บทที่ 12 บทที่ 12

“เราไม่ต้องการเงินของเขา”

“ความช่วยเหลือเพื่อลูกไม่เหมือนการขายศักดิ์ศรีนะ”

พราวเข้าใจสิ่งที่ขวัญตาพยายามบอก แต่ความกลัวยังอยู่เหนือเหตุผลทุกอย่าง หากเมฆครามได้รับรู้เรื่องเด็ก เขาอาจเข้ามาแย่งสิทธิ์ตัดสินใจ และเธอไม่มีทั้งเงินหรืออำนาจจะต่อสู้กับเขา

“ชีวิตนี้อาจลำบาก แต่เราขอเลือกเองดีกว่าให้เขาเป็นคนเลือกแทน”

ขวัญตาเห็นความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเพื่อนจึงไม่พูดเรื่องนี้อีก เพียงรับปากว่าจะอยู่ช่วยจนกว่าพราวจะเรียนจบและคลอดลูกอย่างปลอดภัย

เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่สี่ หน้าท้องของพราวเริ่มนูนขึ้นจนปกปิดได้ยาก เธอจำเป็นต้องบอกความจริงกับผู้จัดการร้าน โชคดีที่อีกฝ่ายไม่เลิกจ้าง เพียงย้ายเธอจากกะที่ต้องยกของหนักไปประจำหน้าเคาน์เตอร์

“ถ้าใกล้คลอดแล้วทำไม่ไหวก็บอก อย่าฝืนจนเป็นอันตรายต่อลูก” ผู้จัดการเตือน

“ขอบคุณมากนะคะที่ยังให้พราวทำงาน”

“เธอขยันและไม่เคยขาดงานโดยไม่มีเหตุผล ฉันจะไล่ออกเพราะตั้งครรภ์ได้อย่างไร”

น้ำใจเล็ก ๆ จากคนรอบตัวช่วยให้พราวผ่านแต่ละวันไปได้ เธอเก็บเงินทุกบาทและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด อาหารของตนต้องประหยัด แต่เธอเลือกกินของที่มีประโยชน์ต่อลูกตามคำแนะนำของแพทย์

สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำงานหนัก หากเป็นการโทรกลับไปหามารดาที่ต่างจังหวัดแล้วต้องปิดบังความจริง

“ทำไมช่วงนี้เสียงเหนื่อยจังลูก งานหนักหรือ” ปราณีถามผ่านโทรศัพท์

“ช่วงใกล้เรียนจบค่ะ แม่ พราวต้องทำรายงานกับเตรียมเอกสารหลายอย่าง”

“อย่าหักโหมนะ แม่ไม่ต้องใช้เงินมากแล้ว เดือนนี้พราวเก็บไว้ใช้เถอะ”

“แม่กินยาให้ตรงเวลาเถอะค่ะ เรื่องเงินพราวจัดการได้”

“เรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้านเราก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบหางานในกรุงเทพฯ”

พราวลูบหน้าท้องและพยายามกลั้นน้ำตา “ไว้เรียนจบแล้วพราวจะกลับไปหาแม่นะคะ”

หญิงสาวไม่กล้าบอกความจริงผ่านโทรศัพท์ เธอกลัวว่ามารดาจะตกใจจนสุขภาพแย่ลง จึงตั้งใจรอให้เรียนจบก่อน แล้วค่อยกลับไปพูดด้วยตนเอง

วันที่มหาวิทยาลัยประกาศผลการเรียน พราวยืนมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่นาน เมื่อเห็นว่าตนสอบผ่านทุกวิชาและสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เธอทำงานแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เสิร์ฟอาหาร ชงกาแฟ ขายสินค้าออนไลน์ ไปจนถึงรับจ้างพิมพ์เอกสาร ในคืนที่คิดว่ากำลังจะเสียสิทธิ์สอบเพราะไม่มีเงินค่าเทอม เธอเกือบเชื่อแล้วว่าความพยายามทั้งหมดต้องจบลงเพียงเท่านั้น

แม้ค่ำคืนเลวร้ายจะทิ้งสิ่งที่เธอไม่เคยเตรียมใจรับไว้ แต่พราวก็ยังพาตัวเองมาถึงวันเรียนจบได้

ขวัญตาวิ่งเข้ามากอดเธอที่หน้าอาคารเรียน “พวกเราจบแล้วพราว เราทำได้แล้ว”

พราวหัวเราะทั้งน้ำตา “ใช่ เราจบแล้ว”

“แล้วหลานเราก็เรียนจบพร้อมแม่ด้วย”

ขวัญตาก้มลงพูดกับหน้าท้องซึ่งนูนชัดขึ้น เด็กในครรภ์ดิ้นตอบราวกับรับรู้ พราวยกมือวางตรงตำแหน่งที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ก่อนยิ้มออกมาด้วยความสุขอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

เธอไม่มีเงินถ่ายภาพรับปริญญาอย่างหรูหราและไม่มีครอบครัวมาร่วมแสดงความยินดีในวันประกาศผล แต่ขวัญตาใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพพราวยืนอยู่หน้าป้ายมหาวิทยาลัยไว้ให้ ในภาพนั้นหญิงสาวสวมชุดธรรมดา ใบหน้าซูบลงเล็กน้อย และมีหน้าท้องของคนตั้งครรภ์เกือบหกเดือน

“เก็บภาพนี้ไว้ให้ลูกดูนะ เขาจะได้รู้ว่าอยู่กับแม่มาตั้งแต่วันเรียนจบ”

พราวมองภาพแล้วพยักหน้า “เราจะบอกเขาว่าเขาเป็นกำลังใจให้เราเรียนจนจบ”

หลังจัดการเอกสารของมหาวิทยาลัยเรียบร้อย พราวจึงเดินทางกลับต่างจังหวัดไปหามารดา การบอกความจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด ปราณีมองท้องของลูกสาวด้วยความตกใจ ก่อนถามซ้ำหลายครั้งว่าใครเป็นพ่อของเด็ก

“พราวขอโทษค่ะแม่”

“แม่ไม่ได้อยากได้คำขอโทษ แม่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำกับลูกแบบนี้”

น้ำตาของพราวไหลทันทีเมื่อได้ยินคำถาม เธอเล่าความจริงเพียงบางส่วนว่าตนรับงานพิเศษแล้วถูกลูกค้าซึ่งเมามากทำเกินขอบเขต แต่ไม่ยอมบอกชื่อเมฆคราม

ปราณีกอดลูกสาวไว้ทั้งน้ำตา “ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก ทำไมต้องรับทุกอย่างไว้คนเดียว”

“พราวกลัวแม่ไม่สบายค่ะ แล้วแม่ก็มีเรื่องรักษาตัวอยู่แล้ว”

“ต่อให้แม่ไม่มีเงินช่วย แม่ก็ยังเป็นแม่ของพราวนะ”

“แม่โกรธพราวไหมคะ”

“แม่จะโกรธลูกทำไม คนที่ผิดคือคนทำร้ายพราว ไม่ใช่พราวกับเด็ก”

พราวซบหน้ากับไหล่มารดาและร้องไห้ออกมา ความกลัวที่เก็บไว้นานหลายเดือนค่อย ๆ เบาบางลง อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้สูญเสียครอบครัวเพราะการตั้งครรภ์อย่างที่เคยหวาดหวั่น

ปราณีขอให้ลูกสาวกลับมาอยู่บ้านจนคลอด แต่พราวปฏิเสธ เพราะโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์อยู่ในกรุงเทพฯ และงานร้านสะดวกซื้อเป็นรายได้เพียงทางเดียวในขณะนั้น เธอรับปากว่าจะโทรหาทุกวันและกลับไปเยี่ยมเมื่อมีโอกาส

เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่แปด พราวเริ่มทำงานหน้าเคาน์เตอร์ไม่ไหว ผู้จัดการจึงให้เปลี่ยนไปรับงานตรวจรายการสินค้าและจัดเอกสารหลังร้าน นอกจากนั้น เธอยังรับเสื้อผ้ามือสองจากคนรู้จักมาถ่ายรูปขายทางออนไลน์ในช่วงกลางคืน หวังสร้างรายได้อีกทางก่อนหยุดงานคลอด

ขวัญตาเห็นเพื่อนทำงานจนแทบไม่มีเวลานอนจึงอดเตือนไม่ได้

“เงินสำคัญ แต่สุขภาพพราวกับลูกก็สำคัญนะ”

“เราต้องเก็บเงินไว้จ่ายค่าห้องกับค่าของใช้เด็ก ถ้าหยุดงานหลังคลอดอย่างน้อยหนึ่งเดือน รายได้จะไม่มีเลย”

“เราให้ยืมก่อนได้”

“ขวัญช่วยเรามามากพอแล้ว เงินเดือนแรกของขวัญก็ต้องเก็บไว้ใช้เอง”

พราวไม่เคยยอมรับเงินเปล่าจากเพื่อน หากขวัญตาซื้อเสื้อผ้าหรือของใช้เด็กมาให้ เธอจะหาทางตอบแทนด้วยการทำอาหารหรือช่วยงานเสมอ ความดื้อรั้นนั้นทำให้ขวัญตาทั้งเป็นห่วงและนับถือในเวลาเดียวกัน

คืนหนึ่งขณะพราวกำลังจัดเสื้อผ้ามือสองเพื่อถ่ายรูปขาย อาการเจ็บท้องก็เกิดขึ้นก่อนกำหนดเกือบสองสัปดาห์ น้ำคร่ำไหลจนพื้นเปียก หญิงสาวตกใจและรีบโทรหาขวัญตา

“ขวัญ เราเจ็บท้อง เหมือนลูกจะคลอดแล้ว”

“อย่าเดินไปไหนนะ เราจะโทรเรียกรถพยาบาลแล้วไปหาเดี๋ยวนี้”

พราวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาไม่นาน ปราณีนั่งรถโดยสารจากต่างจังหวัดทันทีที่ได้รับข่าว ส่วนขวัญตาอยู่เฝ้าหน้าห้องคลอดไม่ห่าง

การคลอดกินเวลาหลายชั่วโมง ความเจ็บปวดทำให้พราวแทบหมดแรง แต่ทุกครั้งที่คิดว่าตนไม่ไหว เธอจะนึกถึงเด็กที่ต่อสู้มาด้วยกันตลอดเก้าเดือน

ในที่สุด เสียงร้องเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นภายในห้องคลอด

“ลูกสาวนะคะ แข็งแรงดี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป