บทที่ 11 ตอนที่11
นักรบตัดบท เพราะรู้ว่ามันตั้งใจแซวก็เลยขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด หากมันก็ไม่ยอมไปไหน ขยับห่างไปนิดหนึ่ง แล้วทำเป็นยืนชมนกชมไม้อยู่แถวนั้น แต่เขารู้ว่าหูของมันกำลังผึ่งอยู่แน่นอน
“พี่คะ ยุ่งเอากาแฟเย็นมาฝาก”
คนเพิ่งก้าวมาถึงเอ่ยบอกพร้อมกับหิ้วกระติกใบเล็กจากตะกร้าหน้ารถติดมือมาด้วย บอกเสร็จเธอก็เงยหน้าขึ้นมองตึกที่กำลังก่อสร้างอย่างสนใจใคร่รู้ ก่อนจะถูกฝ่ามือใหญ่กดศีรษะให้ก้มลงมาตามเดิม พลางเอ่ยเตือน
“อย่าเงย เดี๋ยวเศษปูนหล่นเข้าตา”
หฤทัยทำคอย่นอย่างหวาดเสียว เพราะวันนั้นเธอก็ได้แผลจากที่นี่แหละ และแผลเพิ่งแห้ง เธอยังไม่อยากได้แผลใหม่ ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยบอกมาอีก
“เอาวางไว้ แล้วก็ไปได้แล้วไป ห้ามมาวิ่งเล่นแถวนี้”
คนมาเสิร์ฟกาแฟค้อนควัก ก็พูดอย่างกับเธอเป็นเด็กห้าขวบกระนั้นแหละ หากหญิงสาวก็เอากระติกใบเล็กที่มีกาแฟเย็นซึ่งเธอชงเองกับมืออยู่ในนั้นไปวางไว้ให้บนแท่นหินที่วางซ้อนๆ กันอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง ก่อนปากอิ่มจะหันมาฉีกยิ้มหวานหยดส่งให้พร้อมกับเอ่ยกำชับ
“พี่ต้องรีบกินนะคะ เดี๋ยวน้ำแข็งละลายมันจะไม่ชื่นใจ”
“ครับ”
รับปากอยู่ในลำคอแทบฟังไม่ได้ยินเสร็จ เขาก็กางแบบแปลนในมือ แล้วก้มหน้าจดจ่ออยู่ในนั้น คิ้วก็ขมวดมุ่นเหมือนกำลังยุ่งเสียเต็มประดา หฤทัยเห็นดังนั้นจึงไม่อยากกวนเขา เธอเดินไปขึ้นรถจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างไม่เรื่องมาก
พอคล้อยหลังเจ้าของกระติกสีบานเย็นนั้นนักรบถึงชำเลืองมองตามหลังไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปมองกระติกกาแฟเย็นสีหวานแหววนั่น และมือมันก็ยื่นไปคว้ามาแบบอัตโนมัติ ทว่าเปิดดูดไปอึกเดียวเบาหวานแทบขึ้น ก็กาแฟเย็นของแม่คุณหวานพอๆ กับรอยยิ้มของคุณเธอนั่นแหละ เขาส่ายหัวเบาๆ พอทำท่าจะเอากระติกวางที่เดิมก็เห็นตัวหนังสือที่ถูกเขียนหวัดๆ ด้วยปากกาเมจิกตรงด้านข้างกระติกผ่านตาแวบๆ ชายหนุ่มจึงหมุนกระติกดูให้ชัดๆ เมื่อได้เห็นประโยคเต็มๆ นักรบแทบสำลักลมหายใจ
‘คนให้ชื่นอก คนกินชื่นใจ’
ไม่พอยังวาดหัวใจดวงเล็กๆ แถมมาให้อีกตั้งสามดวง แม่ตัวยุ่งอัปเลเวลจากสองดวงมาเป็นสามดวงจนนักรบต้องโคลงศีรษะให้เบาๆ ทว่าปากได้รูปกลับแย้มออกน้อยๆ อย่างคนเก็บความขำเอาไว้ไม่ได้ หากก็ต้องหุบยิ้มฉับเมื่อได้ยินเสียงคนร้องเพลงดังมาจากในตึกที่กำลังก่อสร้าง และรู้สึกว่ามันจะกระแทกโสตประสาทของเขาเข้าอย่างจัง
“ฉันแพ้ทางคนอย่างเธอ
มันเอาแต่เพ้อไม่กินไม่นอน
อยากบอกเธอสักครั้ง โปรดเถอะนะขอวอน
หยุดน่ารักได้ไหม ใจฉันกำลังละลาย โอ๊ว โว โว...”
ในเมื่อไม่เห็นตัวคนร้องนักรบจึงหันเอาไปลงกับคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ไอ้เต้ มึงไปหาอะไรยัดปากลูกน้องมึงหน่อยสิ บอกมันด้วยว่าเวลางานห้ามแหกปาก”
พูดๆ เสร็จก็ก้าวหายเข้าไปในห้องพักชั่วคราวที่อยู่ใกล้ๆ นั้นเสียเฉยๆ แถมยังหนีบกระติกสีบานเย็นใบนั้นติดมือไปด้วย ทิ้งให้คนยังไม่รู้เรื่องรู้ราวถึงกับเกาหัวแกรกๆ พลางบ่นตามหลังไปอย่างคนงงสุดติ่ง
“อะไรของไอ้พี่รบมันวะเนี่ย คนจะอารมณ์ดีผิดด้วยหรือไง แล้วนี่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว เวลาพักนะโว้ย! จิบกาแฟไปอึกเดียว ทำเอาคนเป็นบ้าได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ”
เกือบหนึ่งทุ่ม นักรบขับรถมาจอดที่หน้าล็อบบีแล้วเดินไปที่ป้อมยามหน้ารีสอร์ต ชายหนุ่มเอ่ยถามยามวัยห้าสิบปลายๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และฟังสุภาพ ทว่าหน้าตากลับเคร่งเครียดแปลกๆ
“ลุงเปลว เห็นป้าศรีไหมครับ”
ลุงยามวัยเก๋าทำหน้างงๆ เมื่อได้ยินเจ้านายมาถามถึงผู้เป็นภรรยาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
“นังศรีมันออกกะตั้งแต่สิบเอ็ดโมง เข้ากะอีกทีคงห้าทุ่มโน่นแหละครับ คุณรบมีอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวผมไปตามที่บ้านพักคนงานให้ก็ได้ครับ”
“ไม่ต้องครับ ผมแค่จะถามอะไรป้าศรีนิดหน่อย”
นักรบทำท่าจะหันหลังกลับ ถ้าหากว่าจะไม่เหลือบไปเห็นกระติกใบเล็กสีแดงที่วางอยู่บนชั้นหน้าป้อมยามนั่นเสียก่อน มันเป็นกระติกเหมือนๆ กับที่เขาได้เมื่อตอนกลางวัน ต่างกันแค่สีและประโยคที่เขียนบนนั้น
‘ดื่มให้ตาแจ้งเลยนะคะลุงเปลว’
ถึงจะไม่ระบุชื่อผู้ให้ แต่เขาจำลายมือหวัดๆ นั้นได้ มาอยู่ได้อาทิตย์เดียว แม่คุณคงสร้างมิตรภาพไปทั่วรีสอร์ตเลยมั้งเนี่ย แต่ดูจากหน้าตาแช่มชื่น ชอบแจกรอยยิ้มพิมพ์ใจอยู่เป็นนิจ ดูไม่มีพิษมีภัยกับใคร แล้วใครบ้างที่จะไม่อยากรู้จักและผูกมิตรกับเจ้าหล่อน แม้แต่ตัวเขาเอง ทุกวันนี้ยังตอบไม่ได้เลยว่าทำไมถึงได้ชอบเอาตัวมายุ่งวุ่นวายกับแม่ตัวยุ่งนั่นนัก นักรบต้องรีบสลัดความคิดทิ้งแล้วตัดสินใจเอ่ยถามออกไป เพราะเดี๋ยวมันจะค่ำมืดไปมากกว่านี้
“ลุงเปลวเห็นเจ้าของกระติกนั่นไหมครับ” ถามพลางเขาก็พยักพเยิดหน้าไปยังกระติกที่วางอยู่บนชั้นใกล้ๆ
“หนูยุ่งเหรอครับ”
“อืม...” นักรบรับคำในลำคอพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ
