บทที่ 13 บทที่ 13
พยาบาลอุ้มเด็กตัวเล็กซึ่งถูกห่อด้วยผ้าสีชมพูมาให้ดู พราวมองใบหน้าแดง ๆ ของลูกทั้งน้ำตา ความเจ็บปวด ความกลัว และความเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายเดือนเหมือนหยุดลงในชั่วขณะนั้น
“ขอฉันอุ้มได้ไหมคะ”
พยาบาลวางเด็กน้อยลงในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง พราวก้มมองลูกสาวซึ่งกำลังหลับตา มือเล็กกำแน่นอยู่ข้างแก้ม จมูกขยับขึ้นลงเหมือนกำลังค้นหาอาหาร
“หิวแล้วหรือคะ เจ้าตัวเล็ก”
เมื่อได้ยินเสียงของแม่ เด็กหญิงขยับจมูกอีกสองครั้งจนพราวหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา
วันรุ่งขึ้น ปราณีกับขวัญตามาช่วยกันคิดชื่อให้เด็ก หญิงสาวเลือกชื่อ “พิมพ์นภา” เพราะอยากให้ชื่อลูกมีความหมายเชื่อมโยงกับตนเอง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นพ่อ
“แล้วชื่อเล่นล่ะ” ขวัญตาถาม “คิดไว้หรือยัง”
พราวมองลูกสาวที่กำลังหลับอยู่ในเปล ก่อนเด็กน้อยจะขยับจมูกเมื่อถึงเวลากินนมอีกครั้ง
“กระต่ายค่ะ เรียกว่าหนูกระต่าย เวลาหิวชอบขยับจมูกเหมือนกระต่ายตัวเล็ก ๆ”
ปราณียิ้มและลูบศีรษะหลานสาว “พิมพ์นภาของยาย ขอให้หนูแข็งแรงและเป็นเด็กดีนะลูก”
หลังทุกคนกลับไปพัก พราวอุ้มหนูกระต่ายไว้ตามลำพัง เธอพิจารณาใบหน้าเล็กอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก หน้าผาก จมูก และริมฝีปากยังยากจะบอกว่าเหมือนใคร แต่เมื่อเด็กน้อยลืมตาขึ้น ดวงตาคมเข้มคู่นั้นกลับทำให้หัวใจของพราวกระตุกวูบ
หญิงสาวเคยหวังว่าลูกจะเหมือนตนทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ต้องนึกถึงผู้ชายคนนั้นอีก แต่เพียงมองเข้าไปในดวงตาของหนูกระต่าย ภาพเมฆครามในคืนแรกที่พบกันก็ย้อนกลับมาอย่างชัดเจน
พราวกอดลูกแน่นขึ้นและต้องยอมรับความจริงว่า ดวงตาของหนูกระต่ายเหมือนชายคนนั้นจนไม่อาจปฏิเสธได้
สี่ปีแห่งความรู้สึกผิด
เวลาสี่ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับโลกธุรกิจ แต่สำหรับเมฆคราม ความทรงจำของค่ำคืนนั้นไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปียืนอยู่หลังเวทีภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู เสียงพิธีกรประกาศชื่อเขาในฐานะผู้บริหารแห่งปีดังผ่านลำโพงขนาดใหญ่ บนจอด้านหลังปรากฏภาพสัญลักษณ์ของครามวิชัน บริษัทมัลติมีเดียซึ่งเติบโตจากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และสื่อโฆษณาไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจร
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เมฆครามนำบริษัทเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เปิดสาขาในหลายประเทศ และพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิงจนมียอดผู้ใช้งานหลายสิบล้านบัญชี ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในสื่อธุรกิจแทบทุกเดือน ทั้งในฐานะผู้บริหารหนุ่มที่ประสบความสำเร็จและทายาทของตระกูลวรเมธากุล
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้น เขากลับใช้ชีวิตเหมือนคนกำลังหลบหนีจากความเงียบของตนเอง
“เชิญคุณเมฆคราม วรเมธากุล ประธานกรรมการบริหารบริษัทครามวิชัน จำกัด มหาชน ขึ้นรับรางวัลบนเวทีครับ”
เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้อง เมฆครามติดกระดุมเสื้อสูทและเดินออกไปด้วยท่าทางสง่างาม รอยยิ้มสุภาพปรากฏบนใบหน้าอย่างพอดี เขารับรางวัลจากประธานในพิธี กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารกับพนักงาน และตอบคำถามสื่อมวลชนได้อย่างสุขุม
ทุกถ้อยคำสมบูรณ์แบบจนไม่มีใครมองเห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ในแววตา
หลังลงจากเวที นักข่าวหญิงคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาสัมภาษณ์เพิ่มเติม
“ขอถามเรื่องส่วนตัวสักเล็กน้อยได้ไหมคะ คุณเมฆครามประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ยังไม่มีข่าวคบหากับใครเลย พอจะบอกได้ไหมคะว่าผู้หญิงในอุดมคติเป็นแบบไหน”
เมฆครามชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มตามมารยาท “วันนี้เป็นงานมอบรางวัลด้านธุรกิจ ผมอยากให้ความสำคัญกับความสำเร็จของทีมงานมากกว่าเรื่องส่วนตัวครับ”
“แสดงว่าตอนนี้ยังโสดใช่ไหมคะ”
“ผมขอไม่ตอบเรื่องนี้ครับ”
เลขาฯ ฝ่ายประชาสัมพันธ์รีบเข้ามาเชิญนักข่าวไปยังพื้นที่รับรอง เมฆครามจึงเดินออกจากบริเวณงานโดยมีนทีตามหลัง เขาไม่รอร่วมงานเลี้ยงหลังพิธีและไม่ตอบรับคำเชิญจากนักธุรกิจหลายคน เพราะมีเอกสารอีกจำนวนมากรออยู่ที่บริษัท
“คืนนี้คุณครามควรกลับไปพักนะครับ” นทีเตือนขณะทั้งสองเดินไปยังรถ “พรุ่งนี้เช้ามีประชุมกับทีมเกาหลี แล้วช่วงบ่ายต้องเดินทางไปดูสถานที่ถ่ายทำ”
“ส่งรายงานของทีมเกาหลีให้ฉันอ่านบนรถ”
“ผมส่งไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วครับ”
เมฆครามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบอีเมล ก่อนเลื่อนผ่านข้อความแสดงความยินดีจำนวนมากอย่างไม่สนใจ สายตาของเขาหยุดอยู่ตรงข้อความจากนักสืบเอกชนที่ติดต่อกันมาระยะหนึ่ง
“ยังไม่พบบุคคลที่ตรงกับข้อมูลเพิ่มเติม หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบทันที”
คำตอบสั้น ๆ ไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เมฆครามปิดหน้าจอและขึ้นนั่งบนรถโดยไม่พูดอะไร
นทีเห็นสีหน้าเจ้านายก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น “ยังไม่มีข่าวคุณพราวหรือครับ”
“ไม่มี”
“สี่ปีแล้วนะครับ”
เมฆครามหันมามอง “นายกำลังจะบอกให้ฉันหยุดตามหาใช่ไหม”
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น เพียงแต่เราแทบไม่มีข้อมูลเลย ชื่อพราวนภามีคนใช้จำนวนมาก และเราก็ไม่มีนามสกุลหรือภูมิลำเนา ต่อให้เธอยังอยู่ในกรุงเทพฯ การตามหาโดยไม่ละเมิดชีวิตส่วนตัวก็แทบเป็นไปไม่ได้”
“ฉันรู้”
เมฆครามเปิดกระเป๋าเอกสารและหยิบกล่องกำมะหยี่ใบเล็กออกมา ด้านในยังคงเป็นต่างหูเงินประดับหินสีฟ้าซึ่งเก็บไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ แม้เวลาผ่านไปนานถึงสี่ปี เขากลับไม่เคยทิ้งหรือเก็บมันไว้ในสถานที่ซึ่งมองไม่เห็น
ต่างหูข้างนั้นเดินทางไปกับเขาทุกแห่ง ตั้งแต่การประชุมในต่างประเทศไปจนถึงงานเปิดตัวโครงการสำคัญ ไม่ใช่เพราะมันมีคุณค่าด้านราคา แต่เพราะเขาไม่ยอมให้ความสำเร็จทำให้ตนลืมว่าครั้งหนึ่งเคยทำลายชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง
“นักสืบพบผู้หญิงชื่อพราวนภาหลายคน แต่ไม่มีใครตรงกับอายุและประวัติการศึกษาของเธอ” นทีรายงาน “บางคนแต่งงานไปแล้ว บางคนอยู่ต่างจังหวัดมาตลอด ส่วนรายชื่อจากมหาวิทยาลัย ทางเจ้าหน้าที่ยังคงไม่เปิดเผย”
“คนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในปีนั้นมีรายชื่อสาธารณะไม่ใช่หรือ”
“มีเพียงรายชื่อผู้เข้ารับปริญญาบางส่วนครับ แต่คุณพราวไม่ได้เข้าร่วมพิธี หรืออาจใช้นามสกุลที่เราไม่รู้จึงค้นหาไม่พบ”
เมฆครามปิดกล่องต่างหูลง “ตรวจรายชื่ออีกครั้ง แต่อย่าติดต่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง”
“ครับ”
รถเคลื่อนเข้าสู่ถนนใหญ่ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำคืน เมฆครามมองออกไปนอกหน้าต่าง ชีวิตของผู้คนจำนวนมากกำลังดำเนินไปตามปกติ บางครอบครัวจูงมือลูกเดินริมทาง บางคนยืนรอรถประจำทางหลังเลิกงาน
หลายครั้งเขาอดคิดไม่ได้ว่าพราวอาจเป็นหนึ่งในผู้คนที่เดินสวนกันโดยไม่ทันสังเกต หรืออาจย้ายออกจากกรุงเทพฯ และสร้างชีวิตใหม่ไปแล้ว
เธออาจแต่งงาน มีครอบครัว และไม่ต้องการให้ความผิดพลาดในอดีตกลับไปรบกวนอีก
