บทที่ 3 บทที่ 3

น้ำเสียงแผ่วเบาของเมฆครามทำให้พราวนภาชะงักไปชั่วขณะ เธอมองมือใหญ่ที่กำข้อมือตนไว้แน่น ก่อนพยายามดึงออกอย่างสุภาพ แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่การที่เขาไม่ยอมปล่อยก็ทำให้เธอเริ่มไม่สบายใจ

“คุณเมฆครามปล่อยมือฉันก่อนนะคะ”

เมฆครามมองหน้าเธอโดยไม่ตอบสนองทันที ดวงตาคมซึ่งเคยเปี่ยมด้วยความสุขุมขณะนี้พร่ามัวอย่างเห็นได้ชัด เขาเหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจคำพูดของเธอ แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้สติของเขาช้ากว่าปกติ

พราวออกแรงดึงมืออีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ยอมคลายมือออก เธอรีบถอยห่างจากโซฟาไปหนึ่งก้าวและมองหาฐากูลซึ่งออกไปรับโทรศัพท์นานกว่าสิบนาทีแล้ว

“ฉันจะไปตามเพื่อนคุณค่ะ”

“ไม่ต้องไป”

“แต่คุณเมามากแล้ว ควรกลับไปพักได้แล้วนะคะ”

เมฆครามเอนศีรษะพิงพนักโซฟาและหลับตาลง เขาไม่ได้โต้ตอบอีก พราวจึงรีบเดินออกจากห้องรับรองเพื่อมองหาคนที่พอจะช่วยได้ เธอพบอรอนงค์ยืนคุยกับพนักงานอยู่ตรงทางเดิน จึงรีบเข้าไปหา

“พี่อรคะ ลูกค้าโต๊ะพราวเมามากเลยค่ะ เพื่อนเขาก็หายไปหมดแล้ว”

อรอนงค์มองเข้าไปในห้องผ่านช่องประตู ก่อนหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง “เขาทำอะไรพราวหรือเปล่า”

“เมื่อครู่เขาจับมือค่ะ แต่ยอมปล่อยแล้ว พราวไม่อยากอยู่คนเดียวกับเขา”

“ถ้าไม่สบายใจก็กลับได้เลย เดี๋ยวพี่เข้าไปแจ้งคนจัดงานให้เอง”

พราวรีบพยักหน้า เธอยอมไม่ได้รับค่าจ้างคืนนี้ดีกว่าต้องอยู่ต่อในสถานการณ์ที่เริ่มไม่ปลอดภัย แต่เมื่อนึกถึงกำหนดจ่ายค่าเทอมภายในอีกสองวัน ความกังวลก็ทำให้หญิงสาวลังเล

อรอนงค์เห็นสีหน้าของรุ่นน้องจึงแตะไหล่เบา ๆ “ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง งานเกือบหมดเวลาแล้ว พี่จะคุยกับคนจัดโต๊ะให้ อย่างไรก็ต้องจ่ายตามที่ตกลง”

“พราวทำงานยังไม่ครบเวลานะคะ”

“เหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”

ขณะทั้งสองกำลังคุยกัน ฐากูลเดินกลับมาจากอีกด้านของทางเดิน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดหลังเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากบิดา เรื่องเงินกู้ของบริษัทครอบครัวถูกธนาคารปฏิเสธอีกครั้ง และเจ้าหนี้รายใหญ่กำลังเรียกร้องให้ชำระหนี้ก่อนกำหนด

เขาเห็นอรอนงค์กับพราวยืนอยู่หน้าห้องจึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เพื่อนคุณเมามากแล้วค่ะ น้องเขาไม่สะดวกอยู่ต่อ พวกคุณควรพาเขากลับได้แล้วนะคะ”

ฐากูลมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนชะโงกหน้าเข้าไปดูเพื่อนซึ่งยังนั่งหลับตาอยู่บนโซฟา “ผมสั่งเปิดห้องพักชั้นบนไว้แล้ว เดี๋ยวให้พนักงานพาขึ้นไปครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ” อรอนงค์ตอบ “ฉันขอพาน้องกลับก่อนนะคะ”

พราวกำลังจะเดินตามอรอนงค์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เสียงโทรศัพท์ของฐากูลดังขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มมองหน้าจอแล้วสบถเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นสายจากโรงพยาบาลซึ่งมารดาของเขาเข้ารับการรักษาอยู่

“ครับ ผมฐากูลพูด”

ปลายสายแจ้งว่าอาการของมารดาทรุดลงกะทันหัน แพทย์ต้องการให้ญาติไปเซ็นเอกสารด่วน ใบหน้าของฐากูลเปลี่ยนสี เขาหันไปมองเมฆครามด้วยความลังเล แต่ก็ไม่มีเวลารอให้เพื่อนสร่างเมา

“ผมต้องไปโรงพยาบาล คุณช่วยเรียกพนักงานผู้ชายมาพาคุณครามขึ้นไปที่ห้องได้ไหมครับ”

อรอนงค์พยักหน้า “ได้ค่ะ คุณรีบไปเถอะ”

“ห้องหนึ่งแปดศูนย์หก นี่เป็นคีย์การ์ดครับ เขาเดินไม่ไหวก็น่าจะต้องมีคนช่วยสองคน”

ฐากูลยื่นคีย์การ์ดให้อรอนงค์ แล้วรีบกลับเข้าไปหยิบเสื้อสูทกับโทรศัพท์ของตน เขาก้มลงบอกเพื่อนว่าต้องไปโรงพยาบาล แต่เมฆครามเพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอโดยแทบไม่ลืมตา

