บทที่ 4 ทางใครทางมัน
หวังเพียงว่าสักวันหนึ่ง บาดแผลในหัวใจของผู้ชายที่เธอแอบรัก จะได้รับการเยียวยา และเขาจะกลับมายิ้มได้อย่างอบอุ่นเหมือนเดิมอีกครั้ง
หลังจากค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ ความจริงอันโหดร้ายก็แจ่มชัดเสียจนไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป
อัสวัสใช้เวลาทบทวนทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังยังคงกัดกินหัวใจ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เปลี่ยนเขาให้จมอยู่กับความเสียใจอีกต่อไป หากกลับหล่อหลอมให้ชายหนุ่มเด็ดเดี่ยวกว่าเดิม
เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว ก็ถึงเวลาต้องยุติมันอย่างสมบูรณ์
ชายหนุ่มส่งข้อความนัดปรียาภรณ์ให้มาพบกันบริเวณใต้อาคารจอดรถด้านหลังมหาวิทยาลัย จุดที่ค่อนข้างลับสายตาผู้คน เพื่อเคลียร์ทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่นานนัก ร่างระหงของหญิงสาวก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเขา
“วัสมีอะไรด่วนเหรอคะ ปรียารีบนะ วันนี้ต้องไปดูคอนเสิร์ตกับพี่โก้” น้ำเสียงของปรียาภรณ์เต็มไปด้วยความรำคาญอย่างไม่คิดปิดบัง ราวกับการมาพบเขาเป็นเรื่องเสียเวลาและน่าเบื่อที่สุดในวันนี้
อัสวัสมองใบหน้าสวยตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกไป
“เอาของมาคืน แล้วก็รับของของวัสคืนด้วย”
ปรียาภรณ์ปรายตามองกล่องกำมะหยี่ตรงหน้า เป็นแหวนที่ทั้งสองแลกกันตอนเป็นแฟน แหวนวงนี้เธอไปสั่งทำพิเศษมาให้เขา ส่วนแหวนของเขา เป็นแหวนที่มารดาของเขาให้เอาไว้ สำหรับว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต แต่เธอคิดว่าก็แค่แหวนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้สำคัญอะไร
“เอาแหวนของวัสคืนไปเถอะ แหวนกระจอก ๆ แบบนี้ยังจะทวงคืนอีก”
หากเป็นเมื่อหลายวันก่อน คำพูดเหล่านั้นคงทำให้หัวใจของอัสวัสแหลกสลายอีกครั้ง
แต่วันนี้ ไม่มีอีกแล้ว
เขากัดกรามแน่นเพราะจำได้ว่าเคยบอกเธอไปแล้ว ว่าแหวนวงนี้สำคัญกับเขามากเพียงไหน เป็นแหวนของคุณย่าที่มอบให้เขา เพื่อส่งต่อให้ว่าที่สะใภ้คนต่อไปของตระกูล เป็นแหวนเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าสำหรับหัวใจของเขา สำหรับเธออาจจะเป็นแหวนไร้ค่าทั่วไป เพราะความหรูหราเกาะกินหัวใจไปนานแล้ว แต่สำหรับเขามันคือของล้ำค่าที่เขาต้องทวงคืน
อารมณ์ของเขาในตอนนั้น ทั้งเสียใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่เสียใจเพราะเขามองคนผิด ให้ของสำคัญไปกับคนที่ไม่เห็นท่า ที่ดีใจเพราะจะได้รู้ว่าเธอเป็นคนเช่นนี้ รู้เสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่าแต่งงานกันไปแล้วมีลูกเต้า ถึงเพิ่งมารู้ธาตุแท้ของอีกฝ่าย ตอนนั้นคงถล้ำลึกไปมากกว่านี้ หากวันหนึ่งเธอหนีไปกับชายอื่นเพราะร่ำรวยกว่า ทิ้งลูกทิ้งผัวไว้เบื้องหลัง คงเจ็บหนักกว่านี้ คนแบบเธอไม่เหมาะที่จะมาเป็นแม่ของลูก หรือร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน
ชายหนุ่มเพียงสบตาหล่อนนิ่ง ๆ แววตาคมเข้มไร้ทั้งความรัก ความเสียดาย และความอาลัย มีเพียงความเย็นชาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ดีครับ งั้นนับจากวินาทีนี้ไป เราสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ทางใครทางมัน”
ปรียาภรณ์ชะงักไปทันที
“วัส... นี่วัสกล้าพูดแบบนี้กับปรียาเหรอ”
หล่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างแท้จริง
ตลอดเวลาที่คบกัน อัสวัสคือผู้ชายที่ยอมเธอทุกอย่าง ไม่ว่าเธอจะเอาแต่ใจแค่ไหน เขาก็ไม่เคยพูดคำว่าเลิกแม้แต่ครั้งเดียว
แต่วันนี้... คนที่เป็นฝ่ายจบความสัมพันธ์กลับกลายเป็นเขา
อัสวัสคลี่ยิ้มบาง ๆ ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย
“คนที่ไม่เห็นค่าของความรักอย่างปรียา ไม่คู่ควรได้รับมันจากใครทั้งนั้น” น้ำเสียงราบเรียบกดต่ำแต่หนักแน่นดุจคมมีด
พูดจบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินไปยังรถยุโรปคันหรู เปิดประตูขึ้นนั่ง ก่อนปิดประตูเสียงดังปัง
เครื่องยนต์คำรามขึ้นทันที รถคันหรูแล่นออกจากลานจอดรถโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่เคยเป็นคนรัก
“วัส!” ปรียาภรณ์ตะโกนเรียกอย่างขัดใจ แต่รถของเขาก็หายลับสายตาไปแล้ว
หญิงสาวได้แต่กระทืบเท้าแรง ๆ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโมโหและเสียหน้า
ข่าวการเลิกราของคู่รักชื่อดังประจำมหาวิทยาลัยแพร่สะพัดรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ตอนแรกเป็นข่าวระหองระแหงเพราะฝ่ายหญิงปันใจให้ชายอื่น แต่คราวนี้คือข่าวเลิกกันจริงจัง
เพียงเวลาไม่ถึงสองวัน แทบทุกคณะต่างรู้ข่าวเดียวกัน
อัสวัสโสดแล้ว
“ยัยฟ้า! ข่าวใหญ่โตมโหฬารมากแก”
วิมุตตาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาจันทร์กระจ่างฟ้า ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่บนโต๊ะหินอ่อนใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ก่อนจะยื่นขวดน้ำให้เพื่อนทันที
“มีอะไรเหรอมุตตา วิ่งหน้าตั้งมาเชียว ดื่มน้ำก่อนสิ”
“ไม่ดื่มแล้ว เรื่องนี้สำคัญกว่า” วิมุตตารีบโบกมือ ก่อนจะนั่งลงข้างเพื่อนด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ก็พี่วัสกับพี่ปรียาภรณ์น่ะสิ เลิกกันแล้ว เลิกกันเด็ดขาดเลยแก พี่วัสเป็นฝ่ายสะบัดบ๊อบใส่ด้วยนะ สะใจฉันชะมัดเลย พี่วัสสุดหล่อมันต้องแบบนี้สิ” พูดจบก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะดังปัง พร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
จันทร์กระจ่างฟ้านิ่งงันไปทันที ปลายนิ้วที่กำลังจับปากกาสั่นไหวเล็กน้อย ข่าวที่เพิ่งได้รับทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
ภาพแผ่นหลังกว้างของอัสวัสที่นั่งอยู่กลางสายฝนในวันนั้น ผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง
“เลิกกันแล้ว จริง ๆ เหรอ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับยังไม่อยากเชื่อ
“จริงแท้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์จ้า” วิมุตตาพยักหน้ารัว ๆ
“โอกาสของแกมาถึงแล้วนะยัยฟ้า พี่วัสโสดแล้ว ทีนี้แกก็ไม่ต้องแอบมองอยู่ข้างหลังอีกต่อไป”
จันทร์กระจ่างฟ้าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง แก้มเนียนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ
“อย่าพูดเล่นแบบนั้นสิมุตตา ถึงพี่วัสจะโสด แต่ฟ้าก็ยังเป็นฟ้าคนเดิมนั่นแหละ ไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาหรอก”
“โธ่... ยัยซื่อบื่อเอ๊ย” วิมุตตาหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนอย่างเอ็นดู
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง คนเรามันต้องกล้าเสี่ยงบ้างสิ” แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มสดใส แต่ในดวงตาของวิมุตตากลับมีประกายบางอย่างวาบผ่านอย่างรวดเร็ว เป็นประกายที่ยากจะคาดเดาว่าซ่อนความคิดอะไรเอาไว้
จันทร์กระจ่างฟ้าลอบถอนหายใจเบา ๆ
ใช่... ลึก ๆ แล้วหัวใจของเธอมีความหวังดวงเล็ก ๆ กำลังค่อย ๆ จุดประกายขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ดีว่าความหวังนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
สิ่งที่เธอเป็นห่วงมากกว่า...คือหัวใจของอัสวัส ผู้ชายที่เพิ่งสูญเสียความรักไป
ยิ่งเธอรักเขามากเท่าไร เธอก็ยิ่งอยากเห็นเขาหลุดพ้นจากความเจ็บปวด และกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
โดยไม่เคยคาดหวังเลยว่า วันหนึ่งผู้ชายคนนั้นจะหันกลับมามองผู้หญิงธรรมดาอย่างเธอ และมอบพื้นที่ในหัวใจให้แม้เพียงนิดเดียว
