บทที่ 10 คืนของเรา
รถยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดสนิทภายในอาคารจอดรถของคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง อัสวัสดับเครื่องยนต์ลง ทว่าเสียงพายุฝนและฟ้าร้องจากภายนอกอาคารยังคงแว่วดังเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างกายที่ยังคงนั่งตัวลีบ นิ่งสงบ และคอยระมัดระวังไม่ให้เสื้อผ้าชื้น ๆ ของตัวเองสัมผัสเบาะหนังมากเกินไป
“ลงรถเถอะฟ้า ข้างล่างนี้ลมค่อนข้างแรง เดี๋ยวจะหนาวไปมากกว่านี้” อัสวัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล
“ค่ะพี่วัส”
จันทร์กระจ่างฟ้าพยักหน้ารับคำอย่างสุภาพ ก่อนจะก้าวลงจากรถแล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างของรุ่นพี่หนุ่มเข้าสู่ลิฟต์ส่วนตัวเพื่อขึ้นตรงไปยังห้องพักของเขา ทันทีที่ประตูห้องชุดเปิดออก หญิงสาวก็พบกับพื้นที่กว้างขวางที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู คุมโทนสีเทาและดำสะอาดตา ทว่าบรรยากาศกลับดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยวไม่ต่างจากเจ้าของห้องในเวลานี้
“ยืนอยู่ตรงนั้นทำไม เข้ามาข้างในก่อนสิ” อัสวัสเอ่ยชวนเมื่อเห็นร่างเล็กหยุดยืนนิ่งอยู่แค่หน้าประตูห้องด้วยความเกรงใจ
“ฟ้ากลัวทำห้องพี่วัสเปื้อนค่ะ ตัวฟ้ายังมีละอองฝนอยู่เลย” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว พลางขยับกรอบแว่นสายตาเบา ๆ
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าคิดมาก” ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ พลางลอบยิ้มในความเกรงอกเกรงใจของเธอ
“ฟ้านั่งรอพี่ที่โซฟาก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปหยิบเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ไข้หวัดได้ถามหาแน่ ๆ”
อัสวัสเดินหายเข้าไปในห้องนอนใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นผ้าเนื้อนุ่มสะอาดสะอ้านของตัวเอง เขายื่นมันให้กับเธอพร้อมกับชี้ทางไปห้องน้ำ
“ไปอาบน้ำอุ่นให้ร่างกายปรับอุณหภูมิก่อนเถอะ เสื้อผ้าพวกนี้เป็นของพี่เอง ฟ้าอาจจะใส่แล้วหลวมหน่อยแต่เนื้อผ้าหนาสบาย น่าจะช่วยให้หายหนาวได้”
“ขอบคุณมากนะคะพี่วัส” จันทร์กระจ่างฟ้ารับเสื้อผ้ามาแนบอกอย่างซาบซึ้งใจ แววตาของเธอสะท้อนความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจโดยไม่มีจริตปรุงแต่งใด ๆ
หลังจากหญิงสาวเดินเข้าห้องน้ำไป อัสวัสก็เดินไปที่ตู้เย็นขนาดใหญ่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่าด้านในมีเพียงน้ำเปล่า นมสด และของสดเพียงไม่กี่อย่าง เนื่องจากช่วงหลังมานี้เขาแทบไม่ได้ทำอาหารทานเองและมักจะจมอยู่กับความทุกข์ใจเรื่องความรักครั้งเก่า ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางหยิบวัตถุดิบเท่าที่มีออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว หวังว่าจะพอทำอะไรอุ่น ๆ ให้รุ่นน้องกินรองท้องได้บ้าง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ประตูห้องน้ำเปิดออกช้า ๆ จันทร์กระจ่างฟ้าก้าวเดินออกมาในชุดเสื้อยืดของอัสวัสที่ตัวใหญ่จนชายเสื้อยาวลงมาเกือบถึงหัวเข่า รูปร่างเล็กบางของเธอเมื่ออยู่ในเสื้อของเขาดูน่าเอ็นดูจนชายหนุ่มที่กำลังยืนง่วนอยู่ในครัวถึงกับชะงักสายตามองอยู่นาน
“เสื้อหลวมมากเลยใช่ไหม” อัสวัสเอ่ยถามพลางยิ้มขำ
“นิดหน่อยค่ะพี่วัส แต่ผ้าอุ่นมากเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มตอบอย่างโล่งใจ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ครัวเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ
“พี่วัสกำลังจะทำอะไรกินเหรอคะ”
“พี่ว่าจะทำข้าวต้มง่าย ๆ น่ะ แต่ดูท่าทางแล้วสีสันคงไม่น่าทานเท่าไหร่ พี่ทำอาหารไม่ค่อยเก่ง” ชายหนุ่มบอกอย่างเขินๆ ท่าทีนั้นทำให้เธออมยิ้ม ไม่เคยเห็นท่าทีเก้อเขินของเขาแบบนี้มาก่อน
จันทร์กระจ่างฟ้ามองหม้อต้มสลับกับวัตถุดิบตรงหน้า ก่อนจะหันมาสบตากับเขาด้วยแววตาเป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้น ให้ฟ้าแสดงฝีมือทำแทนได้ไหมคะ ฟ้าทำอาหารพอใช้ได้ค่ะ พี่วัสไปนั่งพักเถอะนะคะ ฟ้าอยากตอบแทนที่พี่วัสคอยช่วยเหลือฟ้าในวันนี้”
“เอาอย่างนั้นเหรอ” อัสวัสเลิกคิ้ว ยอมขยับทางให้เธอแต่โดยดี
จันทร์กระจ่างฟ้าก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงและชำนาญ หญิงสาวหยิบจับอุปกรณ์หยิบจับของสดด้วยความสะอาดสะอ้าน ท่วงท่าความเป็นแม่บ้านแม่เรือนของเธอช่างดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ กลิ่นหอมของข้าวต้มหมูสับทรงเครื่องโชยอวลไปทั่วห้องชุดหรูในเวลาอันรวดเร็ว อัสวัสที่นั่งมองอยู่ตรงไอส์แลนด์ครัวรู้สึกว่าหัวใจที่เคยแห้งแล้งและแหลกสลายจากรักครั้งเก่า ค่อย ๆ ได้รับความอบอุ่นเข้ามาเติมเต็มอย่างประหลาด
“เสร็จแล้วค่ะพี่วัส กินตอนร้อน ๆ นะคะ” หญิงสาวยกชามข้าวต้มสองใบมาวางตรงหน้า
“อืม... หอมมาก ฝีมือเราไม่ธรรมดาจริงๆ นะฟ้า” ชายหนุ่มเอ่ยชมหลังจากตักคำแรกเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้นทำเอาเขาเจริญอาหารอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตลอดหลายวัน
“ฟ้าดีใจที่พี่วัสชอบค่ะ” จันทร์กระจ่างฟ้ายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสไร้เดียงสาของเธอทำให้อัสวัสเผลอทอดสายตามองด้วยความรู้สึกสะดุดใจมากขึ้นในทุกลมหายใจ
หลังมื้ออาหารผ่านไป ฝนภายนอกยังคงตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ลมพายุซัดสาดกระทบกระจกบานกว้างตรงระเบียงห้องชุด อัสวัสชวนจันทร์กระจ่างฟ้ามานั่งพักผ่อนตรงโซฟาตัวใหญ่ริมกระจก ชายหนุ่มปิดไฟดวงใหญ่ในห้อง เหลือเพียงแสงไฟสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟมุมห้อง บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงสายฝนคลอเคล้า
“ฟ้า... พี่ถามอะไรหน่อยสิ” อัสวัสเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ สายตาคมทอดมองม่านฝนด้านนอก
“คะพี่วัส” หญิงสาวหันมามองเสี้ยวหน้าคมคายของเขา
“เรื่องที่เพื่อนเราเคยมาบอกพี่ เรื่องที่ฟ้าแอบชอบพี่น่ะ” ชายหนุ่มเบนสายตากลับมาสบตากับดวงตาคู่สวยหลังกรอบแว่นของเธอตรง ๆ
คำถามนั้นทำให้เธอตาโต ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยถามเรื่องนี้
“วันนั้นพี่เฉยชาตอบกลับไป ฟ้าโกรธพี่ไหม”
คำถามตรงเป้าทำให้จันทร์กระจ่างฟ้าชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อด้วยความขัดเขิน ทว่าแววตาของเธอกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง ดวงตานั้นมีแววเข้มแข็งและเต็มไปด้วยความจริงใจ
“ฟ้าไม่เคยโกรธพี่วัสเลยค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงนุ่ม
“ฟ้าเข้าใจดีค่ะว่าช่วงนั้นพี่วัสกำลังเผชิญกับเรื่องสะเทือนใจ แผลในใจของพี่วัสยังสดอยู่มาก ฟ้าถึงได้โกรธมุตตาที่เอาความรู้สึกของฟ้าไปทำให้พี่วัสต้องอึดอัดใจ ฟ้าบอกกับตัวเองเสมอ ว่าฟ้าเจียมตัว ฟ้าเป็นแค่คนนอก สิ่งเดียวที่ฟ้าอยากเห็น คืออยากเห็นพี่วัสกลับมายิ้มได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง โดยที่ฟ้าไม่ได้หวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทนเลยแม้แต่น้อย”
คำสารภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและให้เกียรติของเธอ เปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชโลมลงบนบาดแผลใจที่แตกร้าวของอัสวัส
ชายหนุ่มมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเรียบง่าย ไม่เรียกร้อง และศักดิ์ศรีที่แฝงอยู่ในแววตาของเธอ กำลังทลายกำแพงหนาในหัวใจของเขาจนหมดสิ้น
“ขอบใจนะฟ้า ขอบใจที่เป็นห่วงพี่” อัสวัสเอ่ยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ร่างเล็กทีละน้อย จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สรรพนามที่เขาเรียกชื่อเธอช่างนุ่มนวลจนหัวใจดวงน้อยเต้นโครมคราม
อัสวัสยื่นมือเรียวยาวไปแตะที่ขาแว่นสายตาทรงกลมของเธอ ก่อนจะค่อย ๆ ถอดมันออกอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่ส่องประกายวาววับท่ามกลางแสงไฟสลัว
ชายหนุ่มสบตากับเธอเนิ่นนาน แววตาคมเข้มสะท้อนความรักและความต้องการอย่างปิดไม่มิด
