บทที่ 8 พรหมลิขิตหรือบังเอิญ
วันเวลาค่อย ๆ หมุนผ่านไปนับจากค่ำคืนงานเลี้ยงรุ่น ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในชีวิตของจันทร์กระจ่างฟ้าโดยที่เธอแทบไม่ทันรู้ตัว
หน้าต่างแชตที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับมีข้อความสั้น ๆ ส่งหากันสัปดาห์ละสองสามครั้ง
แม้บทสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เรื่องการเรียน หรือดินฟ้าอากาศตามประสารุ่นพี่รุ่นน้อง แต่สำหรับเธอแล้ว ข้อความไม่กี่บรรทัดนั้นกลับเป็นกำลังใจที่ช่วยเติมเต็มหัวใจในแต่ละวันที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งเรื่องเรียนและการทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์
บ่ายวันพฤหัสบดี อากาศค่อนข้างอบอ้าว
จันทร์กระจ่างฟ้าเดินอุ้มกองสมุดและรายงานหลายเล่มเข้ามาในโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัย หลังจากเพิ่งเรียนวิชาเอกติดต่อกันเกือบสามชั่วโมงจนแทบหมดแรง
ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการที่สุด คือน้ำเย็น ๆ สักแก้ว กับมุมเงียบ ๆ ไว้นั่งพักสายตา
“อ้าว ฟ้า!” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง
หญิงสาวหยุดฝีเท้าทันที ก่อนหันไปตามเสียง
เมื่อเห็นร่างสูงของอัสวัสกำลังเดินถือแก้วน้ำเปล่าเข้ามาหา รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นบนใบหน้าหวานอย่างเป็นธรรมชาติ
วันนี้เขาอยู่ในชุดนักศึกษาครึ่งท่อน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ดูเรียบง่ายแต่กลับมีเสน่ห์สะดุดตาไม่น้อย
“พี่วัส... สวัสดีค่ะ” จันทร์กระจ่างฟ้ายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“สวัสดีครับ” อัสวัสรับไหว้ ก่อนมองกองสมุดในอ้อมแขนของเธอแล้วขมวดคิ้วนิด ๆ
“หอบอะไรมาเยอะแยะน่ะเรา ให้พี่ช่วยถือไหม”
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหมายจะรับกองเอกสาร แต่หญิงสาวรีบขยับถอยหลังทันที
“อุ๊ย! ไม่เป็นไรค่ะพี่วัส ฟ้าถือเองได้ค่ะ แค่นี้สบายมาก” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเกรงใจ
“แล้วนี่พี่วัสมาทานข้าวเหรอคะ”
“พี่ทานเสร็จแล้วครับ กำลังจะกลับขึ้นตึกคณะพอดี แล้วเราล่ะ มีโต๊ะนั่งหรือยัง”
จันทร์กระจ่างฟ้าหันมองไปรอบ ๆ โรงอาหาร ทุกโต๊ะเต็มไปด้วยนักศึกษาจนแทบไม่มีที่ว่าง
“ยังเลยค่ะ คนแน่นมากเลย สงสัยฟ้าต้องซื้อน้ำแล้วไปหามุมนั่งใต้ตึกคณะแทน”
“งั้นไปนั่งโต๊ะพี่ไหม” อัสวัสพยักพเยิดไปทางมุมด้านในของโรงอาหาร
“เพื่อนพี่เพิ่งลุกไปเมื่อกี้ ยังว่างอยู่”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย
“จะดีเหรอคะพี่วัส ฟ้ากลัวจะไปรบกวนเวลาของพี่”
“ไม่รบกวนหรอกครับ” เขายิ้มบาง ๆ
“ไปเถอะ หอบของหนักขนาดนั้น ยืนนาน ๆ เดี๋ยวก็ปวดแขน” แม้น้ำเสียงจะนุ่มนวล แต่กลับแฝงความหนักแน่นจนจันทร์กระจ่างฟ้าปฏิเสธไม่ลง
“งั้นก็ขอบคุณนะคะ” เธอเดินตามเขาไปยังโต๊ะด้านใน ก่อนค่อย ๆ วางกองสมุดและรายงานลงบนโต๊ะหินอ่อนแล้วทรุดตัวนั่งลงตรงข้าม บรรยากาศระหว่างทั้งสองเงียบสงบ แต่กลับไม่ชวนอึดอัด ต่างคนต่างนั่งอยู่กับความเงียบอย่างสบายใจ ราวกับคุ้นเคยกันมานาน
จันทร์กระจ่างฟ้าเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“คราบน้ำพั้นช์วันนั้น ซักออกไหมคะพี่วัส”
อัสวัสหัวเราะเบา ๆ
“ออกครับ บอกแล้วไงว่ารอด แม่บ้านที่บ้านพี่เขาเก่ง เรื่องแค่นี้สบายมาก”
หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างโล่งอก
“โล่งอกไปทีค่ะ ฟ้านี่ซุ่มซ่ามจริง ๆ เลย วันหลังต้องเดินระวังกว่านี้แล้ว”
“ก็ดีครับ” ชายหนุ่มแกล้งพยักหน้าเห็นด้วย
“วันหลังถ้าเดินชนพี่อีก เสื้อพี่อาจจะไม่รอดจริง ๆ ก็ได้”
จันทร์กระจ่างฟ้าหลุดหัวเราะทันที
“พี่วัสอ่ะ ฟ้าไม่ชนแล้วค่ะ เข็ดแล้ว” ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน เสียงหัวเราะของหญิงสาวใสและเป็นธรรมชาติ จนทำให้อัสวัสเผลอมองใบหน้าหวานนั้นอยู่นาน
ยิ่งได้พูดคุย เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอแตกต่างจากผู้หญิงที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต
กับปรียาภรณ์ ทุกครั้งที่พบกัน มักมีแต่เรื่องกระเป๋าแบรนด์เนม เสื้อผ้า ร้านอาหารหรู หรือสิ่งของราคาแพงให้เขาต้องตามใจอยู่เสมอ
แต่กับจันทร์กระจ่างฟ้า เธอเรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรให้ต้องพยายาม
ไม่เรียกร้อง
ไม่โอ้อวด
ไม่พยายามทำตัวให้โดดเด่น
มีเพียงรอยยิ้มจริงใจ คำพูดสุภาพ และการให้เกียรติ
ความรู้สึกสบายใจที่เกิดขึ้นเมื่อได้นั่งคุยกับเธอ กำลังค่อย ๆ เยียวยาบาดแผลในใจของเขาอย่างช้า ๆ ทำให้อัสวัสยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“จริงสิฟ้า ช่วงนี้เรียนหนักไหม เห็นมุตตาบอกว่าเราทำงานพิเศษด้วย”
จันทร์กระจ่างฟ้าพยักหน้าเบา ๆ
“ก็หนักพอสมควรค่ะพี่วัส ทั้งเรียนทั้งงานพาร์ตไทม์ แต่ก็สนุกดีค่ะ ได้ประสบการณ์เยอะดี”
เธอตอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยถึงภาระหนี้สินของครอบครัว ไม่ได้เล่าเรื่องแม่ที่กำลังเจ็บป่วย และไม่ได้บอกว่าต้องส่งกลับบ้าน เพราะเธอไม่อยากให้ใครสงสาร โดยเฉพาะผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า
อัสวัสพยักหน้าช้า ๆ
“เก่งจังเลยนะเรา ตัวแค่นี้แต่รับผิดชอบตัวเองได้ดีขนาดนี้” คำชมที่ออกมาจากใจ ทำให้จันทร์กระจ่างฟ้ารู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ เธอยิ้มเขินเล็กน้อย
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะพี่วัส ฟ้าแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้นเองค่ะ”
อัสวัสมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วย ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องรายงาน หรือหาเอกสารอ้างอิง ทักแชตมาถามพี่ได้ตลอดนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
จันทร์กระจ่างฟ้ายิ้มกว้างกว่าเดิม
“ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะพี่วัส ถ้าฟ้าติดขัดตรงไหน ฟ้าจะทักไปรบกวนนะคะ”
“ได้เลย พี่เต็มใจ”
ทั้งสองนั่งพูดคุยกันต่ออีกพักใหญ่
เรื่องเรียน...
อาจารย์แต่ละวิชา...
ชีวิตในมหาวิทยาลัย...
รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ไม่นานนัก อัสวัสก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“พี่ต้องไปเรียนแล้ว” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน พร้อมสะพายกระเป๋า
“ตั้งใจอ่านหนังสือล่ะ อย่าหักโหมเกินไปนะ”
จันทร์กระจ่างฟ้ายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ค่ะพี่วัส แล้วเจอกันใหม่นะคะ”
“ครับ” อัสวัสยิ้มตอบ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
หญิงสาวนั่งมองแผ่นหลังกว้างของเขาจนลับสายตา
ก่อนจะก้มมองกองสมุดตรงหน้า พลางอมยิ้มบาง ๆ อย่างมีความสุข ความบังเอิญในวันนี้ หรืออาจเป็นพรหมลิขิต กำลังค่อย ๆ พาคนสองคนที่เคยอยู่ห่างไกล ให้เดินเข้ามาใกล้กันทีละก้าว
สำหรับจันทร์กระจ่างฟ้าแล้ว
เธอไม่เคยเรียกร้องให้ความสัมพันธ์ก้าวกระโดด
เพียงได้เห็นเขา ได้พูดคุย และได้รับรอยยิ้มกลับมา แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของคนแอบรัก เต้นแรงและมีความสุขไปได้อีกนานแสนนาน
