บทที่ 13 ตอนที่13
หฤทัยบอกเสียงอ่อยๆ พลางก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานเล่น ตอนแรกที่เห็นเขาโผล่มาเธอดีใจอย่างบอกไม่ถูก และเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกมันก็อดคิดไม่ได้ว่าเขามาตามหาเธอ แต่พอได้ยินประโยคที่เขาคุยกับนางแจ่ม ถึงได้รู้ว่าเธอคิดไปเองล้วนๆ เขามาด้วยเรื่องงานต่างหาก
“อ้าว! รู้จักกันเหรอคะ ดีเลย ตอนแรกป้ากะจะให้หนูยุ่งค้างที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยให้ตามั่นไปส่งที่รีสอร์ต แต่คุณรบมาก็ดีแล้ว ให้หนูยุ่งติดรถกลับไปที่รีสอร์ตด้วยนะคะ”
นางแจ่มเมื่อเดินกลับมาได้ยินสองหนุ่มสาวคุยกันเบาๆ จึงรีบเสนอแนะพร้อมกับวางจานข้าวสวยให้ตรงหน้าชายหนุ่ม และพอพูดกับฝ่ายชายเสร็จนางก็หันไปบอกทางด้านสาวน้อยบ้าง
“เดี๋ยวหนูยุ่งกลับรีสอร์ตกับคุณรบได้เลยนะคะ จะได้พักสบายๆ ไม่ต้องมาทนนอนไม้กระดานแข็งๆ แบบนี้ คนไม่เคยนอนพรุ่งนี้คงเมื่อยน่าดูเลย กลับไปนอนเตียงนุ่มๆ ที่รีสอร์ตดีกว่าค่ะ คุณรบเป็นผู้จัดการอยู่ที่เขาวงกต ไว้ใจได้แน่นอน”
นางแจ่มพูดไปตามที่นางเข้าใจ ขณะที่หฤทัยก็ได้แต่เงียบ และตักข้าวใส่ปากไปเรื่อยๆ เขายังไม่เอ่ยปากชวนสักคำ แล้วเธอจะว่าอย่างไรได้ล่ะ
หลังจากเสร็จจากมื้ออาหาร หฤทัยก็ช่วยนางแจ่มเก็บสำรับและช่วยล้างถ้วยช้อนจามชามให้ด้วยเสร็จสรรพ นางแจ่มห้ามเธอก็ทำเป็นหูทวนลมซะ ด้านแขกอีกคนก็ไปนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงหัวบันไดบ้าน
พอหฤทัยช่วยเจ้าบ้านเก็บกวาดในครัวเสร็จ ออกจากครัวมาอีกทีเธอก็ไม่เห็นร่างใหญ่นั้นนั่งอยู่ที่บันไดแล้ว หญิงสาวจึงรีบเดินไปดูที่ประตูบ้าน ก็ท่าทางนิ่งๆ เงียบๆ แบบนั้นเธอเดาทางเขาไม่ได้เลย รู้สึกเสี่ยงต่อการโดนทิ้งเป็นยิ่งนัก ทว่าก็ได้เห็นคนรอยืนกอดอกพิงสะโพกกับข้างมอเตอร์ไซค์ ในมือหนามีหมวกสานปีกกว้างกับกระเป๋าสะพายใบเล็กของเธอที่เขาคงไปหยิบมาจากตะกร้าหน้ารถจักรยาน ทำเอาหฤทัยผุดอมยิ้มน้อยๆ รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจขึ้นมากะทันหัน เขาไม่ชวนด้วยคำพูด แต่ชวนด้วยการกระทำ ซึ่งมันน่าปลื้มปริ่มกว่าชวนด้วยวาจาเป็นไหนๆ
หญิงสาวก้าวลงไปนั่งใส่รองเท้าผ้าใบตรงบันไดบ้านขั้นสุดท้าย ก่อนจะเดินยิ้มเข้าไปหาคนรอ หากเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แค่มองมานิ่งๆ หน้าตาก็เรียบนิ่งพอๆ กับสายตานั่นแหละ ก่อนจะยื่นกระเป๋ากับหมวกมาให้ พอเธอรับมาถือไว้ เขาก็หันไปควบมอเตอร์ไซค์และจัดการสตาร์ตเครื่อง ทว่าชายหนุ่มสตาร์ตอยู่เกือบสิบรอบมอเตอร์ไซค์ยุคแปดศูนย์นั่นมันก็ดังแค่แกรกๆ แล้วเงียบกริบตามเดิม นักรบจึงเปิดถังน้ำมันดูแล้วถึงสบถอยู่ในลำคอ
“ฉิบหาย!”