“ฉันให้พนักงานพานายขึ้นไปพักนะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด พรุ่งนี้ฉันจะโทรหา”

เมฆครามไม่ได้ตอบ ฐากูลจึงจำเป็นต้องรีบออกไปโดยฝากฝังเพื่อนไว้กับพนักงานของสถานที่

อรอนงค์เดินไปเรียกพนักงานชาย แต่ได้รับแจ้งว่ากำลังมีเหตุทะเลาะวิวาทอยู่ชั้นล่าง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับพนักงานหลายคนต้องลงไปจัดการ เหลือเพียงพนักงานหญิงประจำทางเดินซึ่งไม่สามารถพยุงผู้ชายตัวใหญ่ขึ้นไปตามลำพังได้

“รอประมาณสิบนาทีได้ไหมคะ เดี๋ยวคนของเราขึ้นมา” พนักงานหญิงบอก

อรอนงค์รับคำ ก่อนโทรศัพท์ของเธอจะดังขึ้นเช่นกัน เด็กสาวอีกคนในความดูแลมีปัญหากับลูกค้าในห้องรับรองฝั่งตรงข้าม เธอจำเป็นต้องรีบไปจัดการ

“พราวรอพี่อยู่ตรงนี้นะ ห้ามเข้าไปอยู่กับเขาตามลำพัง พี่จะกลับมาภายในสิบนาที”

พราวมองผ่านประตูเข้าไปเห็นเมฆครามยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ก่อนพยักหน้ารับ “ค่ะ พราวจะรอตรงนี้”

อรอนงค์รีบเดินจากไป พราวจึงนั่งลงบนเก้าอี้ริมทางเดินและมองนาฬิกา เวลาผ่านไปหลายนาที แต่ยังไม่มีใครกลับมา เธอเริ่มได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากในห้อง เมื่อเปิดประตูเข้าไปดูจึงพบว่าเมฆครามพยายามลุกขึ้นจากโซฟา

ร่างสูงเดินได้เพียงสองก้าวก็เซไปชนขอบโต๊ะจนแก้วตกแตก พราวรีบเข้าไปประคองตามสัญชาตญาณ เพราะกลัวว่าเขาจะล้มทับเศษแก้วบนพื้น

“ระวังค่ะ อย่าเพิ่งเดิน”

เมฆครามทิ้งน้ำหนักตัวลงมาจนเธอแทบรับไม่ไหว พราวพยายามพาเขากลับไปนั่ง แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า

“ผมจะกลับ”

“เพื่อนคุณเปิดห้องพักไว้ชั้นบนค่ะ เดี๋ยวรอพนักงานมาพาไปนะคะ”

“ไม่ต้องรอ ผมเดินเองได้”

เพียงพูดจบ เขาก็เกือบเสียหลักอีกครั้ง พราวกัดริมฝีปากอย่างหนักใจ เธอไม่อยากอยู่ใกล้เขาตามลำพัง แต่หากปล่อยไว้ ชายหนุ่มอาจล้มจนได้รับบาดเจ็บ

พนักงานหญิงคนเดิมเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นสภาพภายในห้องจึงรีบเข้ามาช่วยประคองอีกด้าน

“พาขึ้นไปก่อนเถอะค่ะ ข้างล่างยังวุ่นวายมาก คงอีกนานกว่าพนักงานผู้ชายจะขึ้นมาได้”

“แต่ฉันต้องกลับแล้วนะคะ”

“ช่วยกันพาไปถึงเตียงก็พอค่ะ ห้องอยู่ชั้นบนนี้เอง”

พราวลังเล เธอจำคำเตือนของอรอนงค์ได้ดี แต่เมฆครามอยู่ในสภาพที่แทบจะเดินไม่ได้ พนักงานหญิงก็อยู่ด้วยอีกคน หญิงสาวจึงคิดว่าคงไม่มีอันตรายหากเพียงพาเขาไปส่งถึงห้องแล้วรีบออกมา

“ก็ได้ค่ะ แต่พอถึงห้องแล้วฉันจะกลับทันทีนะคะ”

ทั้งสองช่วยกันประคองเมฆครามไปยังลิฟต์ พนักงานหญิงถือคีย์การ์ด ส่วนพราวต้องรับน้ำหนักแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ตลอดทาง ชายหนุ่มหลับตาและแทบไม่พูดอะไร จนเธอคิดว่าเขาคงไม่มีแรงแม้แต่จะยืน

เมื่อมาถึงห้องพักหมายเลขหนึ่งแปดศูนย์หก พนักงานหญิงเปิดประตูแล้วช่วยพาเมฆครามไปนั่งบนขอบเตียง ทุกอย่างกำลังจะเรียบร้อย แต่เสียงวิทยุสื่อสารตรงเอวของพนักงานกลับดังขึ้น มีคนเรียกให้เธอลงไปช่วยรับรถพยาบาลด้านล่าง

“ฉันต้องลงไปก่อนค่ะ ฝากคุณเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้เขาหน่อยได้ไหมคะ”

พราวรีบปฏิเสธ “ฉันไม่สะดวกค่ะ คุณช่วยเรียกเพื่อนเขาหรือพนักงานคนอื่นขึ้นมาแทนได้ไหม”

“เดี๋ยวฉันจะส่งคนขึ้นมาค่ะ ตอนนี้เขานั่งได้แล้ว ไม่น่ามีอะไร คุณวางน้ำไว้ให้สักขวดแล้วออกมาได้เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป