บทที่ 11 บทที่ 11
ช่วงเย็นของวันเดียวกัน ชายหนุ่มเดินทางไปพบอรอนงค์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาแจ้งล่วงหน้าและเลือกสถานที่สาธารณะเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ อรอนงค์มาถึงช้ากว่าเวลานัดเล็กน้อย ก่อนนั่งลงตรงข้ามโดยไม่แตะเครื่องดื่มที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ
“ฉันมีเวลาไม่มาก คุณมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะค่ะ”
เมฆครามวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ “ผมยังไม่พบพราว”
“เธอไม่อยากให้พบ คุณก็ควรหยุดตามหาได้แล้ว”
“ผมไม่ได้ให้ใครคุกคามเธอ และกำชับทุกคนไม่ให้ละเมิดข้อมูลส่วนตัว ผมเพียงอยากรู้ว่าเธอปลอดภัย”
“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าเธอปลอดภัย”
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
อรอนงค์มองซองตรงหน้า “นี่คืออะไรคะ”
“เงินสำหรับเธอ”
สีหน้าของหญิงสาวเย็นชาลงทันที “คุณคิดจะซื้อความสบายใจให้ตัวเองหรือ”
“ไม่ใช่ เงินนี้ไม่ใช่ค่าปิดปากและไม่มีเงื่อนไข ผมไม่ขอให้เธอถอนแจ้งความ เพราะเธอยังไม่ได้ดำเนินการอะไรกับผมอยู่แล้ว ผมเพียงต้องการให้เธอมีเงินรักษาตัวหรือเริ่มต้นชีวิตใหม่”
“พราวไม่ต้องการเงินของคุณ”
“เธอรับงานคืนนั้นเพราะเดือดร้อนเรื่องเงิน ถ้าตอนนี้ยังมีปัญหา อย่างน้อยเงินก้อนนี้อาจช่วยได้”
“คุณจึงคิดว่าใช้เงินชดเชยทุกอย่างได้หรือคะ”
“ผมรู้ว่าเงินชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้” เมฆครามตอบโดยไม่หลบสายตา “แต่ผมไม่มีวิธีอื่นที่จะช่วยเธอได้ เพราะเธอไม่ยอมให้ผมติดต่อ”
อรอนงค์เปิดซองดูเช็คที่อยู่ด้านใน ตัวเลขหลายล้านบาททำให้เธอชะงัก แต่เพียงครู่เดียวก็ปิดซองและเลื่อนกลับไปหาเจ้าของ
“ฉันรับไว้ไม่ได้”
“คุณเก็บให้เธอก่อนได้ ถ้าวันหนึ่งพราวต้องการใช้”
“ถ้าฉันรับเงินก้อนนี้ ฉันก็จะกลายเป็นคนกลางระหว่างคุณกับเธอ ทั้งที่พราวขอให้ฉันตัดขาดจากเรื่องนี้”
“ผมไม่ต้องการข้อมูลแลกกับเงิน”
“แต่คุณยังคาดหวังว่าฉันจะช่วย ไม่เช่นนั้นคงไม่ถือเช็คมาพบ”
เมฆครามนิ่งไป เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ทั้งหมด เขาหวังจริง ๆ ว่าเงินก้อนนี้จะทำให้อรอนงค์ยอมติดต่อพราวอีกครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้
“ผมเพียงอยากรับผิดชอบ”
“การรับผิดชอบเริ่มจากการยอมรับว่าเธอมีสิทธิ์ปฏิเสธทุกอย่างจากคุณ รวมถึงเงินก้อนนี้ด้วยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นขอให้คุณบอกผมเพียงเรื่องเดียว ตอนที่คุยกันครั้งสุดท้าย เธอเป็นอย่างไรบ้าง”
อรอนงค์เม้มริมฝีปาก เธอยังจำเสียงสั่นของพราวในวันนั้นได้ แต่เคยรับปากว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องส่วนตัว จึงไม่คิดทำลายคำสัญญาแม้ชายตรงหน้าจะแสดงความเสียใจเพียงใด
“ฉันตอบได้เท่าเดิมว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นพราวเปลี่ยนหมายเลขและไม่ได้ติดต่อฉันอีก”
“คุณไม่รู้จริง ๆ หรือว่าเธออยู่ที่ไหน”
“ไม่รู้ค่ะ และต่อให้รู้ ฉันก็ไม่มีวันบอกคุณ”
อรอนงค์ลุกขึ้นยืน ก่อนหยิบซองเช็คผลักกลับไปตรงหน้าเมฆครามอย่างหนักแน่น
“เก็บเงินของคุณไว้เถอะค่ะ ฉันเคยทำผิดที่ปล่อยพราวอยู่ตามลำพังในคืนนั้นมาแล้ว ครั้งนี้ฉันจะไม่ทำผิดกับเธอซ้ำอีก ต่อให้คุณเสนอเงินมากกว่านี้ ฉันก็จะไม่ทรยศพราว”
แม่เลี้ยงเดี่ยว
หลังตัดสินใจเก็บลูกไว้ ชีวิตของพราวนภาไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความหวาดกลัวอีกต่อไป ทุกเช้าเธอต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อเตรียมอาหารและนั่งรถไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ พอถึงช่วงบ่ายจึงเดินทางไปมหาวิทยาลัยเพื่อติดต่ออาจารย์และสอบวิชาที่ขาดไปให้ครบ
อาการแพ้ท้องทำให้ช่วงสองเดือนแรกยากลำบากกว่าที่คิด กลิ่นอาหารอุ่นร้อนภายในร้านทำให้เธอคลื่นไส้จนต้องรีบเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำหลายครั้ง บางวันกินได้เพียงข้าวต้มกับผลไม้รสเปรี้ยว แต่ยังต้องยืนทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง เพราะไม่กล้าลางานบ่อยจนถูกเลิกจ้าง
“พราวไหวหรือเปล่า หน้าซีดมากเลยนะ”
พี่ส้ม ผู้ช่วยผู้จัดการร้านเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นเธอยืนเกาะชั้นวางสินค้า พราวรีบยืดตัวขึ้นและฝืนยิ้ม
“ไหวค่ะพี่ เมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อย”
“ไปนั่งพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่ดูหน้าเคาน์เตอร์ให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ พราวทำต่อได้”
“อย่าฝืนนักเลย ถ้าล้มลงไปจะลำบากกว่าเดิม”
พราวยอมไปนั่งพักภายในห้องเก็บสินค้า เธอหยิบวิตามินที่แพทย์จ่ายให้ออกมากินพร้อมน้ำ ก่อนวางมือลงบนหน้าท้องซึ่งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
“แม่ยังไหวนะลูก แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”
เธอมักพูดกับเด็กในครรภ์เช่นนี้ทุกครั้งที่รู้สึกอ่อนล้า แม้ยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจด้วยตัวเองและไม่รู้ว่าเด็กเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่การรับรู้ว่ามีอีกชีวิตกำลังเติบโตอยู่ภายในทำให้พราวไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก
ขวัญตาเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องตั้งครรภ์และพยายามช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อนสาวนำเอกสารจากมหาวิทยาลัยมาให้ ช่วยจดงานที่พราวพลาด และแบ่งอาหารที่บ้านส่งมาให้เป็นประจำ
วันหนึ่งขวัญตามาพบเธอที่ห้องเช่าพร้อมถุงเสื้อผ้าใบใหญ่ เมื่อพราวเปิดดูจึงพบชุดคลุมท้องมือสองหลายชุดกับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลเด็ก
“เอาของพวกนี้มาจากไหน”
“ลูกพี่ลูกน้องเราเพิ่งคลอด เธอไม่ใช้แล้วเลยยกให้”
“เราเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ คนให้เขาดีใจที่มีคนใช้ต่อ ดีกว่าทิ้งไว้เฉย ๆ”
พราวลูบเนื้อผ้าของชุดตัวหนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองเพื่อน “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีขวัญ เราคงแย่มากกว่านี้”
“เราไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย คนที่ตื่นไปทำงานทุกวันทั้งที่แพ้ท้องคือพราวต่างหาก”
ขวัญตานั่งลงข้างเธอ ก่อนถามสิ่งที่เก็บความสงสัยไว้มาหลายเดือน
“พราวยังไม่คิดบอกพ่อของเด็กจริง ๆ หรือ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพราวจางลง “ไม่บอก”
“แต่ถ้าวันหนึ่งลูกถามถึงพ่อ พราวจะตอบอย่างไร”
“เราจะบอกตามความเหมาะสมเมื่อเขาโตพอ”
“ถ้าพ่อของเด็กไม่ได้เลวอย่างที่คิดล่ะ บางทีเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพราวตั้งครรภ์”
พราวหลุบตามองหน้าท้องของตน “เขาเมาจนไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป ต่อให้จำได้ เราก็ไม่อยากให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้อง”
“เราไม่ได้บอกให้กลับไปหาเขา แค่คิดว่าเขาควรมีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูก”
