บทที่ 6 บทที่ 6

เมฆครามหลับตารับคำตำหนิ “ผมรู้ และผมไม่ได้คิดจะใช้มันเป็นข้อแก้ตัว”

“พราวโทรหาฉันตอนเช้ามืด เธอร้องไห้จนพูดแทบไม่รู้เรื่อง ฉันกลับไปที่โรงแรมแล้ว แต่เธอออกมาได้ก่อน ตอนนี้เธอปลอดภัยและอยู่กับคนที่ไว้ใจได้”

เมื่อได้ยินว่าเธอปลอดภัย เมฆครามรู้สึกโล่งใจเพียงเล็กน้อย แต่คำว่าร้องไห้จนพูดไม่รู้เรื่องกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกผิด

“ขอให้ผมคุยกับเธอได้ไหม แค่ครั้งเดียวก็ยังดี”

“ตอนนี้เธอไม่ต้องการคุยกับคุณ”

“ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกเธอว่าผมขอโทษ ผมพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง และจะไม่บังคับให้เธอทำอะไรทั้งนั้น”

“ฉันจะบอกให้ แต่ไม่รับรองว่าเธอจะยอมฟัง”

“ผมขอชื่อเต็มหรือที่อยู่ของเธอได้ไหม”

“ไม่ได้ค่ะ”

“ผมไม่ได้จะไปคุกคาม ผมเพียงต้องการแน่ใจว่าเธอได้รับการตรวจร่างกายและได้รับการดูแล”

“ถ้าเป็นห่วงจริง คุณควรเคารพการตัดสินใจของเธอ”

เมฆครามเงียบไป เขารู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้พราวออกมาพบ หลังจากเป็นคนทำลายความรู้สึกปลอดภัยของเธอด้วยตนเอง

“อย่างน้อยช่วยให้เบอร์โทรศัพท์ของผมกับเธอได้ไหม ถ้าเธอต้องการติดต่อเมื่อไรก็โทรมาได้ตลอดเวลา”

“ส่งมาในข้อความค่ะ ฉันจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะส่งต่อให้หรือไม่”

“คุณอรอนงค์ ผมขอร้อง ผมต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น”

อรอนงค์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบอย่างเด็ดขาด

“บางเรื่องไม่มีทางแก้ไขให้กลับไปเหมือนเดิมได้หรอกค่ะ คุณเมฆคราม และฉันคงช่วยคุณมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะพราวลาออกแล้ว เธอกำชับฉันอย่างชัดเจนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือบอกคุณว่าเธออยู่ที่ไหน”

ผู้หญิงที่หายไป

หลังการสนทนากับอรอนงค์จบลง เมฆครามยังคงยืนถือโทรศัพท์อยู่กลางห้องพักเป็นเวลานาน คำว่า “พราวลาออกแล้ว” ทำให้เขารู้สึกราวกับประตูบานสุดท้ายถูกปิดลงต่อหน้า

ชายหนุ่มส่งหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวและข้อความสั้น ๆ ไปให้อรอนงค์ตามที่ตกลง โดยไม่พยายามอธิบายหรือแก้ตัวเพิ่มเติม

“ผมขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น หากพราวต้องการความช่วยเหลือ ต้องการดำเนินคดี หรือต้องการให้ผมรับผิดชอบในเรื่องใด เธอติดต่อผมได้ตลอดเวลา ผมจะไม่หลบหนีและจะไม่ใช้สิ่งใดกดดันเธอ”

ข้อความถูกอ่านในเวลาไม่นาน แต่ไม่มีคำตอบกลับมา เมฆครามไม่รู้ว่าอรอนงค์ส่งข้อความต่อให้พราวหรือไม่ เขาไม่มีสิทธิ์โทรไปเร่งรัด และยิ่งไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครเปิดเผยที่อยู่ของหญิงสาว

สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือกลับไปยังบ้านด้วยความรู้สึกผิดซึ่งติดตามไปทุกฝีก้าว

คืนนั้นเมฆครามนอนไม่หลับ แม้อาการเมาค้างจะทุเลาลงแล้ว แต่ทุกครั้งที่หลับตา เขากลับได้ยินเสียงพราวบอกให้ปล่อย เศษเสี้ยวความทรงจำที่หวนกลับมาไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้น ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำว่าเธอพยายามปฏิเสธอย่างชัดเจนเพียงใด

เช้าวันถัดมา เขาเรียกนที เลขานุการส่วนตัวเข้าพบตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงาน ชายหนุ่มผู้เป็นเลขาฯ เดินเข้ามาในห้องทำงานพร้อมแท็บเล็ตและแฟ้มเอกสารตามปกติ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้านายนั่งอยู่หลังโต๊ะด้วยสีหน้าอิดโรย

“คุณครามไม่สบายหรือเปล่าครับ ผมจะเลื่อนประชุมช่วงเช้าให้ไหม”

“ไม่ต้อง ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากให้นายช่วย”

เมฆครามเล่าเพียงว่าเขาต้องการตามหาผู้หญิงชื่อพราวนภา ซึ่งน่าจะเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใกล้สถานที่ทำงานพิเศษที่อรอนงค์เคยระบุไว้ เขาไม่ได้เล่ารายละเอียดของคืนเกิดเหตุทั้งหมด แต่กำชับชัดเจนว่าห้ามใช้วิธีข่มขู่ ห้ามจ่ายเงินซื้อข้อมูลผิดกฎหมาย และห้ามรบกวนครอบครัวของเธอ

“ถ้าพบตัวเธอ ให้นายแจ้งฉันก่อน ห้ามเข้าไปพูดคุยเอง”

นทีรับคำ แต่ยังอดถามไม่ได้ “เธอเป็นใครหรือครับ”

เมฆครามนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบ “เป็นคนที่ฉันทำผิดต่อเธอ”

นทีไม่ถามต่อ เขาทำงานกับเมฆครามมาหลายปีและรู้ว่าเจ้านายไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน

การตามหาเริ่มต้นจากชื่อ “พราวนภา” ซึ่งมีผู้ใช้ชื่อนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีนามสกุล รูปถ่าย หรือหมายเลขโทรศัพท์ งานจึงแทบไม่ต่างจากการงมหาเข็มในมหาสมุทร อรอนงค์ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใด แม้เมฆครามจะติดต่อไปอีกครั้งและยืนยันว่าไม่คิดทำร้ายหญิงสาว

“ถ้าพราวต้องการพบคุณ เธอจะเป็นฝ่ายติดต่อไปเองค่ะ”

“ผมไม่ได้ขอให้คุณบอกที่อยู่ แค่ช่วยส่งคำขอโทษของผมให้เธอ”

“ฉันส่งให้แล้วค่ะ แต่เธอไม่ต้องการรับรู้เรื่องของคุณอีก”

“เธอเป็นอย่างไรบ้าง”

“ฉันตอบได้เพียงว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ นอกเหนือจากนั้นเป็นสิทธิ์ของพราวค่ะ”

อรอนงค์ตัดสายหลังพูดจบ เมฆครามไม่โทรกลับไปอีก เพราะรู้ว่าการติดต่อซ้ำ ๆ อาจทำให้พราวรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาสรับผิดชอบ ไม่ใช่การบีบบังคับให้เธอยอมรับคำขอโทษ

ขณะเดียวกัน พราวนภาออกจากห้องพักของอรอนงค์และกลับไปยังหอพักนักศึกษาในช่วงเย็นหลังเกิดเหตุหนึ่งวัน เธอเปลี่ยนจากชุดที่ใส่เมื่อคืนเป็นเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่หญิงสาวกลับรู้สึกหนาวจนต้องกอดตัวเองตลอดทาง

ตลอดคืนที่ผ่านมา เธอแทบไม่ได้นอน ทุกครั้งที่หลับตา ความหวาดกลัวจะย้อนกลับมา เสียงของคนแปลกหน้าที่เดินผ่านด้านหลังทำให้เธอสะดุ้ง ส่วนกลิ่นเครื่องดื่มซึ่งยังติดอยู่ในความทรงจำทำให้คลื่นไส้จนไม่สามารถกินอะไรได้

อรอนงค์เสนอให้พาไปแจ้งความและตรวจร่างกาย แต่พราวยังไม่พร้อม เธอกลัวการถูกซักถาม กลัวครอบครัวรู้เรื่อง และกลัวว่าการเผชิญหน้ากับผู้ชายผู้มีทั้งเงินและอำนาจจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่พังลงมากกว่าเดิม

สิ่งเดียวที่เธอต้องการในเวลานี้คือเรียนให้จบและหายไปจากผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคืนนั้น

เมื่อกลับถึงหอพัก พราวพบว่าหน้าห้องมีซองจดหมายจากฝ่ายทะเบียนวางอยู่ ข้างในคือหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระค่าเล่าเรียนภายในวันถัดไป หากเลยกำหนด เธอจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาค

หญิงสาวนั่งลงบนพื้นและพิงหลังกับประตูอย่างหมดแรง เงินค่าจ้างที่ควรนำมาจ่ายค่าเทอมถูกทิ้งไว้ในห้องพักของเมฆครามแล้ว เธอไม่อาจนำเงินจากคืนนั้นมาใช้ได้ ต่อให้กำลังเดือดร้อนเพียงใดก็ตาม

พราวเปิดกระเป๋าสตางค์และนับเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อรวมกับเงินในบัญชีแล้ว ยังขาดค่าเทอมอีกจำนวนหนึ่ง เธอจึงนำสร้อยคอทองคำเส้นเล็กซึ่งมารดามอบให้ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยออกมาจากกล่อง

สร้อยเส้นนั้นเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวที่มีค่าและเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายซึ่งเธอไม่เคยคิดขาย แต่หากเลือกเก็บไว้ เธออาจเรียนไม่จบหลังพยายามมานานเกือบสี่ปี

เช้าวันต่อมา พราวนำสร้อยไปขายและถอนเงินเก็บก้อนสุดท้ายออกจากบัญชี เมื่อรวมกันแล้วจึงพอจ่ายค่าเทอมได้ เธอมองยอดเงินคงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาทในสมุดบัญชี ก่อนบอกตัวเองว่าจะเริ่มหางานใหม่ทันทีที่สอบเสร็จ

หลังออกจากฝ่ายการเงิน พราวไปพบเจ้าหน้าที่หอพักและแจ้งว่าจะย้ายออกภายในสัปดาห์นั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป