยู่ทั้งสองข้าง สิ่งของชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงภาพเลือนรางจากคืนเมามาย

มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับเจ้าของ ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่มองเห็นกลับยิ่งเตือนว่าเขาเคยทำลายความปลอดภัยของผู้หญิงคนหนึ่งเพราะขาดความรับผิดชอบต่อตัวเอง

เมฆครามเก็บต่างหูข้างนั้นไว้ในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจ ไม่ใช่ในฐานะของแทนใจ แต่เป็นสิ่งเตือนว่าความผิดพลาดเพียงคืนเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตของใครอีกคนไปตลอดกาล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป