บทที่ 1 แอบมองที่มุมตึก
“ยัยฟ้า! ทางนี้ เร็ว ๆ เข้า ยืนเหม่ออะไรของแกฮะ!”
เสียงแหลมสดใสของวิมุตตา ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศยามสายของมหาวิทยาลัย พร้อมกับมือเรียวที่คว้าข้อมือของจันทร์กระจ่างฟ้า แล้วออกแรงดึงอย่างกระตือรือร้น
หญิงสาวสะดุ้งหลุดจากภวังค์ รีบก้าวเท้าตามแรงฉุดของเพื่อนสนิททันที ชุดนักศึกษาปีหนึ่งสีขาวสะอาดตาที่ยังดูใหม่เอี่ยมพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเดิน ก่อนทั้งคู่จะมาหยุดอยู่บริเวณมุมตึกของคณะบริหารธุรกิจ จุดเดิมที่วิมุตตามักลากเธอมายืนอยู่แทบทุกวัน
“เบา ๆ สิ มุตตา”
จันทร์กระจ่างฟ้าเอ่ยปรามเสียงเบา พลางยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเองที่กำลังเต้นแรง ใบหน้าหวานค่อย ๆ ขึ้นสีระเรื่อ เมื่อรู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังพาเธอมาทำอะไร
“ถ้าช้ากว่านี้ก็อดดูน่ะสิ โน่นไง พี่วัสของแกเดินมาโน่นแล้ว”
วิมุตตาใช้ข้อศอกสะกิดแขนเพื่อนเบา ๆ ก่อนจะพยักพเยิดไปทางลานจอดรถหน้าตึก สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับคนที่กำลังจะได้พบดาราคนโปรด
เพียงแค่ได้ยินชื่อของชายหนุ่ม หัวใจของจันทร์กระจ่างฟ้าก็เต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก
ดวงตาหลังกรอบแว่นทรงกลมค่อย ๆ เงยขึ้นมองตามทิศทางที่เพื่อนชี้ ก่อนจะปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าของ อัสวัส รุ่นพี่ปีสี่แห่งคณะบริหารธุรกิจ
ชายหนุ่มกำลังเดินเคียงข้างกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่สวมทับกางเกงสแล็กสีเข้มดูเรียบง่าย แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างสูงโปร่งกลับขับให้เขาดูสง่างามเกินกว่าจะละสายตาได้ ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง หากกลับแฝงเสน่ห์บางอย่าง ที่ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปทางไหน ก็มีสายตาของผู้คนหันมองตามอยู่เสมอ
โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาสาวที่แอบเหลียวมองเขาพร้อมรอยยิ้มเขินอาย
“พี่วัสหล่อระเบิดเลยเนอะแก ขนาดแต่งตัวธรรมดานะเนี่ย”
วิมุตตาพูดพลางทำตาเป็นประกาย ก่อนจะหันกลับไปมองเพื่อนที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง
“แล้วแกจะแอบอยู่ข้างหลังฉันทำไมนี่ ยื่นหน้าออกไปดูชัด ๆ สิฟ้า”
“ไม่เอาหรอก ฟ้าอาย แค่ได้เห็นไกล ๆ แบบนี้ก็พอแล้ว” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว พลางขยับกรอบแว่นเบา ๆ ดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องไปยังชายหนุ่มไม่วาง
เธอแอบชอบอัสวัสมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว หากเป็นเพราะครั้งหนึ่งเธอเคยเห็นเขาช่วยรุ่นน้องที่ถูกรุ่นพี่กลั่นแกล้ง เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ภาพของผู้ชายคนนี้ติดอยู่ในหัวใจของเธออย่างไม่รู้ตัว แม้จะเป็นเพียงความรู้สึกที่อีกฝ่ายไม่มีวันล่วงรู้ก็ตามที
“แกนี่มันจริง ๆ เลย แอบชอบเขามาตั้งนาน แต่ทำตัวเป็นนินจาแอบตามมุมตึกอยู่ได้”
วิมุตตาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าไม่รีบทำคะแนน ระวังจะโดนคาบไปกินนะจ๊ะ”
รอยยิ้มบางบนใบหน้าของจันทร์กระจ่างฟ้าค่อย ๆ จางลงทันที
“พี่วัสเขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงของเธอเบาราวกับสายลม ความสดใสในดวงตาหม่นแสงลงทันทีเมื่อนึกถึงความจริงที่รู้กันทั่วมหาวิทยาลัย
“เออ... จริงด้วย พี่ปรียาภรณ์ ดาวคณะคนนั้นน่ะนะ ก็สวยอยู่หรอก แต่หยิ่งชะมัด” วิมุตตาเบ้ปากอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก
“ฉันล่ะไม่ชอบสายตาชีเลย ดูหยิ่ง ๆ ยังไงไม่รู้ แต่ช่างเถอะ ยังไงเราก็สู้เขาเรื่องฐานะไม่ได้อยู่แล้ว” แม้คำพูดของเพื่อนจะตรงไปตรงมา แต่จันทร์กระจ่างฟ้ากลับไม่โกรธแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดี ทุกคำที่วิมุตตาพูดคือความจริง
ปรียาภรณ์ทั้งสวย โดดเด่น ฐานะดี เป็นดาวคณะและเป็นที่หมายปองของใครหลายคน ส่วนตัวเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาที่ต้องทำงานพิเศษหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน และแบ่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว
ความแตกต่างระหว่างเธอกับเขา ช่างห่างไกลราวกับอยู่คนละโลก
“อืม... ฟ้าเข้าใจ” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ แม้ภายในใจจะรู้สึกหน่วงอย่างบอกไม่ถูก
“ฟ้าไม่ได้หวังอะไรหรอกมุตตา แค่ได้มองพี่วัสแบบนี้ทุกวันก็มีความสุขแล้ว”
“ยัยซื่อบื่อเอ๊ย!”
