บทที่ 1 ตอนที่ 1 ท่านประธานคนใหม่กับหญิงสาวแห่งไร่ชา
ตอนที่ 1
ท่านประธานคนใหม่กับหญิงสาวแห่งไร่ชา
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นกลางดึกปลุกชวินทร์จากการหลับใหลเพียงไม่กี่ชั่วโมง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคว้าเครื่องมือสื่อสารซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ดวงตาคมยังพร่าเลือนจากความเหนื่อยล้า หลังจากใช้เวลาทั้งวันอยู่ในการประชุมกับคู่ค้าต่างประเทศ หมายเลขบนหน้าจอเป็นของแม่
หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะกัญญารัตน์แทบไม่เคยโทรหาเขาในเวลานี้ ยิ่งเมื่อคำนวณความแตกต่างของเวลาแล้ว ทางประเทศไทยน่าจะเป็นช่วงเช้ามืดซึ่งทุกคนในบ้านยังไม่ตื่น
“ครับแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทำไมถึงโทรมาตอนนี้”
ชวินทร์ถามทันทีที่กดรับสาย น้ำเสียงของเขายังคงนิ่งตามนิสัย ทว่ามือซึ่งถือโทรศัพท์กลับเกร็งแน่นขึ้น เมื่อได้ยินเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ จากปลายสายแทนคำตอบ
“ชวินทร์...พ่อของลูกเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวเลย แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ลูกกลับมาได้ไหม กลับมาหาแม่กับพ่อเดี๋ยวนี้ได้ไหม”
เสียงของมารดาสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ ความหวาดกลัวในน้ำเสียงนั้นทำให้ชวินทร์ลุกจากเตียงทันที ความง่วงหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นวาบซึ่งแล่นจากต้นคอลงไปถึงปลายมือ
“แม่ตั้งสติก่อนนะครับ ตอนนี้พ่ออยู่โรงพยาบาลไหน แล้วหมอว่าอย่างไรบ้าง ผมจะจองเที่ยวบินกลับให้เร็วที่สุด ระหว่างนี้แม่อย่าอยู่คนเดียว ให้คุณอาอยู่เป็นเพื่อนและโทรหาผมทันทีถ้าอาการพ่อเปลี่ยนแปลง”
เขาพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง แม้ในอกจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย วิชาญเป็นคนที่ตรวจสุขภาพทุกปี ไม่ดื่มเหล้าหนัก ไม่สูบบุหรี่ และยังทำงานได้อย่างแข็งแรงมาตลอด การล้มป่วยกะทันหันจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
“ประภาสอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เขากำลังคุยกับหมอ แต่แม่ไม่ไว้ใจอะไรทั้งนั้น ถ้าลูกยังไม่กลับมา แม่กลัวว่าทุกอย่างจะสายเกินไป”
“ผมจะกลับครับ ต่อให้ต้องยกเลิกทุกอย่างที่นี่ ผมก็จะกลับไปให้ถึงเร็วที่สุด แม่รอผมนะครับ”
ชวินทร์วางสายแล้วรีบติดต่อผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อจัดการตั๋วเครื่องบิน เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเก็บข้าวของจำเป็น ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ภายในใจกลับหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงเอาไว้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทำงานอยู่ต่างประเทศเพื่อขยายตลาดตามคำสั่งของบิดา ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไม่เคยอบอุ่นนัก วิชาญเป็นคนเข้มงวดและไม่เคยชื่นชมความสำเร็จของลูกชายออกมาตรง ๆ ทุกครั้งที่ชวินทร์ทำสิ่งใดสำเร็จ บิดาจะเพียงพยักหน้ารับแล้วบอกว่าเขายังทำได้ดีกว่านี้ ทว่าชวินทร์รู้ดีว่าตนไม่เคยเกลียดบิดา เขาเพียงไม่รู้ว่าควรรักและเข้าใกล้คนที่ไม่เคยยอมเปิดประตูหัวใจให้เขาอย่างไร
หลายชั่วโมงต่อมา ชวินทร์เดินออกจากสนามบินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม รถของครอบครัวพาเขาตรงไปยังโรงพยาบาลโดยไม่แวะพัก เมื่อมาถึง เขาพบมารดานั่งอยู่หน้าห้องผู้ป่วยหนัก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดง และมีประภาสยืนพูดคุยกับแพทย์อยู่ไม่ไกล
กัญญารัตน์ลุกขึ้นทันทีที่เห็นบุตรชาย เธอเดินเข้ามากอดเขาแน่นราวกับคนซึ่งกำลังจะจมน้ำแล้วพบสิ่งยึดเหนี่ยว
“ชวินทร์ ในที่สุดลูกก็กลับมาเสียที แม่กลัวเหลือเกินว่าพ่อของลูกจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก เขาไม่เคยบอกใครเลยว่าปวดศีรษะหรือมีอาการผิดปกติ กระทั่งเมื่อวานเขายังเข้าประชุมตามปกติอยู่เลย”
“พ่อจะต้องผ่านมันไปได้ครับแม่ ตอนนี้หมอว่ายังไงบ้าง”
ชายหนุ่มประคองมารดาให้นั่งลง แม้จะอยากถามรายละเอียดทั้งหมด แต่เขาพยายามไม่แสดง ความตื่นตระหนกออกมา เพราะรู้ว่ากัญญารัตน์กำลังต้องการคนที่เข้มแข็งกว่า
ประภาสเดินเข้ามาหา สีหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความกังวล หากแววตากลับสงบนิ่งเกินกว่าคนที่เพิ่งเห็นพี่ชายล้มป่วยอย่างกะทันหัน
“หมอผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออกแล้ว ตอนนี้ต้องรอดูอาการอย่างน้อยเจ็ดสิบสองชั่วโมง ต่อให้ฟื้นก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ บริษัทเองก็กำลังยุ่งมาก พรุ่งนี้มีประชุมคณะกรรมการเรื่องสำคัญหลายเรื่อง อาคิดว่าหลานควรเข้าไปจัดการแทนพ่อก่อน”
ประโยคท้ายทำให้ชวินทร์เงยหน้ามองผู้เป็นอาอย่างพิจารณา บิดาของเขายังอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก แต่ประภาสกลับพูดถึงการประชุมและบริษัทได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนราวกับเตรียมการมาล่วงหน้า
“พ่อเพิ่งเข้ารับการผ่าตัด ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าเรื่องบริษัทควรรอให้อาการพ่อคงที่ก่อน อย่างน้อยตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชีวิตของพ่อ ไม่ใช่การแย่งกันตัดสินใจว่าใครจะนั่งเก้าอี้ของท่าน”
น้ำเสียงของชวินทร์ไม่ได้ดังขึ้น แต่เย็นและชัดเจนจนประภาสชะงักไปครู่หนึ่ง
“อาไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพียงแต่บริษัทขาดคนตัดสินใจมาหลายวันแล้ว และปัญหาบางอย่างไม่สามารถรอได้ ถ้าหลานได้เห็นเอกสารทั้งหมด หลานจะเข้าใจว่าอาไม่ได้คิดเกินเลย”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมจะเข้าไปดู แต่คืนนี้ผมจะอยู่ที่นี่กับพ่อและแม่”
ชวินทร์ตัดบท ก่อนหันไปมองประตูกระจกของห้องผู้ป่วยหนัก เขาเห็นร่างบิดานอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายระโยงระยางของเครื่องมือแพทย์ ภาพคนซึ่งเคยยืนอย่างสง่างามอยู่หัวโต๊ะประชุม กลับกลายเป็นเพียงผู้ป่วยคนหนึ่งที่ไม่อาจแม้แต่จะลืมตา ทำให้ลมหายใจของเขาหนักขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
เช้าวันต่อมา ชวินทร์ก้าวเข้าสู่อาคารสำนักงานใหญ่ด้วยชุดสูทสีเข้ม เขาไม่ได้กลับบ้านไปพักแม้แต่ชั่วโมงเดียว แต่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งและสง่างามจนไม่มีใครมองเห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่
พนักงานตลอดทางเดินต่างหยุดทำความเคารพ บ้างมองเขาด้วยความหวัง บ้างมองด้วยความสงสัย และอีกหลายคนกระซิบถามกันเบา ๆ ว่าทายาทซึ่งทำงานอยู่ต่างประเทศมานานจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
ทันทีที่ประตูห้องประชุมเปิดออก เสียงสนทนาทั้งหมดก็เงียบลง
ประภาสนั่งอยู่ด้านขวาของเก้าอี้ประธาน ขณะที่กรรมการและผู้บริหารระดับสูงต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เอกสารกองหนาวางอยู่ตรงหน้าทุกคน บรรยากาศภายในห้องหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