“ทำไมมันไม่ติดล่ะคะพี่”
“น้ำมันหมด”
หฤทัยทำหน้าเหวออย่างทำอะไรไม่ถูก พูดก็ไม่ออก ไม่รู้จะแนะนำอย่างไรด้วย เพราะที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเธอ ความรู้เรื่องมอเตอร์ไซค์ก็ไม่มี ขี่ก็ยังไม่เป็นเลย แล้วเธอจะไปชี้แนะอะไรเขาได้
“เอาโทรศัพท์มือถือมาด้วยไหม”
ที่ถามหาโทรศัพท์ของเธอ เพราะโทรศัพท์ของเขาอยู่ในรถซึ่งจอดเอาไว้หน้าล็อบบีไม่ได้หยิบออกมาด้วย ถึงแม้เชิงเขาเช่นนี้แทบไม่มีสัญญาณ แต่บางทีสัญญาณมันก็โผล่มาขีดสองขีดให้ได้ใช้โทร.เข้าโทร.ออกได้บ้าง
“มือถือของยุ่งอยู่ที่บ้านพักค่ะ”
เธอตอบพร้อมส่ายหน้าหวือ เพราะอยู่ที่นี่เธอแทบไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ และแบตเตอรี่น่าจะหมดแล้วด้วย แต่หฤทัยก็ไม่สนใจมัน เธออยากอยู่ที่นี่อย่างสงบ ให้มันอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้านั่นแหละดีแล้ว
“งั้นคืนนี้ก็เปลี่ยนบรรยากาศมานอนไม้กระดานดูสักคืนนะ”
ว่าแล้วเขาก็เดินตรงไปยังบันไดบ้าน จัดการถอดรองเท้า แล้วก้าวขึ้นไปบนบ้านหลังเล็กนั้น หฤทัยยังงงกับประโยคของเขา ไม่รู้ว่าแค่บอกเฉยๆ หรือชวนกันแน่ หากพอหันหน้าเลิ่กลั่กมองรอบตัวที่มีแต่ความเงียบสงัดและเห็นแต่ความทะมึนของภูเขารอบกาย เธอก็ต้องรีบวิ่งไปสลัดรองเท้าทิ้งแล้วก้าวขึ้นบ้านตามหลังเขาไป
สองหนุ่มสาวนั่งพิงข้างฝาที่เป็นไม้กระดานถูกตีเป็นผนังเอาไว้ลวกๆ อยู่บนบ้านหลังน้อย คนหนึ่งนั่งชันเข่าเอาไว้หนึ่งข้างสบายๆ ส่วนอีกคนนั่งพับเพียบเรียบร้อยแต่แอบเกร็งไปทั้งตัว จะชวนเขาคุย หน้าตาพี่ท่านก็เฉยซะจนหญิงสาวไม่กล้าเอ่ยปาก
ในขณะที่นางแจ่มพอนักรบบอกว่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์หมดจะขอค้างที่นี่สักคืน นางก็อึ้งๆ เล็กน้อย เพราะบ้านหลังนี้มันไม่มีห้องหับเอาไว้รับรองแขก มีแค่ห้องที่นางกับสามีใช้เป็นที่หลับที่นอนแค่ห้องเดียวเท่านั้น เกรงว่าชายหนุ่มจะไม่สะดวก แต่นักรบก็บอกไม่เป็นไร เขานอนได้ และฝากให้หฤทัยเข้าไปนอนกับนางในห้อง นั่นแหละนางถึงรีบกุลีกุจอเข้าไปค้นอะไรในห้องนอน ปล่อยให้แขกนั่งกันอยู่สองคน