วิมุตตาหัวเราะ พลางตีแขนเพื่อนเบา ๆ
“แล้วนี่แกต้องรีบไปทำงานพิเศษต่อใช่ไหม”
“ใช่จ้ะ วันนี้มีกะบ่ายที่ร้านอาหารใกล้ ๆ มหา'ลัย ฟ้าไปก่อนนะ เดี๋ยวสาย” หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าที่ซื้อมาในราคาไม่กี่ร้อยบาท ก่อนจะรีบเก็บหนังสือใส่กระเป๋าสะพาย
“โอเค ๆ งั้นเจอกันพรุ่งนี้แก เดินทางดี ๆ ล่ะ”
“จ้ะ” จันทร์กระจ่างฟ้าโบกมือลาเพื่อนสนิท ก่อนจะหันกลับไปมองลานจอดรถอีกครั้ง
ในจังหวะเดียวกับที่อัสวัสก้าวขึ้นไปนั่งบนรถยุโรปคันหรู ก่อนรถจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างสง่างาม
หญิงสาวได้แต่มองตามจนรถคันนั้นลับสายตา ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจกลับรู้สึกเจ็บแปลบ
ชีวิตของเขาช่างแตกต่างจากเธอเหลือเกิน ขณะที่เขาขับรถหรูเดินทางกลับบ้าน เธอกลับต้องเดินเท้าไปทำงานพิเศษ เพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน และแบ่งบางส่วนส่งกลับไปจุนเจือครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วง
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยคิดอิจฉาใครเลยสักครั้ง เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของอัสวัสในแต่ละวัน สำหรับเธอก็มากพอแล้ว
หลังเลิกงานพิเศษที่ร้านอาหารในช่วงค่ำ จันทร์กระจ่างฟ้าลากร่างอันอ่อนล้ากลับมาถึงห้องเช่าขนาดเล็ก
เธอถอดรองเท้า วางกระเป๋าลงบนโต๊ะเก่า ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทร.หาคนทางบ้านทันที
เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่นานก็มีคนรับสาย
“ฮัลโหล ฟ้าเหรอลูก” เสียงอ่อนแรงของจิตรลดา ผู้เป็นมารดาดังแว่วมาจากปลายสาย ทำให้หัวใจของหญิงสาวยิ่งรู้สึกเป็นห่วง
“แม่เป็นยังไงบ้างจ๊ะ กินข้าว กินยาหรือยัง” เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามเก็บซ่อนความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและการทำงานตลอดทั้งวันเอาไว้
“กินแล้วลูก... แต่พ่อน่ะสิ” จิตรลดาถอนหายใจยาว
“เมื่อเย็นนี้ก็เมาเหล้ากลับมา โวยวายจะเอาเงินท่าเดียว ดีที่ตาภูมิกับยายสุช่วยกันห้ามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงพังข้าวของอีก”
จันทร์กระจ่างฟ้ากำโทรศัพท์แน่น ความรู้สึกหนักอึ้งถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
“พ่อเอาเงินไปเล่นพนันอีกแล้วใช่ไหมแม่”
“แม่ขอโทษนะฟ้า ที่ต้องให้ลูกทำงานหนักส่งเงินมาให้ทางบ้าน ทั้งที่ลูกควรจะได้เรียนหนังสือสบาย ๆ เหมือนเด็กคนอื่นเขา” คำพูดของผู้เป็นแม่ทำให้หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อกลั้นน้ำตา
“ไม่เป็นไรเลยจ้ะแม่ ฟ้าไหว ฟ้าทำงานพิเศษได้เงินเยอะเลย แม่ดูแลตัวเองดี ๆ นะจ๊ะ บอกน้อง ๆ ด้วยว่าฟ้าคิดถึง”
“ลูกก็เหมือนกัน ดูแลตัวเองดี ๆ นะ กินข้าวให้ตรงเวลาด้วย อย่าเอาแต่ทำงาน”
“ค่ะแม่” หลังวางสาย ความเงียบก็ปกคลุมห้องเช่าเล็ก ๆ อีกครั้ง
จันทร์กระจ่างฟ้าค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเดี่ยวเก่า ๆ ก่อนจะกอดเข่าเอาไว้แน่น หยาดน้ำตาเม็ดใสไหลรินลงมาตามพวงแก้มอย่างเงียบงัน
ภาระหนี้สินของพ่อ อาการป่วยของแม่ ค่าใช้จ่ายของน้องทั้งสองคน ทุกอย่างเหมือนก้อนหินมหึมาที่กดทับหัวใจของหญิงสาวเอาไว้ จนบางครั้งเธอแทบหายใจไม่ออก
หลังจากนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่วางอยู่บนหัวเตียง เมื่อเปิดหน้าปกออก ภาพถ่ายใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็นภาพของอัสวัสที่เธอแอบถ่ายไว้จากระยะไกล ในงานกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเมื่อหลายเดือนก่อน
ชายหนุ่มในภาพกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยนั้น กลับสามารถมอบกำลังใจให้เธอได้อย่างน่าอัศจรรย์
“พี่วัส” ปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ ลูบผ่านภาพถ่ายอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นทั้งที่ดวงตายังคงแดงก่ำจากคราบน้ำตา
